ดร.นิว ท้าดวล ระบอบการปกครองไทย ความจริงของสถาบันฯ ผู้ใหญ่หลอกลวงปั่นหัวเด็ก!?!

0

ดร.นิว ท้าดวล ปิยบุตร ประเทศไทยปกครองในระบอบ ราชาธิปไตย ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างที่เขาหลอกลวง

การที่จะทำให้ประชาชนคนไทยเข้าใจกันอย่างจริงจัง ว่า ประเทศนี้ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหมือนที่เขาหลอกลวง แต่เป็นการปกครองในระบอบราชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พวกที่บ้าคลั่งราษฎร บอกว่านี่คือการปฏิวัติครั้งสำคัญของประเทศไทยในการสร้างประชาธิปไตยขึ้น แต่แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องที่เหลวไหลทั้งสิ้น แต่มันคือการรัฐประหาร โดยมีทหารหนุ่มไปอาศัยพึ่งพิงทหารแก่ ที่เรียกตัวเองว่า 4 ทหารเสือ คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิอัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ทหารหนุ่มก็ได้แก่ จอมพล ป. พิบูลสงครามและพรรคพวก คณะพลเรือนที่มีอ.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำ แทบจะไม่ได้มีบทบาทหรือมีส่วนร่วมเลย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อำนาจทั้งสิ้นทั้งปวงอยู่ในมือทหารแก่กับทหารหนุ่มที่ต่อสู้ ช่วงชิง ฟาดฟันและเข่นฆ่ากัน สร้างมรดกเลือด มรดกบาปมาจนถึง 25 ปี ที่ครองอำนาจอยู่ และทิ้งมรดกให้เกิดความเข้าใจผิดในระบอบการปกครองของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ทำให้วงจรอุบาทว์เกิดขึ้นตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็คือ เมื่อมหารยึดอำนาจเข้าควบคุมการปกครองตั้งแต่สมัยคณะราษฎรก็แสงหาอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์ ปากที่อ้างประชาธิปไตย ถึงเวลาจัดให้มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็อยู่ในกลุ่มเดียวกลุ่มเดิม เครือข่ายตระกูลต่างๆและเข้ามาหาอำนาจ ทุจริตคอรัปชั่น และทหารก็เข้ามายึดอำนาจแล้วก็เลือกตั้ง แล้วก็ยึดอำนาจ นี่คือวงจรอุบาทว์ ที่อยู่ในมือของคนสองกลุ่มก็คือ ทหารและนักการเมือง คนเหล่านี้กันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่เดิมออกจากกัน โดยเฉพาะในบริบทเรื่องการใช้อำนาจในทางการเมือง ประชาชนมีสิทธิ์แค่หย่อนบัตรเลือกตั้ง รอการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็ไปเลือกตั้งใหม่ นี่คือสิ่งที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจนมาถึงวันนี้

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ระบบเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ระบบเศรษฐกิจไทย ที่หยิบยกขึ้นมาก็เพราะระบอบการเมืองการปกครองจะต้องสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจเสมอ อยู่ที่ใครควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจ และจะเข้าไปยึดโยงในการควบคุมอำนาจทางการเมืองอย่างไร เพื่อที่จะได้ตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเองหรือชนชั้นของตัวเอง บ้านเมืองของเราก็มีจุดเปลี่ยนแต่ละระยะ แต่มาถึงวันนี้ ระหว่างที่นักการเมืองที่ช่วงชิงอำนาจอยู่ในสภาใช้คำว่า เราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตัวเองก็จะใช้อำนาจนั้น ในการกอบโกย แสวงหาประโยชน์ สร้างความร่ำรวย ลองทบทวนดูว่ามีใครบ้างที่เข้ามาเล่นการเมืองแล้วไม่รวย เมื่อมาอยู่ในกลไกของอำนาจ ทหารที่เข้ามายึดอำนาจ ก่อนหน้านี้ก็อยู่ในวงจรแบบนี้ เว้นการยึดอำนาจครั้งหลัง เมื่อปี 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และย้อนรอยไปในการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 สองครั้งนี้ไม่ใช่วงจรอุบาทว์ในการผลัดเปลี่ยนอำนาจ แต่คือกระบวนการการต่อสู้กันระหว่างชนชั้น คือ ทักษิณ ชินวัตร ที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นกลุ่มทุนใหม่ ที่เติบโตขึ้นจากการสร้างราคาหุ้นในตลาด โดยเอาสัมปทานของรัฐมาสร้างมูลค่า มาเป็นของตัวเอง และใช้อำนาจเงินที่มีเข้ามาเล่นการเมือง สร้างระบบอำนาจของตัวเองเข้าไปครอบงำระบบราชการทั้งตำรวจและทหาร จนทำให้เกิดการทนไม่ได้กับระบบของกองทัพ ที่ยึดโยงอยู่กับระบบเก่าและเกดิรัฐประหารขึ้นในปี 2549

