วัดใจลุงตู่ยุบสภา ผลประโยชน์รถไฟฟ้าส้ม-เขียว หายนะภาระปชช. ใครเอามาเล่นการเมือง?

0

รายงานข่าวเรื่องรัฐต่อสู้กับพวกม็อบเด็กเวร ม็อบ 3 นิ้ว กับพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า และบรรดาพรรคฝ่ายค้านทั้งหลาย เป็นเรื่องปกติเพราะฝ่ายค้านกับรัฐบาล มันจะต้องสู้กันอยู่แล้ว เพียงแต่การต่อสู้นั้นอันไหนถูกต้องชอบธรรมกว่ากัน ใครยืนหยัดอยู่บนผลประโยชน์กว่ากัน ประชาชนตัดสินได้ และที่สำคัญที่รัฐบาลต้องสู้ต้องมารายงานข่าวอย่างเกาะติดใกล้ชิด ก็เพราะม็อบเด็กทั้งหลาย รวมทั้งก้าวไกล ก้าวหน้า ก้าวล่วงพาดพิงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

และพรรคฝ่ายค้านบางพรรค ระบุชื่อเลย “พรรคเพื่อไทย” ก็เป็นห่วงเด็กโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าเด็กนั้นบิดเบือนข้อมูล เกาะกระแสโหนเด็กนึกว่าจะได้กระแสเสียงจากคนรุ่นใหม่ในการเลือกตั้ง

เอาล่ะวันนี้จะมารายงานข่าวฟากฝั่งรัฐบาลให้ได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า วันนี้สถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลกำลังตึงเครียดอย่างเต็มที่ อาจจะถึงขั้นยุบสภาได้ เรียนว่าตึงเครียดขนาดนี้เป็นปัญหาระหว่างพี่น้อง 3 ป. ที่เรารู้จักกันดีว่า ป.1 ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ป.2 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ป.3 ชื่อเล่นชื่อบิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ใครกล้าขัดแย้งกับพี่น้อง 3 ป. ??

มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา
มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา

พรรคภูมิใจไทยนั้นวันนี้หนักหน่วงเรื่องรถไฟฟ้า ในข้อเท็จจริงไม่ได้สนุกสนานแบบหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เรื่องนี้เกิดขึ้นจากเรื่องส้ม ๆ เขียว ๆ อะไรที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่จะกลายประเด็นไปสู่การยุบสภาได้ เรื่องเป็นมาแบบนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม โดยหน่วยงานที่ชื่อ รฟม. ได้เปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มขึ้น รถไฟฟ้าสายสีส้มที่เปิดประมูลก็เปิดประมูลไปตามปกติ

รฟม. ข้อเสนอหลักเกณฑ์เข้าสู่ครม. ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์เป็นนัยยะสำคัญก็เหมือนการประมูลทั่ว ๆ ไป ผู้เข้าประมูลจะต้องสอบผ่านในประเด็นแรกก่อนก็คือความสามารถทางด้านเทคนิค เมื่อความสามารถทางด้านเทคนิคผ่าน ทุก ๆ รายก็จะไปสู้กันด้วยเรื่องราคา ถ้าจะประมูลด้วยการให้เงินรัฐก็ดูที่ว่าราคาใครสูงกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องการเงินสนับสนุนจากรัฐ ก็ดูว่าใครจะรับจากรัฐต่ำกว่ากัน ก็ดูปกติแต่ที่มันไม่ปกตินั้น

ก็เพราะว่าตอน รฟม. โดยกระทรวงคมนาคมไปบอกว่าหลักเกณฑ์ที่ผ่านครม. ไม่เอานะเพราะมีบางบริษัทมาร้องเรียน จะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ จะใช้วิธีตัดสินโดยการผสมผสานระหว่างเรื่องเทคนิค กับเรื่องราคาเอามาคิดคำนวณเป็นสัดส่วนของคะแนน ทีนี้เป็นเรื่องเพราะคนตั้งคำถาม องค์การต้านทุจริตทั้งหลายก็ออกมาตั้งคำถามว่า แบบนี้มันคล้าย ๆ จะใช้หลักของการวินิจฉัย มันไม่ใช่ใช้หลักเงินที่มันถูกวัดได้ง่าย ถ้าเป็นหลักวินิจฉัยแม้จะบอกว่ามีหลักวิชาการแต่มันก็ทำให้เป็นข้อสงสัย และหลักเกณฑ์แรกที่ประกาศกันไปมันขายซองไปแล้วด้วย และหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ได้ผ่านครม. จะทำไปได้อย่างไร ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องมีครม.

