ส.ส.เพื่อไทย เตรียมเฮ รอเวลายุบพรรค หันซบ “หญิงหน่อย” หลังพี่ศรี ยื่นหลักฐานเพิ่ม!?!

0

ส.ส.เพื่อไทย เตรียมเฮ รอเวลาพรรคเพื่อไทย ถูกยุบ ซ้ำรอยพลังประชาชน เตรียมหันซบพรรคใหม่ หญิงหน่่อย หลัง ศรีสุวรรณ ยื่นหลักฐานเพิ่มเติม

ถึงเวลานี้ไม่รู้ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะดีใจหรือเสียใจ ที่ข่าวยุบพรรคเพื่อไทยออกมาถี่เหลือเกิน จากประสบการณ์ทางการเมืองที่เห็นการเมืองมาอย่างยาวนานว่าจะมีสส.พรรคเพื่อไทย จำนวนหนึ่งดีใจถ้ามีการยุบพรรคเพื่อไทย ย้อนกลับไปตอนยุบพรรคพลังประชาชน ที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งดีใจ ได้ปลดแอกออกจากทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ปลดปล่อยตัวเอง ออกจากการถูกบีบบังคับและไปตั้งพรรคใหม่

พรรคพลังประชาชนตอนที่จัดตั้งขึ้น ทักษิณต้องการสู้ทางการเมือง แต่กรณีที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบจากการทุจริตเลือกตั้ง ทำให้แกนนำคนสำคัญถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทักษิณได้เชิญ สมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นคู่แค้นกับพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ทักษิณ เชื่อว่าเป็นศัตรูคนสำคัญของตัวเองมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่สมัครก็คือสมัคร โดยระดับชั้นไม่ใช่ลูกน้องของทักษิณ เมื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว บทบาทของสมัคร ก็แทบจะไม่ฟังสิ่งที่ทักษิณขอร้อง สมัครมีความแนบแน่นกับกองทัพ เหมือนที่ทักษิณคาดหวัง แต่ไม่ได้ตอบสนองไปในแนวทางของทักษิณ สมัครกินข้าวเที่ยง พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก อาทิตย์ละครั้ง มีการประสาน หารือ ทำความเข้าใจ แม้ตอนนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มีการประท้วงอย่างหนัก แต่สมัครมีทีมงานอันแข็งแกร่งที่เรียกกันว่า แก๊งสี่คน การผนึกกำลังของแก๊งสี่คน ทำให้มีระยะห่างกับทักษิณออกไปเรื่อยๆ เพราะความเป็นตัวของตัวเองของสมัคร แก๊งสี่คนประกอบไปด้วย สมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี ธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และนายเนวิน ชิดชอบ ลูกน้องคนสนิทที่ทักษิณไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อสี่คนนี้มารวมกัน บทบาทของทักษิณก็ยิ่งห่างไป

มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา
มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา

ยิ่งเนวินไปทับรอยของเจ๊แดง วัดบารมีกับเจ๊แดง จากมือที่แผ่ขยายอยู่ในภาคอีสาน เอื้อมไปถึงภาคเหนือ สองพี่น้องคงจะปรึกษาหารือกัน และทนไม่ได้กับสถานการณ์ต่างๆ ประจวบกับศาลรัฐธรรมนูญ ชี้คดีจัดรายการโทรทัศน์ของสมัครว่า เป็นการกระทำผิดต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง โดยทั่วไปก็ต้องเสนอชื่อสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ แต่ทักษิณออกลาย เมื่อมีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 12 กันยายน 2551 ปรากฎว่า ถึงวันโหวตไม่มีสส.เข้ามาประชุมสภา องค์ประชุมไม่ครบ ทำให้สมัครรู้แล้วว่าตัวเองถูกหักหลัง ย้ำว่า สส.พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ไปประชุม สส.พรรคพลังประชาชนบางส่วนไม่เข้าร่วม แต่จากการเปิดเผยข่าวสารออกสู่สาธารณะของนายศุภชัย โพธิ์สุ สส.นครพนมในขณะนั้น ซึ่งเป็นสายของเนวิน บอกว่า 9 โมงเช้าของวันที่ 12 กันยายน ทักษิณยังโทรศัพท์มาบอกว่าให้สนับสนุนสมัครทุกวิถีทางให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ซึ่งถือว่านี่คือ การทรยศต่อสมัคร นี่คือ สันดานทักษิณ

