อ.สุวินัย แฉจุดอ่อน “ขบวนการลิเบอร่านไทย” ถูกปั่นหัวจนกลายเป็นความเกลียดชังสถาบันฯ!?!

0

อ.สุวินัย เปิดโปง ขบวนการลิเบอร่านไทย ไม่เคยมองว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ บรรเทาวิกฤตปัญหาบ้านเมืองมาโดยตลอด ทั้งๆที่ช่วยคนไทยอย่างมหาศาล

จากกรณีที่กลุ่มคณะราษฎรและคณะก้าวหน้า ที่มีการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก มาตรา 112 เพราะที่ผ่านมา กลุ่มคณะราษฎรได้มีการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน อย่างไรก็ตาม ท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีการพูดหรือแสดงพฤติกรรม แสดงออกเชิงสัญลักษณ์โจมตีสถาบันมาโดยตลอด โดยมีผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คอยปลูกฝังความคิดข้อมูลที่บิดเบือนของสถาบันเพื่อให้เด็กออกมาเคลื่อนไหว จนทั้งกลุ่มแกนนำและผู้ชุมนุมต่างถูกดำเนินคดีมาตรา 112 หลายคน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดทางด้าน ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการสถาบันทิศทางไทย ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการล้มมเจ้า ที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีสถาบัน โดยระบุข้อความว่า

มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา
มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา
ลิเบอร่านไทย / สุวินัย ภรณวลัย
พวกปัญญาชนหัวก้าวหน้าไทยหรือลิเบอร่านไทยมองปัญหาบ้านเมืองในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่างไร ?
มันชัดเจนเหลือเกินว่า พวกเขามองเห็นว่ามันเป็น “ความขัดแย้งระยะเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย ” ซึ่งทำให้เราเข้าใจกรอบวิธีคิดที่เป็น “เชิงโครงสร้างแบบพหุนิยม” ที่พวกเขาใช้ในการเข้าถึงความเป็นจริงของสังคมไทย
คนพวกนี้มองว่า กระบวนการทำให้สมัยใหม่ ทำให้สังคมไทยเผชิญกับ “วิกฤตระยะเปลี่ยนผ่าน” (transformation crisis) … ผ่านมากี่ปีหรือกี่สิบปี พวกเขาก็ยังมองแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยน
มุมมองแบบนี้ไม่ผิดนะ(แม้ไม่องค์รวมพอ) เพราะถ้าเราจะเข้าใจปัญหาในเชิงระบบหรือเชิงโครงสร้าง มันหลีกเลี่ยงได้ยากมากที่ต้องใช้มุมมองแบบนี้
พวกเขาจึงมักใช้มุมมองแบบโครงสร้างนิยมนี้ วิพากษ์และเยาะเย้ยเสียดสีกิจกรรมของสถาบันกษัตริย์เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตในด้านชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยเสมอมา
แต่ข้ออ่อนของกรอบความคิดแบบลิเบอร่านนี้คือ ขาดความเข้าใจเรื่องจิต ระดับจิตและ “ความจริงด้านใน” ที่อธิบายเชิงโครงสร้างไม่ได้ว่าสถาบันกษัตริย์ผูกพันกับคนไทยทั้งประเทศอย่างไรจนแทบเป็น “ความรักข้างเดียว” (ต่อให้ประชาชนบางคนบางพวกไม่รักท่าน แต่ท่านก็ยังรักประชาชนของท่านทุกคนไม่เปลี่ยนแปลง)
….นี่คือจุดอ่อนที่สุดในวิธีคิดของพวกปัญญาชนหัวก้าวหน้าไทยที่สมาทานกรอบความคิดนี้มาวิเคราะห์สังคมไทย
เพราะขาดความลึกซึ้งในการเข้าใจเรื่องจิต ระดับจิต และความจริงด้านใน พวกนี้จึงมองว่า “วาทกรรมการเมืองเชิงศีลธรรมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”
จะเป็นลิเบอร่านคนไหนรุ่นไหนก็ตาม ล้วนพูดตรรกะวิพากษ์แบบนี้เหมือนกันหมดราวกับนกแก้วนกขุนทอง … ยิ่งเป็นพวกเยาวชนปลดแอกม็อบ 3 นิ้ว ความเชื่อแบบฝังหัวนี้ก็ยิ่งถูกปั่นให้สุดโต่งสุดๆจนกลายเป็นความเกลียดชังสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้ง จนโดนข้อหา ม.112 ไปตามๆกันดังที่เห็นอยู่ตอนนี้
คนเราเป็นทาสของความคิด และเป็นร่างทรงของวาทกรรมของตัวเองเสมอ
ตัวเองคิดอะไรในใจ ตัวเองย่อมสร้างโลกเช่นนั้นขึ้นมา และมองโลกด้วยสายตาเช่นนั้น อย่างไม่สามารถเป็นอิสระจากความคิดที่บงการตัวเองจากข้างในได้
ผมไม่ได้ขัดแย้งกับคนพวกนี้ในมุมมองเรื่องวิกฤตระยะเปลี่ยนผ่าน ตรงกันข้าม เราเห็นตรงกันในเรื่องนี้และเห็นคุณประโยชน์ในการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างแบบพหุนิยมซึ่งเป็นจุดเด่นของพวกเขาในเชิงวิธีคิด
แต่จุดที่ผมเห็นต่างก็คือ คนพวกนี้กลัดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่เม็ดแรกเมื่อตั้งอยู่บนสมมติฐานทางตรรกะของพวกเขาว่า ชนชั้นนำดั้งเดิมล้าหลังกว่าชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งต่อให้ “เลวกว่า โกงกว่า”ก็ตาม
เพราะความดี และศีลธรรมไม่มีความหมายในการสร้าง”ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ในสายตาของพวกเขา
คนพวกนี้จึงไม่เคยเชื่อในธรรม เพราะพวกเขามองว่าความเชื่อเรื่องธรรมเป็นจักรวาลวิทยาก่อนสมัยใหม่ที่ล้าหลัง แถมยังเป็นความเชื่อของพุทธศาสนาแบบเถรวาทในหมู่ชนชั้นนำดั้งเดิม …
จุดแตกหักทางความคิด ความเชื่อจริงๆระหว่างผมกับคนพวกนี้อยู่ที่ตรงนี้ … คืออยู่ที่จะมองเรื่อง ธรรม ความดี ศีลธรรมและคุณธรรมอย่างไร ว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสายตาของพวกเขาจริงหรือไม่ ?
ผมจึงไม่แปลกใจนะว่า #ทำไมที่ผ่านมาพวกเขาจึงสู้แพ้และพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า
เพราะความคิดแบบลิเบอร่านของพวกเขามันไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ได้เลย ตราบใดที่พวกเขายังไม่สามารถบูรณาการข้อเสนอเชิงโครงสร้างกับธรรม/ความดี/คุณธรรมให้เป็นเนื้อเดียวกันสู่สังคมไทยได้
แต่พวกเขาจะทำได้ยังไงเล่า ก็ในเมื่อยังสอนตัวเอง ปลูกฝังตัวเองในเรื่อง “ความจริง/ความดี/ความงาม : ด้านใน” ให้แก่ตัวเองยังไม่ได้เลย !
เรื่องอื้อฉาวทั้งหลายระดับปัจเจกที่เกิดขึ้นในขบวนการลิเบอร่านในช่วงที่ผ่านมาล้วนสะท้อนจุดตายนี้ของพวกเขาออกมาทั้งสิ้น หลักฐานเชิงประจักษ์ในเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้มีปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด แต่พวกเขากลับปิดปากเงียบสนิทเสมอมา
อนึ่ง #วิธีการทำลายพวกเดียวกันเองของคนพวกนี้ยังน่ารังเกียจและน่าขยะแขยงยิ่ง เพราะคุณธรรมน้ำมิตรมิใช่สิ่งจีรังยั่งยืนสำหรับคนพวกนี้ มากไปกว่าความคิดลิเบอร่านที่เป็นศูนย์กลางจักรวาลแห่งตัวตนของพวกเขา