การถกเถียงมันไม่ได้จบแค่นั้นผู้ที่เข้าประมูลรายหนึ่งคือ BTS ขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลปกครองให้ความยินยอมแต่ไม่จบเพียงเท่านั้น BTS รู้สึกว่างานนี้หนักหน่วง ถวายฎีการ้องขอความเป็นธรรม เพราะเรื่องมันใหญ่ระดับแสนล้าน เท่านั้นเหมือนไฟลุกโชนขึ้นทันที เพราะว่าความจริง BTS ถวายฎีกาแล้วมาเกี่ยวอะไรกับพี่น้อง 3 ป. กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งบริหารกระทรวงการคลังอยู่ มันเกี่ยวตรงนี้ ตรงที่นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่ากทม. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบรถไฟฟ้าสายสีเขียว และเห็นถึงประโยชน์ของประชาชนในการที่จะผลักดันให้ดำเนินไป ให้มีการเก็บค่าโดยสารอยู่ในราคาที่ประชาชนไปได้ ก็ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด

ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะมีกรณีสายสีส้มเกิดขึ้นกระทรวงคมนาคมก็ให้การสนับสนุน แต่ปรากฏว่าหลังจากเกิดเหตุ สายสีส้มขึ้นกระทรวงคมนาคมตั้งข้อสังเกตข้อสงสัย ไม่เท่านั้นกรรมาธิการคมนาคม ซึ่งมี โสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานก็ออกมาคัดค้าน สังคมจึงเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในวงการธุรกิจรู้กันดีว่า BTS โดยคีรี กาญจนพาสน์ มีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคภูมิใจไทย มันเกิดอะไรขึ้น และความสัมพันธ์ที่ว่าคืออะไร

เป็นแบบนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชื่ออนุทิน ชาญวีรกุล ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทซิโนไทย ซึ่งทำงานทางด้านการก่อสร้างถนนและบริษัทซิโนไทย ก็มีธุรกิจผูกพันกับ BTS กับคีรี กาญจนพาสน์ อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่วมกันทำสายสีชมพู สายสีส้ม ร่วมกันประมูลมอเตอร์เวย์สายโคราช ธุรกิจที่ร่วมกันเป็นหมื่น ๆ ล้าน คนจะมาร่วมธุรกิจกันได้เป็นหมื่นล้านแสดงว่ามีความสัมพันธ์อันดีงามต่อกัน ความสัมพันธ์อันดีนั้นจะเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างคีรีกับอนุทินหรือคีรีไปสู่พรรคภูมิใจไทยเลย อันนี้ไม่มีใครสามารถรู้ได้

แต่ความสัมพันธ์ของคนสองคนนี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แล้วเหตุใดดีกัน ทำไมถึงไม่คุยกัน มีปัญหาอะไรเรื่องสายสีส้มมันกลายเป็นประเด็นอะไรที่ BTS โดยคีรี ร้องศาลปกครอง หรือไปถวายฎีกา มันมีอะไรที่เป็นประเด็นปัญหาอันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องตั้งคำถาม แต่ปรากฏว่าหลังจากที่มีการเปิดประเด็นเรื่องนี้สายสีเขียวที่จะต้องเดินหน้าบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเก็บค่าโดยสารประชาชนให้ต่ำที่สุดก็สะดุดหยุดลง เพราะว่าแม้แต่กรรมาธิการคมนาคมประธาน สุพล บอกว่าคำสั่งอะไรก็ตามแต่ถ้าขัดแย้งกับผลประโยชน์ประชาชน ก็ไม่น่าจะใช้ได้