จากกรณีนี้ จึงทำให้สส.พรรคพลังประชาชน สายเนวิน ซึ่งคิดว่าตัวเองถูกหลอก โดยเฉพาะตัวของเนวินเองที่เจ็บช้ำน้ำใจ และแล้วเวลาก็มาถึงไม่นานจากนั้น พรรคพลังประชาชนโดนยุบในข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง ความแค้นของเนวินก็ระเบิดขึ้นทันที ปรากฎว่าเนวินรวบรวมสส.ออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทยและสนับสนุนให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประวัติศาสตร์หน้านี้น่าสนใจ ต้องจับตาดูว่า จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ เพราะสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ลาออกจากพรรคโดยมี โภคิน พลกุล วัฒนา เมืองสุข ออกตามมา โดยเฉพาะโภคิน พลกุล บอกว่าไม่สามารถที่จะทนอยู่ในพรรคเพื่อไทยได้ เพราะเป็นพรรคครอบครัว ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่เป็นสากล การลาออกของโภคินและยืนยันแบบนี้มันชัดเจนว่า จะต้องมีคนอื่นๆออกตามมาแน่ แต่จะออกมาเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ

ตอนนี้ชัดเจนว่า สุดารัตน์ ตั้งพรรคแน่ จะชื่อพรรคไทยสร้างไทย เพื่อไปล้อกับไทยรักไทย หรือจะคล้ายๆกับมูลนิธิของตัวเอง ยังไม่เป็นข้อสรุป แต่แน่นอน่า ตั้งพรรคแน่ สิ่งที่สุดารัตน์เจอ ไม่ต่างจากเนวิน ก็คือความเจ็บช้ำน้ำใจที่ได้รับจากทักษิณ ส่วนอนาคตการเมืองจะเป็นอย่างไร แม้สุดารัตน์จะประกาศว่า ไม่ก้มหัวให้กับเผด็จการทหารในการสืบทอดอำนาจ แต่การเมืองไทยเชื่อใครไม่ได้หรอก อยู่ที่ว่าใครจะพาใครขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญและเป็นที่พอใจ ลองทบทวนประวัติศาสตร์หน้านี้ดูและถ้าพรรคเพื่อไทยถูกยุบจริง จะมีสส.เพื่อไทย ดีใจเพราะได้ออกตามสุดารัตน์มาหรือไม่

คำถามที่ว่า แนวโน้มที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบ มันจะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน สำหรับกรณีนี้ค่อนข้างจะชัดเจน ก็มาจากรณีที่ทักษิณทั้งออกจดหมายเป็นลายมือ และอัดคลิปเสียงช่วยนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร (สว.ก๊อง) ผู้สมัครนายกฯอบจ.เชียงใหม่ ทำให้เกิดความร้าวฉานกับจตุพร พรหมพันธุ์และคนเสื้อแดง จากที่แตกร้าวอยู่แล้ว ก็ยิ่งลึกลงไป เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้องเรียนว่าทักษิณและพรรคเพื่อไทย กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28และมาตรา29 และจะนำไปสู่การยุบพรรค

มาตรา 28 กำหนดไว้ว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

ซึ่งมันชัดเจน ว่าการกระทำแบบนี้ ผิดแบบนี้ ที่ทักษิณทำ มันก็ผิดตามมาตรา 92 ว่า เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น การกระทำอย่าหนึ่งอย่างใดที่นำพาไปสู่การยุบพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนดมีทั้งสิ้น 13 ข้อ สำคัญที่ (4) ยินยิมหรือกระทำการอันใดอันทำให้บุคคลอื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ถือว่าเข้าข่ายความผิดอย่างชัดเจน เพราะหลักฐานมันชัด

