“ฟลุค เดอะสตาร์” ดาราโหยอำนาจ คลั่งไคล้ “ทักษิณ” ต้นกำเนิด ก่อการร้ายชายแดนใต้!!

0

ฟลุค เดอะสตาร์ ดาราอยากเป็นนักการเมือง คลั่งไคล้ “ทักษิณ ชินวัตร” บ้าอำนาจ พาชาติหายนะ จุดเริ่มต้นก่อการ้าย 3 จังหวัดชายแดนใต้

ในบรรดาคนที่พูดแล้วเชื่อถือไม่ได้ คือทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 2 มกราคม ที่ทักษิณได้ออกมาประกาศว่า จะวางมือทางการเมืองอย่างถาวร อยากกลับมาเลี้ยงหลาน ส่งสัญญาณว่าอยากกลับประเทศ แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ไทยเอ็นไควเออร์ ก็มีการพูดเรื่องประเทศไทยอีก แน่นอนว่าเมื่อทักษิณพูดเรื่องประเทศไทยไม่เคยพูดเรื่องที่ดีแน่นอน แต่ถ้าพูดดีคือเอาดีใส่ตัวเท่านั้น ทักษิณได้บอกว่า ประเทศไทยมีรัฐซ้อนรัฐ มีบางอย่างซ่อนอยู่ข้างหลัง เวลาคุณแข็งแกร่ง คุณก็ไม่มีปัญหาพรรคพวกพันธมิตร เพราะเขาจะมาจงรักภักดี จะมาเอาอกเอาใจคุณ แต่พอรัฐซ้อนรัฐเริ่มทำงาน นั่นคือเวลาที่คุณต้องระวัง ตอนนั้นยังไร้เดียงสา ไม่เข้าใจสภาวะรัฐซ้อนรัฐมากนัก จนกระทั่งถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง วันดีคืนดี กองทัพเขามีระบบของเขา ก็เลื่อนตำแหน่งเพื่อนของตัวเอง ตั้งพี่ตัวเองเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งพี่ของภรรยาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แบบนี้เรียกรัฐซ้อนรัฐไหม หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ทักษิณจะหมายถึงใคร กำลังจะหมายถึงคนที่ทักษิณเคยพูดว่า มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ หรือจะหมายความพุ่งตรงไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มม็อบสามนิ้วที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใช่หรือไม่

ประเด็นที่ให้สัมภาษณ์สำคัญที่จะมาพูดถึงนี้ ต้องเอามาขยายเพราะมีดาราหน้าโง่คนหนึ่งที่อยากจะเป็นนักการเมืองแต่ไม่ได้ทำความรู้ ทำความเข้าใจ เอามาขยายต่อคือเรื่อง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทักษิณเคยบอกว่า ตัวเองเคยเดินทางไปมาเลเซียเพื่อพบกับพวกกลุ่มก่อความไม่สงบ หาทางเพื่อที่จะประนีประนอมแต่ไม่เป็นผล และสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี บางครั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลงและการพูดคุยกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ พร้อมทั้งบอกว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะกองทัพไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง ถ้าอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ตอนเขาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาสามารถทำให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนได้ แต่สุดท้ายรัฐซ้อนรัฐก็เริ่มทำงาน และทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ยิ่งชัดว่ารัฐซ้อนรัฐ ทักษิณกำลังลากโยงไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ และความหมายที่เขาเคยคอนโทรลกองทัพได้ ตอนที่เขาเป็นรัฐบาลที่เอาพี่ตัวเองมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ย้ายเพื่อนข้ามห้วยมาเตรียมที่จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผลปรากฎว่า กองทัพไม่พอใจ ไม่ใช่ใครซ้อนใครหรอก และสิ่งเหล่านี้จะทำได้ก็เพราะตัวเองทุจริต คอรัปชั่น จนเป็นที่เอือมระอา ภายใต้ทุจริตคอรัปชั่นนั้น บ้าอำนาจเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และการบ้าอำนาจของทักษิณ ทำให้เกิดผลเสีย ผลร้ายต่อประเทศไทย ก็คือเรื่องที่ทักษิณอ้างว่า ตัวเองไปเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้ายและให้ทีมยิ่งลักษณ์ไปจัดการในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. ไม่เห็นด้วย

