ดร.แสงเทียน เตือนระวังวัคซีนโควิดจะกลายเป็นเกมการเมือง แนะรัฐดันเป็นวาระแห่งชาติ

0

จากกรณีที่มีการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการเป็นวาระเร่งด่วนของโลกนั้น วันนี้(9 ม.ค.64) รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา อาจารย์ด้านเวชระเบียน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย ได้เขียนนำเสนอบทความที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งดังนี้

“แนะรัฐจัดเรื่องวัคซีนโควิด-19 เป็น วาระแห่งชาติ ระดมทุกภาคส่วนเข้าช่วย อย่าคิดเองทำเองฝ่ายเดียว ระวังจะกลายเป็น เกมการเมืองอีก”

ในส่วนของประเทศไทยก็ได้มีการเผยแพร่ข่าวสารช่วงเวลาที่จะมีการดำเนินการเรื่องของการฉีดวัคซีนให้กับคนไทย จากบริษัทซิโนแวค ประเทศจีน จำนวน 2 ล้านโดส จะเริ่มทยอยส่งและเริ่มฉีดตั้งแต่ปลาย กุมภาพันธ์ถึงปลายเมษายน 2564  และได้ทำสัญญาจองซื้อล่วงหน้า 26 ล้านโดส จากบริษัทแอสตราเซเนกา (เทคโนโลยีออกซ์ฟอร์ด) ซึ่งอยู่ระหว่างการถ่ายทอดกระบวนการผลิตให้กับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ โดยจะเริ่มส่งมอบโดยทยอยตั้งแต่ปลายเดือน พฤษภาคม 2564 รวมถึงการเจรจากับบริษัทอื่นเช่น โคแวกซ์ ไฟเซอร์ โมเดอร์น่า หรือที่มีการคาดการณ์ว่าอาจมีการขอซื้อเพิ่มจากประเทศจีนหรืออาจซื้อจากแอสตราเซเนกาอีก

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

ส่วนข้อมูลวัคซีนจากทั่วโลกที่มีการผลิตและได้รับการอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้วจากผู้ผลิต 9 รายจำนวนอย่างน้อย 4 ชนิดวัคซีน ได้แก่ mRNA, Viral Vector, Inactivated และ Sub unit protein ซึ่งในประเทศไทยนั้นมีการยอมรับการขึ้นทะเบียนที่มีผลของเฟส 3 ที่พบว่ามีประสิทธิภาพของการป้องกันเชื้อโควิด-19ที่ชัดเจน มีเพียง 3 ชนิด คือ 1) ของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) 2) ของบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) และ 3) ของบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ที่เหลือเป็นการขึ้นทะเบียนแบบฉุกเฉิน โดยใช้ผลการทดลองเฟส 2 เท่านั้น (PPTV online, Jan4,2020)   ส่วนข้อมูลการฉีดให้ก็จะใช้คนละ 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน

แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะมีการใช้กับใครก่อนโดยมีข่าวสารของกรมควบคุมโรคที่จะใช้ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 5 จังหวัดก่อนได้แก่ สมุทรสาคร ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด ในระยะแรกที่จะได้วัคซีนจากประเทศจีนได้กำหนดแผนที่จะฉีดให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าของภาครัฐและเอกชน อสม. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค และบุคคลทั่วไปที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และกลุ่มที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มผู้สูงอายุ หากมีส่วนที่เหลือจะเก็บสำรองไว้กรณีเกิดการระบาดรุนแรงในชุมชนเพื่อยับยั้งการระบาดของโรค

ส่วนในระยะที่ 2 ที่จะได้จากแอสตราเซเนกาในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 จำนวน 26 ล้านโดส ก็มีแผนจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ในทั่วประเทศ ส่วนระยะที่ 3 ช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 จะฉีดให้ประชาชนทั่วไปให้ครอบคลุมจากทั่วประเทศให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้มีการระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้

จากการคาดการณ์ในการเจรจาของรัฐบาลที่มีการเปิดเผยและการประเมินในขณะนี้ก็น่าจะมีได้ตามเป้าหมายที่แสดงข้อมูลไว้เมื่อ 3 มกราคม 2564 ว่ามีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้คนไทยโดยรัฐ ฟรีไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของประชากร หรือประมาณ 70 ล้านโดส (ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข, 3 มกราคม 2564) ดังนั้นก็ยังขาดอยู่ในจำนวนอีกครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 70 ล้านโดส ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 63 สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา, ชิลี และบางประเทศในตะวันออกกลางได้เริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 (Covid-19) แล้ว และกว่าคนไทยจะได้วัคซีนนี้ ทั่วโลกคงได้ฉีดไปแล้วเกิน 100 ล้านโดส แต่ก็เห็นว่าผ่านรัฐก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการดำเนินการ และเรื่องของวัคซีนโควิด-19 นั้น

รัฐอาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เพราะเมื่อยังฉีดได้ไม่เร็วนักยังมีปัญหาในการกระจายการฉีดให้กับประชาชน และไม่สามารถที่จะฉีดให้ครบถ้วนได้จากเหตุผลหลายๆ ประการ ดังนั้น รัฐต้องจัดทำเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่จะระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ช่วยกันเจรจาหาแนวทางเพื่อให้ได้มาซึ่งวัคซีนในเวลาอันรวดเร็ว และครอบคลุมประชากรในประเทศไทยทุกคน ไม่ว่าจะสัญชาติไทยหรือไม่ ถ้าอยู่ในประเทศไทยต้องได้รับการฉีดวัคซีนทุกคน ให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ตามวาระแห่งชาติเรื่องวัคซีนนี้ด้วย

รัฐต้องระดมสรรพกำลังในการเจรจาทั้งการจัดซื้อจัดหาทั้งตัววัคซีนและเทคโนโลยี ทำการผลิต แต่ที่สำคัญต้องให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วม ให้ภาคเอกชนได้แสดงบทบาทในการดำเนินการด้วย กลุ่มใดที่มีความพร้อม เจรจาหาซื้อวัคซีนมาเองเพื่อให้กับบุคลากรในสังกัดของตนเอง ถ้าเหลือก็จะได้บริจาคให้คนอื่นได้อีกโดยผ่านการจัดทำศูนย์ข้อมูลของการฉีดให้กับคนทั้งประเทศ มีระบบบัญชีที่บูรณาการอย่างเป็นระบบ ถ้าผู้มีความพร้อมรายใดจะบริจาคเงินหรือมีส่วนช่วยอย่างอื่นอย่างใดเกี่ยวกับ วัคซีนโควิด-19 ตามวาระแห่งชาติของรัฐได้ ก็จะได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ โปร่งใส มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีนโควิด-19 เตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้าด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ป้องกันการใช้เรื่องของวัคซีนเป็น “เกมการเมือง” ทุกอย่างโปร่งใสประชาชนตรวจสอบได้ และเป็นการระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ทุกคนในประเทศไทยได้รับวัคซีนโควิด-19 โดยเร็วที่สุด ถ้าเราผลิตได้หลังจากนั้นก็จะเป็นการสร้างฮับฉีดวัคซีนให้กับภูมิภาค และสร้างชื่อเสียงให้กับฮับทางการแพทย์ของประเทศไทยได้ในอนาคต