แฉยับ “ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศวางมือทางการเมือง 6 ครั้ง มีแผนการทุกที!!

0

สนธิญาณ แฉ “ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศวางมือทางการเมือง 6 ครั้ง มีแผนการทุกที ลั่น จบชีวิตอยู่นอกประเทศแน่นอน

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564 นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ได้พูดถึงกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ประกาศวางมือทางการเมืองอย่างถาวร ในรายการสนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง โดยกล่าวว่า ในบรรดาคนที่พูดแล้วไม่น่าเชื่อถือที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทยก็คือ ทักษิณ ชินวัตร อีกคนที่กำลังติดตามมาก็คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กลับมาที่ทักษิณ เหตุผลที่ต้องหยิบยกเอาชื่อนี้มาพูดอีก เนื่องจาก เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์ออนไลน์ สิ่งที่ทักษิณพูดย้ำ พูดพร่ำมาตลอดก็คือ ผมแก่แล้ว วันนี้ในวัย 72 ปี อายุเยอะแล้ว อยาากจะกลับประเทศมาเลี้ยงหลาน ยังห่วงใยคนไทย และเคารพสถาบันสูงสุด ซึ่งเชื่อไม่ได้

ตอนที่สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด เมื่อถามถึงเรื่องการเมืองในปี 2564 จะเป็นอย่างไร ทักษิณก็บอกว่า ไม่ไปไหน จนกว่ารัฐธรรมนูญจะได้รับการแก้ไขในวงการ การเมืองถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ การเมืองจะเปลี่ยนแปลงได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ อีกทั้งโครงสร้างบริหารจัดการ ต้องเอื้ออำนวยให้เกิดคนที่มีคุณภาพเข้ามาบริหารจัดการการเมือง และโยงมาที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน และที่สำคัญเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ทักษิณและพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ประสบความสำเร็จในทางการเมือง เพราะปี 2540 รัฐธรรมนูญฉบับนั้น ถูกร่างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่สส.ย้ายพรรคไป ย้ายพรรคมา ย้ายพรรคทีนึงก็แบมือรับผลประโยชน์ พวกนักวิชาการ พวกนักร่างรัฐธรรมนูญก็บอกว่า นี่แหละเป็นปัญหาทางการเมือง จะต้องให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และเข้มแข็งขึ้นมาจริงๆ เพราะทักษิณพิสูจน์ให้เห็น

เมื่อกระโดดเข้ามาลงเลือกตั้งในปี 2544 หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จในการไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม เพราะไม่สามารถใช้อำนาจเผด็จการอันเด็ดขาดของตัวเองสั่งการในพรรคพลังธรรมได้ ก็ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น โครงสร้างของกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้พรรคการเมืองเข้มแข็งทำให้ทักษิณผูกขาดอำนาจในฐานะเจ้าของพรรค เจ้าของทุนพรรคไทยรักไทย เลือกตั้งมาครั้งแรกได้ไม่เท่าไหร่ ปรากฎว่า กว้านเอาพรรคการเมืองอื่นๆ รวบรวมเข้ามาสถาปนาอำนาจของตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น พรรคเล็ก พรรคน้อย มาอยู่ในพรรคไทยรักไทยหมด นักการเมืองทุกกลุ่มที่เคยกระจัดกระจาย และอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ ทักษิณรวบรวมมาหมด พรรคไทยรักไทยก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ทำให้ทักษิณสามารถสั่งการอย่างเด็ดขาด บางครั้งบางคราวก็มีปัญหาในพรรคไทยรักไทย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในขณะนั้น ก็มาสั่งการเอง มาดูแลเอง สส.พรรคไทยรักไทย รู้กันว่า คุณหญิงพจมานมีบารมีในพรรคไทยรักไทยมากกว่าทักษิณ เพราะเวลาเกิดวิกฤตปัญหา ต้องลงมาแก้ปัญหา แทนที่จะกลายเป็นพรรคการเมืองของประชาชน กลายเป็นพรรคของครอบครัว