แต่นักร้อง นักแสดงที่กระสันอยากเป็นนักการเมือง อยากจะสร้างความโดดเด่น ออกมาโหนทักษิณในเรื่องนี้ ชื่อ ฟลุค เดอะสตาร์หรือ พชร ธรรมมล ตอนนี้อายุ 32 ปี เคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักษาชาติ ที่ถูกยุบไป จะเป็ยแรงแค้นหรือมาทางเส้นทางสายไหนก็ตามแต่ ที่เข้าไปเกี่ยวพันกับทักษิณ เพราะทักษิณเป็นคนตั้งพรรคไทยรักษาชาติมา ฟลุค ก็ได้ออกมาโพสต์ ว่า ทักษิณพูดในคลิปว่า ถ้าย้อนเวลาไปได้อยากแก้ไขการจัดการปัญหาภาคใต้ด้วยการเจรจามากกว่าที่เคยทำไว้ ในสมัยยิ่งลักษณ์จึงมีการสร้างเวทีเจรจาอย่างจริงจัง เว้นแต่ทหารคนเดียวที่คัดค้านสุดตัว ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอฟังถึงตรงนี้ก็ได้เข้าใจตัวตนของประยุทธ์มากขึ้น 555

ฟังทักษิณ เข้าใจตัวตนประยุทธ์มากขึ้น ทีนี้ฟังที่บอกว่าโง่ ไม่ศึกษา ไม่ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าคนที่ก่อให้เกิดปัญหาภาคใต้ จนประเทศเสียหายวายวอดมาจนถึงวันนี้ ก็เพราะคนชื่อทักษิณ นี่แหละ ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ 2 ปี ก็ก่อปัญหา ย้อนรอยไปในวันที่ 4 มกราคม 2547 ตอนที่ฟลุคอายุ 16 ปี ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด นั่นก็คือ คนร้่ายได้บุกปล้นปืนจาก กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ปืนไป 413 กระบอก เหตุการณ์ครั้งนั้นถือว่ารุนแรงมาก ที่โจรแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้ ปฏิบัติการ ก่อนหน้านี้เหตุการณ์ไม่ได้รุนแรง แต่มันรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ตอนนั้นทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 2 ปี บ้าอำนาจสุดๆ กำลังใหญ่สุดๆ คิดว่าตัวเองเป็นคนที่กุมชะตาของประเทศแล้ว ในวันที่ 30 มีนาคม สำหนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีพล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เสนอยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือศอ.บต. รวมทั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ อะไรที่เกี่ยวข้อง พตท.43 ก็คือ ประกอบไปด้วยพลเรือน ตํารวจ ทหาร จะได้ทำงาน 3 ฝ่าย ประสานกันแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทักษิณมีคำสั่งที่ 123/2545 ให้ยุบศอ.บต. ในฐานะนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.ในขณะนั้นให้สัมภาษณ์บอกสถานการณ์ภาคใต้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว อย่าไปใช้กฎอัยการศึก อย่าไปใช้การบริหารในลักษณะพิเศษ ศอ.บต.เลิกเถอะ ตำรวจทำเองได้

ทักษิณ ก็เป็นอดีตตำรวจเก่า แต่ว่าปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนั้น ก็มีปัญหาเหมือนกับชายแดนทั่วไป มีเรื่องผลประโยชน์ เรื่องบ่อน น้ำมันเถื่อน ของหนีภาษี ผลประโยชน์มันไปตกอยู่ในมือของคนที่มีอำนาจ ตำรวจอยากเข้าไปมีส่วนร่วมหรือไม่ ไม่รู้ ทักษิณคิดอย่างไร อยากจะเลิก พตท.43 อยากจะเลิก ศอ.บต. ไม่รู้ หลังจากสั่งเลิกแล้ว ปรากฎว่าได้มีการอุ้มฆ่าสายของทหารที่วางไว้ในพื้นที่ ถึงขนาดคนเป็นสจ.มาอุ้มที่สนามบินดอนเมือง เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ใครอุ้มฆ่าไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะทหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว จนเดินทางไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนซึ่งเคยทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ที่รามคำแหงในกลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะนั้นตั้งชื่อ 3 จังหวัดว่า กลุ่ม YPN คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส บอกว่า ต่อไปจะมีการยิงตำรวจวันละคน เพื่อตอบโต้ นั่นเป็นแรงแค้นที่เกิดขึ้น แต่แรงแค้นนั้น ไฟที่ถูกสุมอยู่ใกล้จะมอดอยู่แล้ว ถูกจุดขึ้นอีกครั้งเมื่อเลิก ศอ.บต. ตำรวจมีอำนาจฝ่ายเดียว การปฏิบัติการต่างๆอยู่ภายใต้ในมือตำรวจทั้งหมด ทำให้เกิดการอุ้มฆ่าและทำให้เกิดความโกรธแค้น ไฟก็มาปะทุขึ้นในวันที่ 4 มกราคม 2547 หลังจากนั้นไม่กี่วัน ปรากฎว่ากลุ่มโจรก่อการร้าย ซึ่งเตรียมการมาอย่างดี 28 เมษายน 2547 เกือบ 4 เดือน ปฏิบัติการโจมตี หน่วยทหารในที่ตั้งต่างๆ เราเรียกเหตุการณ์นั้นว่า เหตุการณ์กรณ๊กรือเซะ คือหลังจากเกิดเหตุวันที่ 4 มกราคมแล้ว ทักษิณก็กลับมาประกาศใช้กฎอัยการศึก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตัวเองยกเลิกเอง บอกว่าเรียบร้อยแล้ว และเรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ที่ตำรวจได้ร่วมกันก่อเหตุเป็นแนวร่วมด้านกลับกับผู้ก่อการร้ายปลุกลุกฮือขึ้น

