เพื่อไทย หมดหนทาง ส่ง “เฉลิม-ภูมิธรรม” ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ก่อนถูกยุบพรรค!!

0

เฉลิม-ภูมิธรรม ผงาด กลับรังเพื่อไทย ฟาดปาก หญิงหน่อย หยุดวุ่นวายคนในพรรค เตรียมปรับยุทธศาสตร์ใหม่ รอพรรคถูกยุบ!?!

นับตั้งแต่ที่ทางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย โดยมี โภคิน พลกุล และวัฒนา เมืองสุข ลาออกตามมา ในข้อหาที่ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคครอบครัวอยู่ภายใต้การบงการของนายใหญ่ ไม่เคยมีความเคลื่อนไหวใดๆจากพรรคเพื่อไทยออกมาตอบโต้ ชี้แจง จนได้เกิดกรณีที่ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ สองพี่น้องที่เร่ร่อนอยู่ต่างประเทศออกมาร่วมหาเสียงนายกฯ อบจ.เชียงใหม่ให้การสนับสนุนนายพิชัย เลิศพงศ์อดิสร หรือสว.ก๊อง

จนทำให้สุทิน คลังแสง ออกมาเปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนให้ถูกยุบพรรค มีปัญหาข้อกฎหมาย พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายชวลิต วิชยสุทธิ์ คณะกรรมการบริหารพรรคได้แสดงความไม่เห็นด้วยในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และได้ทำหนังสือแสดงความจำนงค์แล้ว ก็ยังเป็นที่กังวล จึงทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ยื่นหนังสือขอลาออกจากกรรมการบริหารพรรค ก่อนการเลือกตั้งนายกฯอบจ. เพราะกลัวว่าการยื่นเรื่องต่อกกต.จะนำพาไปสู่การยุบพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา
มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา

ในเรื่องนี้ ศรีสุวรรณ จรรยา ก็ได้ยื่นเรื่องให้มีการไต่สวนว่ามีความผิดตามมาตรา 28 ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม และมาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณก็ได้มีการยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ถึง 3 ครั้ง ซึ่งจากหลักฐานที่ปรากฎดูว่าจะมัดแน่น

วันนี้พรรคเพื่อไทย ได้มีความเคลื่อนไหวแล้ว ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการพิเศษขึ้น ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค แต่สาระสำคัญคนที่เป็นประธานกรรมการชุกนี้คือ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง มีคณะกรรมการทั้งสิ้น 10 คน มีคนที่น่าจับตาคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งลาออกไปตั้งกลุ่มแคร์ และมีเลขานุการของกรรมการชุดนี้คือ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการชชุดดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญเพื่อที่จะทำการประสานโซนต่างๆที่พรรคเพื่อไทย แบ่งเป็น 21 โซน คือ ภาคเหนือ 2 โซน ภาคตะวันออกเชียงเหนือ 4 โซน ภาคกลาง 5 โซน กทม. 6 โซน และภาคใต้ 4 โซน

มีกรอบภารกิจคือ ทำหน้าที่ที่เป็นแมวมองค้นหาคนการเมืองหรือสมาชิกใหม่ๆที่มีอุดมการณ์เดียวกับพรรคเพื่อไทยมาเสริมทัพรองรับการลาออกของสุดารัตน์ ซึ่งชัดเจนว่าไปตั้งพรรคแน่นอน จะต้องมีคนลาออกตามโดยเฉพาะในกทม. และอีสานกับภาคกลางบางส่วน ดังนั้น คณะกรรมการชุดนี้จึงต้องมีการขยับตัว และตั้งเฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป้นคู่ปรับคนสำคัญในการมีบทบาทในพื้นที่กทม. ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลช่วงก่อนหน้านี้แทนที่บทบาทในการวางแผน ควบคุมประเด็น การบริหารการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะอยู่ในมือของสุดารัตน์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ กลับตกอยู่ในมือของเฉลิม อยู่บำรุง ที่เข้ามาเป็นประธานดูแลเรื่องนี้

และตอนมีการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ เฉลิมก็โชว์พาวเวอร์ โดยการโทรศัพท์พูดคุยกับทักษิณให้กรรมการฟังให้รู้ว่ามีความสนิทสนมแนบแน่นกับทักษิณ ทักษิณให้ความไว้ใจ งานนนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะต้องปรับตัวและเอาเฉลิมมาเป็นผู้ทีขับเคลื่อน หลังจากที่มีการแถลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฉลิมก็มีการพูดถึงสุดารัตน์ ว่าคนที่ลาออกจากพรรคไปแล้ว แต่ยังเข้ามายุ่งวุ่นวายในพรรค ให้หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะคนที่ลาออกจากพรรคไปแล้ว ไม่ใช่คนในพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งบอกว่า คนที่ลาออกไปแล้ว และยังแวะเวียนมาทำกิจกรรม ถ้าไม่ผิดระเบียบพรรคเพื่อไทยก็ไม่ตำหนิ แต่อยากให้นึกถึงเรื่องของมารยาททางการเมือง ออกไปแล้วไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับคนของพรรค ถ้าออกไปแล้วยังวนๆเวียนๆมา เขาเรียกว่าไม่สง่างาม อยากให้มีความชัดเจน ถ้าชัดเจนแล้วก็มาอยู่ด้วยกัน

ทำไมคิดว่าหมายถึงสุดารัตน์ ก็เนื่องจากว่า ในช่วงการเลือกตั้งนายกฯอบจ. สุดารัตน์ได้ไปเคลื่อนไหวหาเสียงให้ผู้สมัครนายกฯ อบจ.ของพรรคเพื่อไทย ในภาคอีสาน ได้แก่ จ.หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และนครพนม ตอนนั้นสุดารัตน์ก็ได้พูดว่า ดิฉันมีเคราะห์กรรม ต้องลาออกจากพรรคที่รัก แต่ที่มาหาเสียงวันนี้ มาช่วยด้วยใจ ไม่ใช่หน้าที่ ตนเองมาช่วยหาเสียงแค่ 4-5 จังหวัดเท่านั้น เพราะไม่ต้องการทิ้งพี่น้องชาวอีสาน แม้วันนี้ตกงาน เพราะตอนหาเสียงเลือกตั้งก็เดินสายช่วยหาเสียงจนผู้สมัครหลายคนได้เป็น ส.ส. ยกเว้นตัวเองที่สอบตก

สำหรับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคที่ลาออก หลังจากสุดารัตน์เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ วันที่ 13 มิถุนายน 2563 ได้มีการเปิดตัวกลุ่มแคร์ ที่มีสมาชิกประกอบไปด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช น.ส.ลักขณา ปันวิชัย นางวีรพร นิติประภา นายดวงฤทธิ์ บุนนาค นายพริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล บุตรชายนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และหมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี การเปิดตัวของ 7 คนนี้มันชัดเจนว่าเตรียมการที่จะตั้งพรรคการเมือง จะเป็นอยู่ภายใต้นโยบาย แตกแบงก์พันมาเป็นแบงก์ร้อยของทักษิณ แต่ท้ายที่สุด ความไม่ลงตัวในพรรคเพื่อไทย ก็ปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆ จนสุดารัตน์ลาออก วันนี้ภูมิธรรมกลับไปมีตำแหน่งในทางยุทธศาสตร์ของพรรคที่กำลังดำเนินการ

แน่นอนว่ากลุ่มแคร์จะต้องสลายตัวไปหรือจะมีบทบาทยังไง เพราะภูมิธรรมไปมีบทบาทอยู่ในพรรคเพื่อไทย ประเด็นปัยหาที่จะต้องพิจาารณาในขณะนี้ ก็คือ การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการพิเศษชุดนี้ เป็นการเตรียมการรองรับยุทธศาสตร์ที่ข้อแรกมาจากการลาออกของสุดารัตน์ และถ้ามีการยุบพรรคจากกรณีทักษิณ ยิ่งลักษณ์ เข้ามาบงการหรือเข้ามาครอบงำหาเสียงให้กับสว.ก๊อง คณะกรรมการชุดนี้ก็จะสามารถรองรับการยุบพรรคได้ เพราะได้มีโครงข่ายการทำงาน แยกเป็นโซนๆ เตรียมผู้คน สาระสำคัญคือ เรื่องเงิน เรื่องระเบียบทางกฎหมายอื่นๆ ถ้ายุบพรรคไปคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคก็ไม่มีสิทธิ์ลงการเมือง ก็สร้างมาใหม่ ทักษิณเชื่อมั่นว่า เขาสามารถสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ได้อยู่ว่าพรรคการเมืองชื่ออะไร ขอให้มียี่ห้อทักษิณ เหมือนกับยุบพรรคไทยรักไทย ก็สร้างพรรคพลังประชาชนขึ้นมา พอยุบพรรคพลังประชาชน ก็มีพรรคเพื่อไทย แต่ที่ถูกยุบไม่มีใครแกล้งแต่เป็นเพราะว่า ทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น ก็ต้องจับตาดูว่าครั้งนี้ หากมีการยุบพรรค เพื่อไทยจะแตกออกเป็นกี่เสี่ยง