ทักษิณสร้างกระบวนการของอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง เกิดการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 มีบางกลุ่มพยายามจะบอกว่ารัฐประหารทั้งสองครั้ง คนบางกลุ่มที่ว่าก็คือ ทักษิณ ตั้งแต่ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ จนมาถึงโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรงว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร แต่ก่อนหน้าสองครั้งนี้ อยู่ในวงจรอุบาทว์ทั้งสิ้น วนเวียนแย่งชิงอำนาจ ดังนั้น ที่เกิดรัฐประหารขึ้นทั้งสองครั้ง เพราะการปะทะของโครงสร้างทางอำนาจ มาถึงวันนี้มีตัวแปรใหม่ขึ้น นั่นคือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ซึ่งรับความคิดมาจากกลุ่มอาจารย์บางกลุ่มที่มีอคติว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นปัญหาของประเทศ ทั้งๆที่ความจริง สถาบันระมหากษัตริย์ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวการเมือง เป็นเรื่องวงจรอุบาทว์ระหว่างทหารกับนักการเมือง ที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและแสวงหาผลประโยชน์

กลุ่มธนาธร ปิยบุตร และคณาจารย์ดังกล่าว เริ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองระลอกใหม่อย่างเป็นระบบ ทำงานซึมลึกทางความคิด ออกหนังสือฟ้าเดียวกัน จนสามารถพัฒนาตัวเองมาตั้งพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบกลายมาเป็นพรรคก้าวไกล แตกตัวออกมาเป็นกลุ่มก้าวหน้า สร้างกระบวนการการเคลื่อนไหวทางการเมือง ยกระดับทางความคิดผ่านโลกโซเชียล จนสามารถปลุกเด็กๆจำนวนหนึ่ง มาพูดโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยท่าทางอันโอหัง ด้วยข้อมูลที่บิดเบือน และไม่ได้เข้าใจข้อมูลเหล่านั้น จนอาจารย์ที่หลายคนบอกว่าเป็นต้นกระแสธารของความคิดชื่อ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ออกมาบอกว่า สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็จะได้เห็น นั่นก็คือการออกมาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ บริบททางการเมืองที่เกิดความขัดแย้งขึ้นในขณะนี้ แตกต่างจากเหตุการณ์ก่อนปี 2557 ซึ่งเป็นความขัดแย้งหลักระหว่างพรรคในเครือข่ายของทักษิณ ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาถึงพรรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าม็อบฝั่งใดออกมาทั้งสองพรรคการเมืองต่างเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ทางตรงก็ทางลับ

แต่วันนี้ กระบวนการของความขัดแย้งที่ถูกปลุกขึ้น พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชนคนไทยกำลังรู้สึกอึดอัดต่อเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลว่าพวกนี้กระทำความผิดซ้ำๆซากๆ โดยเฉพาะการกระทำความผิดตามมาตรา 112 เรียกว่าแต่ละโพสต์ แต่ละถ้อยคำ แต่ละภาพ ที่ปรากฎออกมามันสะเทือนใจและบาดใจคนไทยเป็นอย่างมาก แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงคือเจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาลยังไม่เอาจริงเอาจัง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีกระแสว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริว่า ไม่อยากให้ดำเนินคดีตามมาตรา 112 แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่สามารถที่จะให้ทรงกระทำหรือไม่กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่ออกนอกกรอบของกฎหมายได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมด้วยความยุติธรรม ด้วยหลักนิติธรรม และไม่มีการกลั่นแกล้งกัน แต่ทุกคนรู้สึกเหมือนว่า ละเลย