เหตุการณ์ที่กรือเซะทำให้มีการตายไปทั้งสิ้น 113 ศพ ผู้ก่อการร้ายตาายไป 108 ศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร 5 ศพ เรื่องหใญ่มาก เวลาเกิดเรื่องแบบนี้แล้วคนไทยด้วยกันไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายหรือตำรวจ ทหาร มันไม่น่าที่จะเกิดความสูญเสียแบบนี้ขึ้น เหตุการณ์ที่กรือเซะมันเป็นการปฏิบัติการของโจรแบ่งแยกดินแดนภาคใต้เพื่อจะโยงย้อนรอบประวัติศาสตร์ที่เคยมีการปะทะกันแล้วเมื่อปี 2491 เกือบ 60 ปีก่อน เขาจึงเลือกวันที่ 28 เมษายน 2491 เหตุการณ์ครั้งนั้นเราเรียกว่า ดุซงญอ มีการฆ่าฟันกัน ไม่ว่าะเรียกผู้ก่อการร้าย ไม่ว่าเรียกเจ้าหน้าที่ เราล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน เหตุการณ์ต่อมาที่หนักหน่วง สาหัสสากรรจ์ ก็คือเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า กรณีตากใบ เกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 พี่น้องชาวมุสลิมมาชุมนุมกัน มันก็มีเรื่องกระทบกระทั้งกัน มีตำรวจไปจับกุม คุมขังประชาชนในข้อหา ไปเอาอาวุธไปให้กับผู้ก่อการร้าย ก็มีการชุมนุมซึ่งในการปฏิบัติการครั้งนั้นได้จับกุมผู้ชุมนุมประมาณ 1,300 คน หลังจากจับกุมไปแล้ว ทำให้คนเสียชีวิตถึง 79 คน เสียชีวิตเพราะจับรวบใส่รถซ้อนทับกัน ขาดอากาศหายใจ อาจจะบอกว่ากองทัพเป็นคนทำ แต่ไม่ใช่ เพราะการปฏิบัติการสั่งการเป็นคนจากทักษิณทั้งสิ้น นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันเป็นต้นเหตุของความหายนะ ความเสียหายในภาคใต้ที่เกิดขึ้นจากทักษิณ

ส่วนฟลุค เดอะสตาร์ อยากจะพูด อยากจะแสดงความเห็น อยากจะเชิดชู คนที่ตัวเองหลงใหล ทำได้ แต่ศึกษาสักหน่อย ที่บอกว่าทักษิณอยากจะเจรจา มันมาทีหลัง ตอนนั้นทักษิณชี้หน้าบอกว่า โจรพวกนี้ โจรกระจอก ไม่เข้าใจกระบวนการการต่อสู้ การแย่งแยกดินแดน ไม่เข้าใจสงครามปฏิวัติ ไปดูถูกว่าโจรกระจอกแลใช้นโยบายกำปั้นเหล็ก จนทำให้เกิดความเสียหาย ทักษิณกับพล.อ.ประยุทธ์ใครแน่กว่ากัน ส่วนเรื่องที่เอามาโพสต์ พูดเรื่องเจรจา มาดูข้อเท็จจริง..

ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มันมีเรื่องบ่อน้ำมันที่อยู่ในทะเล เราต้องเจรจากับมาเลเซีย ซึ่งเราเจรจามาด้วยดีมาโดยตลอด แต่การเจรจาใสครั้งนี้มันมีเรื่องที่เล่าลือกันว่าทักษิณ มีการเตรียมการที่จะทำให้เกิดการบริหารสัมปทานร่วมระหว่างสองฝั่ง มาเลเซียก็อยากให้สถานการณ์สงบ เราก็อยากให้สถานการณ์สงบ แต่การสงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มันต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐไทยที่ยังยืนยันความเป็นราชอาณาจักรอย่างเป็นรัฐเดียวอยู่ ทีมที่ไปเจรจามี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทักษิณสั่งให้ยิ่งลักษณ์แต่งตั้งขึ้น พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนหลังก็กลับมาตั้ง ศอ.บต.อีก แล้วตอนนี้พ.ต.อ.ทวี ก็เป็นเลขาธิการพรรคประชาชาติ เพื่อหวังไปช่วงชิงคะแนนเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การไปเจรจาครั้งนั้น มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 2 คนไม่เห็นด้วย ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ฟลุคออกมาเยาะเย้ย อีกคนหนึ่งคือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ขณะนั้นเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้คัดค้านอย่างแข็งขันว่า อย่าไปเจรจา แต่ก็เดินหน้าไปเจรจา ฝ่ายของ บีอาร์เอ็น เรียกข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือ
1.ผู้ปกครองชาวสยามจะต้องยอมรับบทบาทของรัฐบาลมาเลเซียในฐานะคนกลางในการเจรจา
2.การสนทนาที่จะเกิดขึ้นจะจำกัดวงเฉพาะตัวแทนชาวมลายูซึ่งนำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็นร่วมกับคณะผู้ปกครองชาวสยาม
3. ต้องอนุญาตให้กลุ่มผู้สัง-เกตการณ์จากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน องค์การความร่วมมือแห่งศาสนาอิสลามและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วมด้วย
4.จะต้องปล่อยผู้ต้องหาและระงับการออกหมายจับทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข
5.จะต้องยอมรับว่า บีอาร์เอ็นเป็นองค์กรเพื่อปลดปล่อยปัตตานี ไม่ใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

ซึ่ง 5 ข้อนี้ใครเป็นคนไทยก็จุกอกกันทั้งนั้น เพราะเท่ากับยอมรับกลุ่มโจรก่อการร้ายว่าเป็นองค์กรทางการเมือง ต้องการปลดปล่อย หมายความว่า ปัตตานีเป็นของเขา แล้วเราไปยึดครอง เขาถึงจะขอปลดปล่อย เท่ากับเขามีอำนาจรัฐเทียบเท่ากัน เพียงแต่ตอนนี้ไม่อยู่ในสถานะที่จะได้รับการรับรอง เขาจึงจะต้องปลดปล่อย กองทัพรับไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจนว่าไทย เป็นราชอาณาจักร เป็นรัฐเดียว ซึ่งใครจะแบ่งแยกไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่เจรจาแบบนี้มันไม่ดีในทางยุทธศาสตร์ เพราะเท่ากับไปยอมรับโจร แต่ทำไมอยากทำอย่างนี้ เพราะมีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง ดังนั้น การให้สัมภาษณ์ของทักษิณมันก็มีความสัมพันธ์กับม็อบสามนิ้ว และม็อบสามนิ้วก็เกี่ยวข้องกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พอถามเรื่องคนรุ่นใหม่ ทักษิณบอกว่า คนรุ่นใหม่ต้องการมองหาอนาคตของตัวเองผ่านระบบประชาธิปไตย ไม่อยากให้ทหารเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย พวกเขาไม่ต้องการการรับรองการรัฐประหารจากสถาบันกษัตริย์ นั่นหลุดจากปากทักษิณ ให้ไปหาหลักฐานว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เซ็นรับรองการรัฐประหารตอนไหน หรือเสียงที่หลุดออกมาที่คุณโจมตีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นเสียงของคุณจริงๆ