ใครจะสมัคร สส. ถ้าไม่ฟังทักษิณไม่ได้ เพราะทักษิณให้เขียนใบลาออกเอาไว้ล่วงหน้า นั่นเป็นความจริงที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 40 ที่เขียนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย คิดว่าถ้าพรรคการเมืองเข้มแข็งแล้ว ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น แต่พรรคการมืองที่เข้มเข็ง โดยไม่มีรากฐานและพื้นฐานมาจากประชาชน ไม่มีทางที่พรรคการเมืองนั้นจะเอื้อประโยชน์เพื่อประชาชน พรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องถึงพรรคพลังประชาชน ต่อเนื่องถึงพรรคเพื่อไทย กลายเป็นพรรคในครอบครัวของทักษิณ ผมไม่ได้พูดเอง วันนี้มีคนพูดแทนผม นั่นก็คือ โภคิน พลกุล คนที่ทักษิณเคยให้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยเคยให้เป้นประธานรัฐสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งใหญ่ๆทั้งนั้น วันนี้โภคินออกมาให้สัมภาษณ์กับประชาชาติธุรกิจว่า

วันนี้ออกจากพรรคเพื่อไทย ไปกับคุณหญิงสุดารัตน์ เพราะวันนี้เพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ ไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่ก้าวไปเป็นสถาบันทางการเมืองที่อยากจะเป็น ไม่ได้ขัดแย้งกับใคร แต่พรรคเพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ แสดงว่าอุดมการณ์ไม่ตรงกัน เมื่อไม่เป็นอย่างนี้ ผมอายุขนาดนี้ ผมถอยดีกว่า ส่วนเขาจะไปอย่างไหนก็แล้วแต่เขา เพราะทั้งหมดถ้าไม่มีคุณค่าก็ไม่มีใครเอาคุณ และยังบอกต่อว่า การออกจากพรรคไม่มีปัญหาส่วนตัว แต่มีปัญหาในหลักการ ถ้าทีมคุณทักษิณยังบริหารพรรคแบบ family ครอบครัวต่อไป ผมจะอยู่ไปทำอะไร วันนี้คุณทักษิณบอกว่าจะให้พรรคเป็น professional คือตอนที่พรรคให้คุณหญิงสุดารัตน์ นั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์ เราประชุมกันทุกวันจันทร์ เราเอาทุกปัญหามาคุยกัน ปัญหานี้เราคิดอย่างไร พรรคควรจะวางตัวอย่างไร แต่ก่อนให้เป็นหน้าที่ของประธานวิปแต่ตอนนี้ให้สส. สมัครกันว่าใครจะอภิปราย มีติวกันอย่างจริงจัง การที่เอาคุณหญิงสุดารัตน์ออก แล้วอธิบายว่า อันนี้เป็นอันที่เขาลงทุนไว้แล้วเขาต้องบริหาร ผมยอมรับไม่ได้ ผมถามว่าแล้วต้นทุนที่คนอื่นจ่ายด้วยการติดคุก เช่น คนเสื้อแดง ที่ยากลำบาก คนเหล่านี้ไม่ได้ลงทุนหรือ เขาไม่ตอบ ผมก็จบ แค่นี้ ผมออกตามคุณหญิง ทั้งที่ผมไม่เคยทำงานกับคุณหญิงมาก่อนในชีวิต มาทำครั้งนี้ จากนี้ไปในพรรคเพื่อไทยเขาจะบริหารพรรคแบบ family ก็เรื่องของเขา แต่จุดยืนประชาธิปไตยเขาตรงกับเราก็ทำงานกันได้ นโยบายตรงกัน คนได้ประโยชน์เหมือนกัน ไม่ว่ากัน ผมอยู่ในองค์กรแบบนั้น ผมก็เหนื่อย เช่นพอตกลงแบบนี้เสร็จ…เดี๋ยวเอาใหม่ พอใครไปวิ่งไปหาก็เปลี่ยน อย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจว่ามันต้องมีอะไรระดับหนึ่ง แต่เมื่อตกผลึกก็เดินไป ถ้าผิดพลาดก็แก้ไขซึ่งกันและกัน