คนพวกนี้ก็เคลื่อนไหวต่อเนื่อง แม้แต่เรื่องวัคซีนพระราชทาน สิ่งที่ธนาธรออกมาพูดทั้งหมด ประเด็นไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงหรือใช้คำพูดยังไงก็ตามแต่ วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อที่จะนำพาไปสู่จุดที่ว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คนไทยจะได้ประดยชน์ จะเสียประโยชน์ หรือสถาบันพระมหากษัตริย์เสียสละอย่างไรไม่ได้สนใจ ล่าสุด ปิยบุตรออกมาโพสต์ว่า การปฎิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและตำแหน่งกษัตริย์ เหตุใดประมุขของรัฐในแทบทุกประเทศต้องมีการปฎิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง ข้อความและเนื้อหาของถ้อยคำปฎิญาณตนมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และต้องปฏิญาณเพื่อแสดงสัญลักษณ์ใด หลายประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ต้องปฎิญาณตนต่อหน้ารัฐสภาหรือในที่สาธารณะ ประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขก็ต้องปฎิญาณตน แต่ในประเทศไทยผู้เข้ารับตำแหน่งต่างๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือตำแหน่งที่ต้องใช้อำนาจรัฐก็ล้วนต้องทำการปฏิญาณตน แต่มีตำแหน่งเดียวที่ไม่ได้กำหนดไว้ ทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างไร ติดตามได้ในรายการ สนามกฎหมาย

ปิยบุตรก็พูดขยายความในสนามกฎหมาย ตำแหน่งที่ปิยบุตรหมายถึงคือ พระมหากษัตริย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันนี้เดินมาถึงจุดนี้ นำเสนอในทางวิชาการไปเรื่อยๆ เราก็นำเสนอจุดประเด็นเรื่อง ประเทศไทยไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ปกครองในระบอบราชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ สามารถไปหาบทความอ่านได้ของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และเป็นคนจุดประเด็นนี้ขึ้นมาว่า ประเทศไทยควรจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ระบอบการปกครองที่แท้จริงของเราเป็นแบบนี้ จะได้ตั้งหลักกันได้ถูก ไม่ใช่ปล่อยให้พวกนี้เอาเรื่องนี้มาขยายและก็ย่ำยีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่อย่างนี้

ดร.นิวหรือ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณนักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ท้า ปิยบุตร ดีเบต นายปิยบุตร ปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย แสดงออก แสดงความรู้ แสดงความคิดเห็นทางด้านกฎหมายมาโดยตลอด ดร.นิว มาทางด้านวิศวกรรม ไม่ใช่คนที่ร่ำเรียนมาทางด้านกฎหมาย แต่กล้าท้าปิยบุตร ดีเบต แน่จริงช่วยรับคำท้าดร.นิวหน่อย วันนี้ถ้าจะสู้กัน จะต้องสู้ในหลักคิดในถ้อยคำที่ถูกบัญญัติไว้ว่า การปกครองของประเทศนี้ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เพราะคำจำกัดความแบบนี้ นักการเมืองทั้งหลายจึงไปกันพระองค์ท่าน และใช้อำนาจทางการเมืองในการทุจริต โกงกิน คอรัปชั่น สร้างสถานะอันยิ่งใหญ่เหนือประชาชนขึ้นมาผ่านกลไกระบบการเลือกตั้ง แต่ถ้าคำจำกัดความที่ถูกต้อง ราชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ก็ทรงอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่จะมีความเชื่อมโยง มีระบบคิด มีวิธีการในการเชื่อมโยง ระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ ไม่มีนักการเมืองหรือทหารเวลารัฐประหารมาเป็นตัวกลาง มันเป็นการผสมผสานที่จะต้องคิดกัน มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ และคนไทยจะต้องให้ความสำคัญและต้องศึกษาเรื่องนี้