คำสั่งตามม.44 นั้น เป็นกฎหมายมันต้องปฏิบัติโดยจะลำดับเรื่องราวให้ฟังว่าปมปัญหาของสายสีเขียว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และใครทำอย่างไร ประชาชนจะได้ประโยชน์ตรงไหนอย่างไร

ต้องเริ่มต้นอย่างนี้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ คนที่เริ่มคิดเรื่องนี้ขึ้นคือพลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น แล้วก็เปิดประมูล ปรากฏว่าผู้ที่เปิดประมูลได้คือบริษัท BTS เริ่มประมูลมาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ 2535 ก่อสร้างมาเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 สัมปทานมีอายุสัญญา 30 ปี ก็หมายความว่าสัญญาจะจบลงในปีพศ 2572 รถไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสถานีทุก 1 กิโลเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในระยะของการเดินทาง 1 กิโลเมตร ลงที่สถานีแล้วสามารถเดินทางต่อได้อย่างสะดวก

ในสัญญาสัมปทานนั้นบอกระบุเอาไว้ว่าจะต้องเก็บค่าโดยสารไม่เกิน 60 บาท BTS ต้องใช้คำว่าก็ดีครับ แม้สัญญาจะให้ถึงไม่เกิน 60 บาท แต่เก็บแค่ 44 บาทตลอดสาย ที่เหลือก็ว่าไปตามระยะทางตามแต่ละสถานี

สัมปทานที่ได้นั้นมี 2 เส้นคือจากเส้นหมอชิตไปอ่อนนุช อีกเส้นหนึ่งก็คือจากสนามกีฬาแห่งชาติไปสะพานตากสิน จะมาเชื่อมกันตรงสยามสแควร์ นี่เป็นสัปทานชุดแรก ต่อมาต่อเนื่องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอภิรักษ์ ก็เห็นแล้วว่ารถไฟฟ้ามีความสำคัญสำหรับคนกรุงเทพฯ ประหยัดระยะเวลาการเดินทาง รถไม่ติดเพราะลดการใช้รถของประชาชน ดังนั้นก็จะมีการสร้างส่วนต่อขยายขึ้นอีก 2 ส่วน ส่วนแรกนั้นก็คือเส้นอ่อนนุชแบริ่งกับส่วนที่ 2 ตากสิน อันนี้กทม.ลงทุนสัมปทานแรก BTS จะต้องสร้างโครงการก่อสร้างเอง มาเที่ยวนี้กทม.ลงทุนเอง หลังจากลงทุนเองแล้วก็จ้างให้ BTS เดินรถโดยมีสัญญา 30 ปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สัญญาก็จะไปหมดในปีพ.ศ. 2585 การสร้างให้ BTS เดินรถนั้นเพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน

พร้อมเงื่อนไขที่จ้างหลักการยังอยู่ที่ค่าโดยสารของประชาชน ซึ่งจะต้องอยู่ในระดับที่รับได้ ซึ่งรวมระยะเส้นทางทั้งหมดแล้วก็อยู่ที่ 59 บาท ขอทวนว่าสัญญาแรก BTS กทม.ให้สิทธิ์เก็บได้ถึง 60 บาทแต่เก็บแค่ 44 บาทต่อส่วนต่อขยาย ส่วนแรก 2 สาย 15 บาทเอามาบวกเข้าไปยังไม่เกิน 60 บาท ถามว่าทำไม BTS ถึงยอม แน่นอนจำนวนผู้โดยสารที่มากเกินคาดทำให้ BTS มีรายได้ที่ค่อนข้างจะดี ดังนั้นการรักษาระดับค่าโดยสารให้เกิดประโยชน์กับประชาชนซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น จึงเป็นการคุยกันอย่างลงตัว

ทีนี้ยังไม่พอ จะให้ครบมันก็เลยมีการคิดส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 ขึ้นมา อีกส่วนต่อขยายส่วนที่สองนั้นคือส่วนต่อขยายจากแบริ่งไปเคหะสมุทรปราการ กับหมอชิตไปคูคต เปิดให้บริการแล้ว ประชาชนลองนั่งฟรี ย้ำส่วนนี้ที่กำลังกลายเป็นประเด็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็เพราะมันมีความสลับซับซ้อน เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องของกทม.มาตั้งแต่ต้น