ใครละที่พอเดี๋ยวเอาใหม่ วิ่งไปหาก็เปลี่ยน เขาก็วิ่งไปหาทักษิณ มาตั้งหลักที่สิงคโปร์ หรือที่ดูไบ ใครอยากจะให้พรรคเพื่อไทยเป็นไปตามทิศทางไหนอย่างไร ก็วิ่งไปหาทักษิณ เป็นที่รู้กันอยู่ ดังนั้น ไม่ต้องให้สนธิญาณพูด เพราะโภคินพูดเอง ที่เคยทำงานรับใช้ทักษิณมาอย่างยาวนานได้เป็นถึงประธานรัฐสภา ไม่ใช่่ตำแหน่งเล็กๆ เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา สิ่งที่โภคินพูด หักล้างกับสิ่งที่ทักษิณพูดเมื่อวันปีใหม่ทั้งหมด ไม่ได้พูดหลังทักษิณ แต่พูดก่อนหน้าไปแล้ว แต่ทักษิณไม่อายปากที่จะพูด ว่าการเมืองจะต้องดี คนจะต้องเข้ามา พรรคจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เวลาตัวเองปฏิบัติโคตรเผด็จการ ที่พูดมาตลอดว่าระบอบทักษิณ พรรคการเมือง เป็นพรรคครอบครัวของทักษิณ มันประชาธิปไตยตรงไหน นี่คือการออกมาแฉ ออกมาพูดกันเอง

สิ่งที่เรียนว่า ทักษิณ เป็นคนไม่น่าเชื่อถือคนหนึ่งในประเทศไทย ใช้คำว่าไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด ก็คงจะว่าได้ เพราะถ้าเราพูดเรื่องการวางมือทางการเมืองของทักษิณ นี่ไม่ใช่การพูดครั้งแรก ครั้งแรกพูดหลังจากเกิดรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยบิ๊กบังในขณะนั้น นพดล ปัทมะ โฆษกประจำตัวออกมาพูดแทนว่า ภายหลังจากลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยรักไทยแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะยุติบทบาททางการเมือง นพดลพูด แต่ทักษิณอาจจะปฎิเสธก็ได้แต่เอาเลย เอาตอนที่ทักษิณออกมาพูดเอง หลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 แล้ว ปรากฎว่าพรรคพลังประชาชนชนะสมัคร สุทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ทักษิณก็เตรียมตัวจะกลับประเทศไทย ก็บอกว่า ผมจะวางมือทางการเมือง 100% และจะคอยให้คำปรึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น พูดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551 ตอนนั้นเพิ่มเลือกตั้งเสร็จ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 รู้ผลแล้วว่าพลังประชาชนชนะ สมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี พูดแบบนั้น เพราะหลังจากนั้นอีก 2 เดือน ทักษิณ ก็เดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 มาถึงก็กราบแผ่นดินไทยแล้วบอกว่า การกลับมาวันนี้ ผมไม่ขอยุ่งเกี่ยวการเมือง ผมขอเป็นระชาชนคนไทยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ผมไปมาทั่วโลกไม่มีแผ่นดินไหนอบอุ่นเท่าเมืองไทย

