ฝ่ายค้านจับรมต.ขึ้นเขียงก็แค่ดิสเครดิต แต่ปมขัดแย้งนายกฯ-ภท.เสี่ยงไปทั้งยวง!?!

0

รัฐบาล เจอศึกภายใน นายกฯ-ภูมิใจไทย เสี่ยงพังทั้งขบวน ด้านฝ่ายค้าย อภิปรายหวังดิสเครดิต!?!

ออกมาแล้วสำหรับรายชื่อรัฐมนตรี 10 คน ที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านมีข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว

1. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
3. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
4.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
5.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตีว่าการกระทรวงแรงงาน
6.ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
7.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
8.นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่าวยว่าการกระทรวงมหาดไทย
9.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
10.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

เป้าของฝ่ายค้านทั้ง 10 คน มีทั้งที่ต้องการยิงให้เข้าเป้า มีทั้งต้องการภาพในทางการเมืองเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอกล่าวหาคือ บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องอย่างร้ายแรง มีพฤติการณ์ฉ้อฉลทุจริตเพื่อสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้กับตนเอง ท่ามกลางประชาชนที่ดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก และการระบาดของโควิด-19 ทำให้สภาพเศรษฐกิจดิ่งเหว

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ข้อหาคือ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้กับตนเอง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ข้อหาคือ บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ และไร้ความสามารถ ไม่ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีการแพร่ระบาด ในรอบสองอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และเรื่องการจัดซื้อวัคซีน โควิด-19

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ข้อหาคือ บริหารราชการแผ่นดิน บกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นำ ไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ข้อหาบริหารราชการแผ่นดินโดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม แต่กลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์

นี่ถือว่าเป็นประเด็นที่เวลาอภิปรายจะต้องหยิบมา ส่วนจะถูกตีโต้ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องจับตาดู เพราะข้อกล่าวหาแบบนี้ต้องมีหลักฐาน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ใส่ขึ้นไปลอยๆ ไม่ได้ปรามาสฝ่ายค้าน แต่โดยภาพรวมทั่วไปก็ต้องการที่จะบั่นทอนพี่น้องสาม ป. ทำลายความน่าเชื่อถือ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคารพหลักการสิทธิมนุษยชน ละเว้นและบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ

แต่ประเด็นที่บอกว่า ไม่เคารพหลักการสิทธิมนุษยชน จะเห็นได้ว่า นายณัฏฐพลก็เปิดให้ม็อบนักเรีบนเลวมาจัดเวทีดีเบต แสดงบทบาทที่จะเชื่อมโยงกับเยาวชน แต่กลับโดนข้อหา ไม่เคารพหลักการสิทธิมนุษยชน

นายสุชาติ ชมกลิ่น บริหารราชการผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยปละละเลยให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใช้แรงงาน ไม่กำกับควบคุมผู้ใช้แรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบ จนเกิดแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก สร้างผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนส่งผลเสียหายแก่ประเทศและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง

นี่คือประเด็นที่เกิดขึ้นจากกรณีของสมุทรสาคร ต้องหยิบยกมาดูว่าจะตอบประเด็นนี้ได้หรือไม่

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ บริหารรราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติและประชาชน เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผูกขาด เพื่อให้มีสิทธิดำเนินงานในกิจการของรัฐ โดยไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในหน่วยงานที่กำกับดูแล สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริต

นี่ถือว่าหนักหน่วงต้องดูว่า มีหลักฐานหรือไม่ แต่เฉพาะประเด็นสายสีส้ม ประเด็นการต่อเส้นทาง ทางด่วน แน่นอนว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันทั้งกับพลเอกประยุทธ์กับรัฐบาลด้วย ก็ต้องจับตาดูว่าฝ่ายค้นจะมีหลักฐานจริงหรือไม่

นายนิพนธ์ บุญญามณี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

อันนี้ลอยมาก แต่จะต้องบั่นทอน เพราะนายนิพนธ์ เป็นกลไกสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เทียบเท่ากับเลขาธิการพรรค

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่อง ล้มเหลวอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ปกปิดข้อมูลความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในการยื่นหรือการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลกร่างเถื่อน และสร้างอิทธิพลให้กับบริวารและพวกพ้อง” รวมถึงกรณี “การแต่งตั้งคู่สมรสที่อยู่กินฉันสามีภรรยาเป็นข้าราชการการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวุฒิภาวะและความเหมาะสม

ในทางการเมือง สามีตั้งภรรยา ภรรยาตั้งสามี มีให้เห็นเยอะแยะ ฝ่ายค้านเองก็มีเยอะแยะ แต่ก็ต้องจับตาดู เพราะฉะนั้น 10 คน ที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้า มีหนักๆอยู่ไม่กี่คน โดยภาพรวมฝ่ายค้านน่าจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล คนแรกที่ต้องพุ่งเป้าอย่างจริงจังคือ พลเอกประยุทธ์ คนที่สองคือ พลเอกอนุพงษ์ เพราะเนื้อหาที่กล่าวหานั้นค่อนข้างรุนแรง ก็คือ ใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อวางแผนในการทุจริตอย่างเป็นระบบและแยบยล อันนี้ต้องมีหลักฐาน ถ้าไม่มีฝ่ายค้านก็หน้าแตก คนที่สามก็คือ นายจุรินทร์ จะต้องบั่นทอนจะต้องลากเอาเรื่องถุงมือยางหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ คนที่สี่ก็คือ นายศักดิ์สยาม ข้อหาค่อนข้างชัดเจน คือพุงไปที่ทุจริตต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลยมีการทุจริต เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผูกขาด ก็ต้องหยิบยกข้อมูลมาให้ชัด ไม่งั้นก็จะกลายเป็นการอภิปรายที่ว่างเปล่า สุดท้ายคือร้อยเอกธรรมนัส ก็โดนแบบเดิม ซ้ำไป พ่วงเอาเรื่องภรรยาเข้าไปด้วย

การยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ และสนับสนุนการทำงานของฝ่ายค้าน เพราะนี่เป้นการทำงานตามกลไกที่จะต้องตรวจสอบ การตรวจสอบของฝ่ายค้าน อย่าคิดว่าเป็นการโค่นล้มรัฐบาล ประชาชนได้ประโยชน์แน่นอน แต่ฝ่ายค้านทำแล้วจะมีประสิทธิภาพทำให้ตัวเองเดินไปสู่ความสำเร็จให้ประชาชนชื่นชมหรือจะยี้ ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้นจะต้องแสดงฝีมือว่าข้อกล่าวหาต่างๆที่เขียนออกไปนั้น มีหลักฐานรองรับ

ที่น่าสนใจคือ โพลของนิด้าโพล ซึ่งสำรวจเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 น่าสนใจตรงที่ว่า ความนิยมของพลเอกประยุทธ์ ยังสูงอยู่ แม้จะเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน เพราะผลที่ออกมา อันดับ 1 ร้อยละ 32 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันนี้พลเอกประยุทธ์ก็ต้องทบทวน โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกโจมตีมากในขณะนี้ แต่ฝ่ายค้านไม่หยิบยกมาอภิปรายนั่นก็คือ เรื่องมาตรา 112 ที่รัฐบาลค่อนข้างหละหลวม ปล่อยปละละเลยในการจัดการ แต่ปรากฎว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวและกระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นเครือข่ายและพันธมิตรของฝ่ายค้าน ที่ฝ่ายค้านสนับสนุนอยู่ อันนี้คือภาพรวมความรู้สึกของประชาชน ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะต้องพิจารณา เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชาชนจะให้ความสำคัญกับสถาบันอย่างสูงยิ่ง ดังนั้น ความรู้สึกว่ายังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ของนิด้าโพล แต่ลำดับถัดมาก็ยังถือว่าสูงสำหรับพลเอกประยุทธ์ เหตุผลคือ บริหารงานดีอยู่แล้ว เป็นคนจริงจังในการทำงาน ทำงานตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์ บ้านเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย สามารถตัดสินใจเด็ดขาด ช่วยเหลือประชาชนทุกเพศ ทุกวัยได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม สวนทางกับข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน ก็ต้องดูกันว่า เมื่ออภิปรายไปแล้วจะทำให้ฝ่ายค้านโดดเด่นหรือทรุดลง

ส่วนโพลอันดับสาม ก็คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งในขณะนี้ออกมาตั้งพรรคใหม่ ไม่เคยมีชื่อของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปรากฎชื่อเป็นตัวชิงนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เดิมที่เสนอชื่อ สุดารัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อจึงติดโพลอยู่

ฝ่ายค้านไม่น่าหนักใจ ที่น่าเป็นห่วงรัฐบาลคือ ศึกภายใน ซึ่งรุนแรงสำหรับพี่น้อง 3 ป.กับพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องของผลประโยชน์ สายสีส้ม สายสีเขียว โดยเฉพาะเรื่องสายสีส้ม ซึ่งนายกรัฐมนตรีค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยกับความพยายามของกระทรวงคมนาคมและ รฟม.ที่ไปแก้ไข TOR เพราะมันชัดเจนว่า มันเป็นสิ่งไม่ชอบมาพากลในการกระทำแบบนั้น ความรู้สึกของประชาชน หน่วยองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นต่างๆ ออกมาคัดค้าน หากยังปล่อยให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการไปแบบนั้น ย่อมกระทบถึงนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน แต่ดูแล้วกระทรวงคมนาคมก็ยังเดินหน้าไม่ลดลาวาศอก ซึ่งต้องจับตาดูว่า ในประเด็นนี้ที่ฝ่ายค้าน หยิบยกเรื่องของนายศักดิ์สยามว่าเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนและมีการทุจริต จะสามารถเปิดเผยข้อมูลออกมาได้จริงหรือไม่ และถ้าเปิดเผยออกมาได้จริง พลเอกประยุทธ์ จะทำอย่างไร จะเอาพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ นี่เป็นการหวานอมขมกลืน เพราะวันนี้รัฐบาลมีอยู่ 277 เสียง พลังประชารัฐ 120 เสียง ประชาธิปัตย์ 52 เสียง ภูมิใจไทย 61 เสียง ถ้าประชาธิปัตย์หรือภูมิใจไทย พรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัวออกไป รัฐบาลเจ๊งทันที ประเด็นศึกและปัญหาภายในของรัฐบาลต่างหากน่าห่วงกว่า ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