แต่ปรากฏว่าระหว่างที่รัฐบาลของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีชัชชาติเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่าส่วนต่างส่วนต่อขยายส่วนนี้ต้องเอามาให้รฟม.ทำ กทม.อย่าทำให้กระทรวงคมนาคมทำ มติออกมาเป็นแบบนั้น แต่ปรากฏว่าไม่กี่เดือนรัฐบาลสมชายก็ไป เมื่อรัฐบาลสมชายไป ต่อมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยที่ถอนตัวออกจากพรรคพลังประชาชนมาหนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายก

เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ร้องขอได้หมด ตอนนั้น สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรค ประเคนให้หมดขอให้อภิสิทธิ์ได้เป็นนายก ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลกระทรวงการคมนาคม ในยุคนั้นจึงอยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชื่อโสภณ

รฟม.ก็ทำการประมูลส่วนต่อขยายแบริ่งเคหะสมุทรปราการกับหมอชิตคูคต วงเงินจะถูกจะแพงก็ไม่รู้แต่ทั้งวงการเขารู้กันมูลค่า 6 หมื่นล้านใ ครจะไปตรวจสอบอะไรย้อนหลังก็ตามแต่ว่ากันไป

ต่อมา เมื่อคสช. เข้ายึดอำนาจ การก่อสร้างก็จะเสร็จแล้วจะต้องดำเนินการบริหารจัดการแล้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็เอาเรื่องนี้มาดู แล้วบอกว่าถ้าบริหารจัดการคนละส่วน มันจะทำให้มีปัญหาได้

เพราะว่าส่วนต่อขยายที่ว่านั้น ที่กระทรวงคมนาคมเอามาจากกทม. ตอนสมัยสมชาย แล้วเอามาบริหารจัดการในสมัยภูมิใจไทย ปรากฏว่าเวลาก่อสร้างก็จะเว้นไว้ 1 สถานี ไม่ต่อเชื่อมกับสายสีเขียว ประชาชนจะเดือดร้อนยังไงไม่สนใจ เว้นว่างไว้ เพราะบอกว่าจะเว้นไว้ต่อรองกับผู้ที่จะเข้ามาบริหารจัดการหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ประชาชนคนธรรมดาเกิดข้อสงสัยว่า ทำไมถึงไม่ทำถึงไม่เชื่อมต่อ

พลเอกประยุทธ์จึงบอกว่าแบบนี้ไม่ได้ จัดการให้มันเป็นอันเดียวกันซะ ดังนั้นจึงต้องโอนเรื่องจากกระทรวงคมนาคม กลับมาที่กทม. ตอนนั้นรัฐบาลคสช.ทำได้โดยการโอนมาแล้ว หลักการบอกว่าเพื่อให้เป็น single operation ประชาชนจะได้เดินทางสะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนรถ ไม่ต้องต่อรถ แต่การโอนนั้นไม่ใช่การโอนธรรมดาแต่การโอนนั้นต้องเอาหนี้ 6 หมื่นล้าน ที่ก่อสร้างโครงสร้างในสมัยพรรคภูมิใจไทยบริหารจัดการมาด้วย

และกทม.จะต้องบริหารจัดการ ก็ต้องลงทุนอีก 20 ล้าน เพื่อที่จะติดตั้งให้ระบบหมดรถมันวิ่งไปได้สมบูรณ์ เปิดบริการให้ประชาชน กทม.ก็เลยไปหาที่ปรึกษาโดยที่ปรึกษาที่ว่านั้นเป็นบริษัทที่จะต้องจดทะเบียนกับกระทรวงการคลังเพื่อที่จะศึกษาหาข้อมูล ได้ข้อสรุปว่าต้องร่วมลงทุนกับเอกชนเขาเรียกว่า ppp. ปรากฏว่าหลังจากออกหลักเกณฑ์ไปไม่มีบริษัทเอกชนใดสนใจมาร่วมลงทุน เพราะมันมาทำเพียงแค่ส่วนเดียว ลงทุนแล้วไม่คุ้มค่า กทม.ก็ต้องตั้งหลักใหม่เมื่อไม่มีใครร่วมสนใจมาลงทุนก็ต้องเบนเข็มมาตั้งเป้าจับเข่าคุยกับ BTS หรือผู้บริหารโครงการเดิมโดยตอนที่มาคุยจะมีคณะกรรมการอยู่ชุดหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการลงทุน

คณะกรรมการชุดนี้บอกว่าจะทำก็ต้องทำตามกฎหมายร่วมลงทุน จะต้องดำเนินการเจรจา จะต้องดำเนินการไปตามลำดับให้เกิดประโยชน์แก่รัฐ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ซึ่งการที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายร่วมลงทุน โดยเฉพาะมาตรา 48 ต้องใช้ระยะเวลาเวลายาวถึง 2 ปี ดังนั้นพลเอกประยุทธ์เห็นว่าระยะเวลามันจะไม่ทัน เพราะทุกอย่างมันเสร็จแล้ว มันต้องเปิดบริการให้กับประชาชน ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ ก็เลยใช้มาตรา 44 การใช้มาตรา 44 ก็ตามพระราชบัญญัติร่วมลงทุน เรียกว่าเกือบจะทุกขั้นตอน และในการดำเนินการดังกล่าวจะต้องไปเอาบุคคลภายนอกมา เรียกว่าทำตามข้อตกลงคุณธรรมเป็นองค์กรอิสระ เป็นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นมาร่วมสังเกตการณ์ เพื่อให้โปร่งใส นี่คือสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ทั้งในฐานะหัวหน้าคสช. และนายกรัฐมนตรีเป็นคนดำเนินการ

ย้ำนะครับว่ารัฐเป็นฝ่ายมาขอเจรจากับ BTS ผู้บริหารโครงการเดิมเป็นฝ่ายมาขอเจรจา เพราะว่าไม่มีคนนอกจะมาร่วมลงทุน ปัญหาหลักของรัฐเวลาจะคิดเรื่องนี้ ที่จะต้องหยิบยกมาเป็นอันแรกนั่นก็คือค่าโดยสาร ประชาชนจะต้องได้ประโยชน์ ประชาชนจ่ายค่าโดยสารโดยที่ไม่เป็นภาระต่อค่าครองชีพ แต่ปรากฏว่ามันมีข้อมูลที่กระทรวงคมนาคมโดยรฟม. เคยศึกษาเอาไว้ ตอนนี้เอาท่อนส่วนขยาย 2 ไปอยู่ในมือของรฟม. ว่าถ้าจะต้องดำเนินการนั้นก็จะต้องมีค่าแลกเข้า 15 บาทและเก็บสถานีละ 3 บาท ซึ่งในส่วนต่อขยายนี้ถ้าจะต้องเก็บเต็มเส้นทางก็คือ 99 บาทจาก 99 บาทไปบวกกับ 59 บาท 158 บาทรับรองว่ารัฐบาลไปไม่รอดประชาชนกร่นด่าด้วย เหตุนี้การเจรจาที่บอกว่าไปคุยกับ BTS เรียกมาเจรจาและการเจรจานั้นก็มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงการคลัง และมีคณะกรรมการอื่น ๆ มาเจรจา เงื่อนไขสำคัญที่พูดก็คือจะต้องเก็บค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาท และไม่มีค่าแลกเข้าซ้ำซ้อน