หลังจากนั้น เมื่อศาลฎีกาจะวินิจฉัยเรื่องคดีที่ดินรัชดา ผืนแผ่นดินไหนก็ไม่อบอุ่นเท่าแผ่นดินไทย ก็ไม่มีความหมายกับทักษิณแล้ว ก็หนีโดยอ้างว่าจะไปดูโอลิมปิกที่จีน จนมาถึงวันนี้ก็ไม่เคยกลับมาเลย 22 กันยายน 2552 บอกว่า หากผมไม่ถูกปฏิวัติจะอยู่ครบเทอมราวปลายปี 2552 ซึ่งตั้งใจว่าจะวางมือเลิกเล่นการเมืองในช่วงเวลานั้น ปีพ.ศ. 2552-2553 ม็อบคนเสื้อแดง นปช. เคลื่อนไหว จะเอาทักษิณกลับบ้าน ทักษิณประกาศ ผมจะนำพี่น้องเอง หากทหารลั่นกระสุน ปรากฎว่าเกิดการปะทะ ทักษิณก็หายเงียบไป แต่พอเลือกตั้งปี 2554 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทักษิณบอกว่าการเมืองเปิด เราจะเอาคนมีคุณภาพเข้ามาบริหารการเมือง มาบริหารประเทศ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุณภาพสุดๆ หญ้าแฝกเป็นหญ้าแพรก สารพัดสารเพ โคตรฉลาด โคตรมีคุณภาพของทักษิณ มันสวนทางกันหมด ต้องการเอาน้องตัวเองที่ตัวเองสั่งได้ จะมีผลกระทบต่อประเทศชาติก็ไม่ได้สนใจ

ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีวันที่ 15 เมษายน 2555 ทักษิณก็บอกว่าไม่คิดเข้าสู่การเมือง น้องผมเป็นนายกแล้ว มันหมดเจเนอเรชั่นผมแล้ว นี่คือครั้งที่ 5 แต่ไม่จบยังมีครั้งที่ 6 ซึ่งสำคัญเพราะเตรียมการจะกลับประเทศด้วยการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย เตรียมการมาแล้วปรากฎว่าเกิดคลิปถั่งเช่าขึ้น คลิปนี้ผมเป็นคนเผยแพร่เองในนามสำนักข่าวทีนิวส์ เป็นเสียงที่เหมือนกับพลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกกลาโหมพูดกับทักษิณ วันนั้น พูดกันยาวมาก 40 นาที แต่สาระสำคัญที่ทำให้เห็นว่าทักษิณบอกจะวางมือ บอกว่าพลเอกยุทธศักดิ์ว่า จริงๆแล้วอยากจะจบชีวิตการเมืองแบบง่ายๆ ให้ตัวผมไม่เล่นการเมือง วิธีง่ายๆก็คือ ให้ไปเป็นที่ปรึกษาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เอาผมไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเป็นองคมนตรี ผมก็จะวางมือทางการเมือง พูดกับพลเอกยุทธศักดิ์เพื่อที่จะให้เกิดการสื่อสารถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็น ผบ.ทบ. อยู่ในขณะนั้น ตอนนั้นจะมีทั้งจะปลดไม่ปลด พลเอกประยุทธ์ วางแผน และเดินตามยิ่งลักษณ์ จนคนออกมาโจมตี แต่ทักษิณรู้ฤทธิ์พลเอกประยุทธ์ดี ต้องการสื่อสารว่าขอให้ช่วยผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยเถอะ ตัวเองก็จะได้กลับประเทศไทย แต่ท้ายที่สุดเกิดกปปส.ขึ้น จบลงด้วยการยึดอำนาจของพลเอกประยุทธ์

วันนี้ทักษิณก็พูดเรื่องที่จะวางมือทางการเมือง อยากกลับประเทศมาเลี้ยงหลาน เชื่อได้ไหม บอกเลยว่า เชื่อไม่ได้ เพราะวันนี้ ม็อบเด็กเวรทั้งหลาย ถูกเทคโอเวอร์ด้วยแกนนำคนเสื้อแดงสายฮาร์ดคอ พวกท่อน้ำเลี้ยงต่างๆ พวกชายชุดดำ เข้าเทคโอเวอร์ม็อบแล้ว เวลาาทักษิณบอกว่าวางมือ แสดงว่าทักษิณไม่ขู่ก็คิดจะทำอะไรบางอย่างเสมอ ถึงบอกว่า คนนี้เชื่อไม่ได้ ก็น่าแปลกที่คนไทยจำนวนหนึ่งยังเชื่ออยู่ แต่วันหนึ่งความจริงทั้งหลายก็จะปรากฎขึ้น เหมือนที่ผมเอาความจริงมาพูด และก้ยังเชื่อว่า ทักษิณก็จะจบชีวิตอยู่นอกประเทศแน่นอน