3 ธันวาคม โพสต์เฟซบุ๊กเขียนเป็นจดหมาย เขียนเป็นภาษากำเมือง ถึงพี่น้องชาวเชียงใหม่ และ 16 ธันวาคม ออกเป็นคลิปเสียงเพื่อหวังให้ชนะขาด ทันทีที่ทักษิณออกจดหมายและคลิป ปรากฎว่าได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และก็มีคนแสดงความไม่สบายใจว่ากรณีของทักษิณจะนำพาไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย เข้าความผิดตามเกณฑ์ของกฎหมาย คนที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็คือ สุทิน คลังแสง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคบอกว่า ตนเองพร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรคอีก 3 คน ประกอบด้วย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรค นายไชยา พรหมา รองหัวหน้าพรรค และ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมการบริหารพรรค ได้แสดงความเห็นในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายตามมาภายหลัง ได้ทำหนังสือแสดงความจำนงขอคัดค้านต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยไปแล้ว แม้จะมีการทำหนังสือแสดงความจำนงคัดค้านแล้ว ก็ยังเป็นกังวลจะมีผู้ยื่นเรื่องร้องยุบพรรคเพื่อไทยในอนาคต จึงทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ และนายชวลิต ยื่นหนังสือขอลาออกจากกรรมการบริหารพรรคแล้ว ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งนายกฯ อบจ. ชัดว่า สส.เพื่อไทย ระดับรองหัวหน้าพรรค ระดับกรรมการบริหารพรรค อ่านกฎหมายเป็น ดูกฎหมายเข้าใจว่า กรณีนี้มันเข้าข่ายจะถูกยุบพรรคได้

ทำไมถึงลาออกไปก่อน ก็เพราะว่า เมื่อมีการยื่นยุบพรรคสำเร็จ ก็จะทำให้เขาหลุดจากการเป็นสส.ไปด้วย บทเรียนก็กลับไปดูที่พรรคอนาคตใหม่ ปิยบุตร ช่อ พรรณิการ์ และอีกหลายๆคน ถือว่าเก่งกฎหมายจะต่อสู้จนวินาทีสุดท้าย พรรคถูกยุบ ทั้งที่ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ถ้าลาออก่อนอาจจะได้อยู่ไปอีกสักพัก และศาลวินิจฉัยคดีอื่นๆ ตามมา ก็ค่อยมาลำดับดูกันอีกที แต่หลุดทำให้สส.ของพรรคอนาคตใหม่ลดหายไป แต่ไปอยู่พรรคอื่นบ้าง เหลืออยู่ที่พรรคก้าวไกลเพียงแค่จำนวนหนึ่ง ในกรณีก็ชัดเจนว่าจะต้องมีคนจำนวนหนึ่งออกมาอยู่พรรคใหม่ของสุดารัตน์แน่ เพราะว่า ถ้ามีพรรคการเมืองที่มีสส.ในสภา ก็สามารถที่จะสร้างบทบาททางการเมืองในเชิงรบแหลมคม สุดารัตน์ก็จะมีที่ยืนอีกครั้งหนึ่งในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีสส.อยู่ในสภา

วันนี้หลุดออกจากพรรคเพื่อไทย ไม่รู้จะหันไปข้างไหน ก็ได้แต่โพสต์เฟซบุ๊กไปวันๆ ต้องติดตามกันต่อไป ที่หยิบยกเอาเรื่องนี้มาพูด ก็เพราะนายศรีสุวรรณ จรรยา เพิ่มมายิ่นหลักฐานเพิ่มเติมอีก มันเข้าข่าย มีหลักฐานตามมาเป็นระลอกๆ ดูท่าจะรอดยาก สส.เพื่อไทยที่อยากจะไปอยู่กับสุดารัตน์น่าจะเตรียมเฮกันได้