ทั้งหมดจะต้องเชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นเส้นทางเดียวกัน มันก็มีคำถามว่าและที่ศึกษาการ 158 บาท แล้วทำไมพอเอามาให้ BTS ทำ มันถึงเก็บได้ที่ 65 บาท ข้อมูลที่ที่ปรึกษาและคณะกรรมการ BTS ก็เพราะว่า BTS สามารถเอาเงินจากอนาคตมาใช้ได้ ถ้ากทม.บริหารเอง ไปตามตัวเลขนี้จะขาดทุนสะสมหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ หนี้สินเดิม 80 ล้าน ก็หนักอยู่แล้ว แต่ถ้า BTS เอาไปทำเงินจากอนาคตที่ว่าก็หมายความว่า เงินที่จะต้องใช้เพราะตัวเลขคำนวณแล้วเกินไปปี 2572 ก็มีโอกาสจะได้กำไรก็ต้องเอาเงินล่วงหน้าที่จะเกิดกำไรนั้นชดเชยกับตรงนี้

BTS ก็ได้ความมั่นคงในแง่ของธุรกิจ ที่จะทำได้ระยะยาว กำไรไม่มากเกินไป แต่ประชาชนได้ประโยชน์ ถึงตอนนี้เรื่องนี้ค้างคาอยู่ พลเอกประยุทธ์อยากให้จบเอาเข้าครม. พลเอกอนุพงษ์อยากให้จบ กทม.อยากให้จบ BTS ก็คงอยากให้จบ แต่ไม่จบเพราะตัวเองทั้งบริหารสัมปทานส่วนแรกก็ยังเหลือเวลาอีก 7-8 ปี ส่วนที่ 2 ที่รับจ้างบริหารอยู่ก็เหลือเวลาอีก 20 ปี

ในสถานการณ์แบบนี้ที่กำลังถูกเถียง ที่กำลังต่อสู้ท่านคิดว่าใครเสียประโยชน์ 1 แน่นอนแล้วครับยังไม่เก็บเงินประชาชนประชาชนก็ใช้ฟรีไป แต่ถ้ากทม.จะไปเก็บเงินในส่วนต่อขยายก็เหมือนว่าอะไรครับ ประกาศราคามาประชาชนก็ด่ากันทั้งเมืองไอ้พวกไอ้ห้อยไอ้โหนทั้งหลายอยากหาเสียงจากประชาชน ซึ่งไม่ได้ศึกษาก็เข้าห้อยโหน เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุผลอะไรน่าคิด

มิตรกลับกลายมาเป็นศัตรู อนุทิน ซิโนไทย BTS คงจำกันได้นะครับตอนจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยยืนยันว่าต้องได้กระทรวงคมนาคม พลังประชารัฐมีอุตตมเป็นหัวหน้าสนธิรัตน์ เป็นเลขาธิการพรรค ก็ไม่ยอมมีการดำเนินการเจรจา ซึ่งท้ายสุดก็ต้องยอม เพราะถ้าภูมิใจไทยไม่เข้าร่วมรัฐบาล รัฐบาลก็จะตั้งไม่ได้ ต่อให้มีเสียงโหวตให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกก็ตาม

แต่ถึงวันนี้ที่ภูมิใจไทยกล้าสวนกับพลเอกประยุทธ์ สวนกับพลเอกอนุพงษ์ สวนกับพลเอกประวิตร เพราะยังถือว่ายังถือไม้ตายในเสียงของคน 61 คน ได้เสียงที่แตกมาจากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้รัฐบาลมีเสียงทั้งสิ้น 277 เสียงจากพลังประชารัฐ 120 ประชาธิปัตยประชาธิปัตย์ 52ภูมิใจไทย 61 ชาติไทยพัฒนา 12 รวมพลังประชาชาติไทย 5 ชาติพัฒนา 4 พลังท้องถิ่น 5 เศรษฐกิจใหม่ 5 รวมพรรคเล็กพรรคน้อยอีก 13

วันนี้ถ้าภูมิใจไทยถอนตัว รัฐบาลก็เจ๊งแต่ถ้ากระแสและความรู้สึกของประชาชนที่ไม่ไว้วางใจในเรื่องสายสีส้มกระแสขึ้นแรงมันจะเป็นแรงเหวี่ยงทางการเมืองไปที่พลเอกประยุทธ์หรือไม่ น่าสนใจถ้าเป็นแบบนั้น พลเอกประยุทธ์จะพายเรือต่อไป หรือตัดสินใจยุบสภา