การรัฐประหารทุกครั้ง สถาบันพระมหากษัตริย์ก็หลุดจากฐานอำนาจเหมือนกัน เพราะทุกองคืในประเทศถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ เมื่อทหารฉีกรัฐธรรมนูญตอนนั้นสถานะของทหารก็มีเหนือกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะคำสั่งหัวหน้ารัฐประหารคุม 3 อำนาจคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ในขณะที่ระบบปกติ ไม่ว่าอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ล้วนต้องใช้ผ่านสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เคยมีการรับรอง เพราะเซ็นรับรองไม่ได้ เพราะเวลาจะปฏิบัติจริงๆ คณะรัฐประหารต้องร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้น เพื่อรับรองสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อนแล้วเอาไปทูลเกล้า ที่พูดเรื่องเด็กๆและ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น คงจำได้ว่า พวกนี้กลุ่มมีการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน รวมทั้งพรรคประชาชาติ ไปจัดการอภิปรายในภาคใต้ และมีนักวิชาการคนหนึ่งพูดถึงเรื่อง รัฐไทย ไม่จำเป็นต้องคงมาตรา 1 ไว้ มาตรา 1 คือราชอาณาจักรไทย เป็นหนึ่งอันเดียว ใครจะแบ่งแยกไม่ได้ พวกนี้มีความคิดที่จะตั้งสมาพันธรัฐ เพราะต้องการที่จะจัดการแยก 3 จังหวัดชายแดนใต้ และนักศึกษาภาคใต้ ที่มาร่วมกับม็อบสามนิ้วในกรุงเทพที่เรียกว่า กลุ่ม Permas ตอนที่พวกนี้ไปเจรจากันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้น กลุ่ม Permas ก็ออกหนังสือมาสนับสนุน มายื่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าสนับสนุนให้เรายอมรับบีอาร์เอ็น ถึงจะได้เกิดการเจรจา เห็นไหมว่าท้ายสุดแล้ว ตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทุกอย่างในประเทศนี้ คือ ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องหมด ถ้าใครคิดว่าทักษิณ ทำถูก ก็สนับสนุนกันไป

แต่วันนี้ ปีใหม่ ปี 2564 มันถึงทีที่คนไทยจะไม่ยอมคนพวกนี้อีกต่อไป หลักฐานความหายนะที่ทักษิณได้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ที่มีการก่อเหตุขึ้น จนถึง 2563 ข้อมูลจากกลุ่มเยียวยา ศอ.บต. ระบุว่า มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากการก่อเหตุ 9,431 ครั้ง มีคนเสียชีวิต 5,770 คน บาดเจ็บ 12,115 คน พิการ 863 คน ทรัพย์สินเสียหาย 5,234 รายการ จะเรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ทักษิณบริหาร ยิ่งลักษณ์บริหาร จนมาถึงพล.อ.ประยุทธ์บริหาร ปี 2547 เกิดเหตุ 502 คร้ัง , ปี 2548 ทักษิณยังเป็นนายกฯ 856 ครั้ง , ปี 2549 1,046 ครั้ง , ปี 2550 1,407 ครั้ง , ปี 2551 เริ่มลดลง 939 ครั้ง , ปี 2552 826 ครั้ง , ปี 2553 610 ครั้ง , ปี 2554 574 ครั้ง , ปี 2555 536 ครั้ง , ปี 2556 564 ครั้ง , ปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจ เหลือ 425 ครั้ง , ปี 2558 เหลือ 304 ครั้ง , ปี 2559 เหลือ 344 ครั้ง , ปี 2560 เหลือ 174 ครั้ง , ปี 2561 เหลือ 153 ครั้ง , ปี 2562 เหลือ 120 ครั้ง , ปี 2563 เหลือ 51 ครั้ง นี่คือจำนวนเหตุการณ์ที่ลดลง เพราะกองทัพยืนหยัดในนโยบาย เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตามแนวพระราชดำรอของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 จำแนกแยกแยะว่าไหนเป็นคนดี ไหนเป็นคนร้าย ใครหลงผิดก็เข้าไปเกลี่ย ไม่ใช่นโยบายกำปั้นเหล็ก ฆ่า ฆ่า ฆ่า เหมือนในสมัยที่ทักษิณทำ ถึงขนาดเคยประกาศว่า พื้นที่ไหนสีแดง จะไม่ให้งบ ทั้งๆที่ความจริงประชาชนไม่เข้าใจ โจรเยอะ ยิ่งต้องเข้าไปพัฒนา แต่บอกว่าไม่ให้งบ เหมือนกับบอกว่า จังหวัดไหนไม่เลือกพรรคไทยรักไทย ก็ไม่จัดงบให้ นี่แหละคือทักษิณ ชินวัตร