หักหลัง เนวิน-สุดารัตน์-จตุพร จึงกลายเป็นหอก แทง “ทักษิณ-เพื่อไทย”

0

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ฟันธง ปี 2564 ทักษิณ-พรรคเพื่อไทย ถึงจุดตกต่ำ “เนวิน-สุดารัตน์-จตุพร” ชำระแค้นอย่างสาสม

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อต้ังสถาบันทิศทางไทย ได้พูดในรายการสนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง ถึงกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร รวมถึงพรรคเพื่อไทย ในปี 2564 นี้ ที่กำลังถึงจุดตกต่ำโดยกล่าวว่า การเมืองในปี 2564 ต้องจับจ้องไปที่ฝ่ายค้านและพวกต่อต้านรัฐบาล มีอันเป็นไป สะดุดขาตัวเอง ล้มไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน รัฐบาลอาจจะหนักหน่อยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโควิด ส่วนที่จะทำให้รัฐบาลพังก็มีอยู่เรื่องเดียว นั่นก็คือ เรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งบางพรรคในพรรคร่วมรัฐบาลมีข่าวหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ส่วนฝ่ายค้านที่จะพังอย่างแน่นอน ก็คือ พรรคเพื่อไทย ตอนปีใหม่ทักษิณ ชินวัตร ประกาศวางมือทางการเมือง ซึ่งประกาศมาไม่รู้กี่ครั้ง และทันทีที่ทักษิณประกาศวางมือทางการเมืองทุกครั้ง สถานการณ์ทางการเมืองจะร้อนแรงและไปในทิศทางที่จะรุนแรงมากขึ้น ครั้งนี้ไม่ว่าจะร้อนจะแรง ต้องเจ๊งไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน

ต้องทบทวนให้เห็นว่า การเจ๊งของพรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณนั้นจะเจ๊งอย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันกราบสะท้านแผ่นดิน หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ได้มีกาารปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลาออกจากประธานยุทธศาสตร์ รวมทั้งทีมของสุดารัตน์ก็ลาออกตาม ถือว่าจบความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับสุดารัตน์ ซึ่งมีมาอย่างยาวนานถึง 25 ปี นับตั้งแต่ร่วมมือกันในพรรคพลังธรรม เค้าลางแห่งความตกต่ำ แตกแยก ของระบอบทักษิณ ถ้าเรามองไปที่พรรคเพื่อไทย ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ความจริงมันพังมาตั้งแต่พรรคพลังประชาชน ย้ำว่า พรรคการเมืองในระบอบทักษิณ เริ่มจากไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนถึงพรรคเพื่อไทย พลังประชาชนเมื่อวาทะของเนวิน ชิดชอบ สะท้านแผ่นดินว่า “มันจบแล้วครับนาย” วันนั้นคือความเสื่อมทรุดของพลังประชาชนและพรรคการเมืองในระบอบทักษิณ เหตุผลง่ายๆในคำประกาศของเนวินของเพราะเนวินถูกทักษิณหักหลังร่วมกับสมัคร สุนทรเวช เนวินไปตั้งพรรคภูมิใจไทย แน่นอนว่า ไม่ได้เติบโตสมดังความตั้งใจของเนวิน แต่ทำให้พลังประชาชนเสื่อมทรุดลง แม้พลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งส่งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว มันเป็นความอ่อนหัดของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยของเนวินในตอนนั้นมากกว่า

รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคของพลังประชารัฐ นั่นเป็นการแก้แค้นทักษิณอย่างสาสม สำหรับเนวิน สถานการณ์ในตอนนั้น ทักษิณพยายามอย่างยิ่งที่จะติดต่อผ่านอนุทิน ชาญวีรกูลและอ้อมไปยังเนวิน ในการที่จะผลักดันให้อนุทินขึ้นนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมเป็นรัฐบาล แต่ติดขัดอยู่ตรงที่พรรคภูมิใจไทยไม่เล่นด้วย เกจิทางการเมืองบอกว่าที่ไม่เล่น เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยรู้ว่าพลังประชารัฐมีชุดสนับสนุน แต่ไม่ใช่หรอก ถ้าภูมิใจไทยเข้าร่วมกับเพื่อไทย เสียงในสภาผู้แทนราษฎรมีเกินครึ่ง วุฒิสภาไม่โหวต ก็ต้องมีปัญหาทันที แต่เนวินกับอนุทินไม่เอาด้วย แน่นอนว่ามาจากแค้นเก่า มาจากความรู้สึกที่ถูกทักษิณหักหลัง

กรณีของสุดารัตน์ ก็ดูจะไม่ต่างจากเนวิน เพราะหลังจากการลาออกของสุดารัตน์ ก็มีข่าวในการที่จะจัดตั้งพรรคไทยสร้างไทยขึ้น จากนั้นวัฒนา เมืองสุข โภคิน พลกุล ก็ลาออกตามมา แถมยังมีพงศกร อรรณนพพร อดีตสส.ขอนแก่น หลายสมัย พร้อมด้วยสส.อีสานอีกจำนวนหนึ่งที่มีการขยับตัว แต่ยังไม่ลาออก รวมทั้งอนุดิษฐ์ นาครทรรพและการุณ โหสกุล และบรรดากำลังหลักของสุดารัตน์ ซึ่งคุมกรุงเทพมหานครอยู่ ทั้งสิ้นทั้งปวงพร้อมที่จะถอนตัวออกจากพรรคเพื่อไทย แต่คนที่เป็นสส.อยู่ในตอนนี้ไม่สะดวก ออกมาก็จะสิ้นสภาพการเป็นสส.ทันที

ย้อนกลับไปดูความเสื่อมทรุดและเสื่อมถอยของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งนายกฯอบจ.ครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยส่งไป 25 จังหวัด เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ภาคเหนือ 6 จังหวัด ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก อีก 9 จังหวัด อีสานที่เคยเป็นฐานอันเข็มแข็งของเพื่อไทย ส่งไป 10 จังหวัด ได้แค่ 4 จังหวัด ที่เหลือแพ้ภูมิใจไทย ภาคเหนือดูแข็งแรงหน่อยส่ง 6 จังหวัด ได้ 5 จังหวัด ส่วนภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก ตกหมดไม่เหลือสักจังหวัด ต้องถือว่าหลังจากผลการเลือกตั้งออกมา แม้พรรคเพื่อไทยจะข้างๆคูๆ แถลงว่า ประสบความสำเร็จ เพราะได้ถึง 40% แต่ที่รู้กันว่าความหวาดหวั่น ความระส่ำระส่าย ได้เกิดขึ้นแล้วในพรรคเพื่อไทย ไม่เพียงเท่านั้น การเลือกตั้งนายกฯอบจ.ที่เชียงใหม่ เมื่อจตุพร พรหมพันธุ์ปรากฎตัวขึ้นและเกิดแรงปะทะกับทีมของสว.ก๊อง ซึ่งทักษิณสนับสนุน แน่นอนว่าเกิดแรงกระแทกกันระหว่างจตุพรกับคนในพรรคเพื่อไทย ลีลา ท่าที และความเป็นจตุพรไม่ก้มหัวให้ใครอยู่แล้ว สู้ทุกหยด แม้ฝ่ายตัวเองจะพ่ายแพ้ แต่ร่องรอยความแตกแยกของคนเสื้อแดง ก่อแก้วที่ออกมาท้าทายจตุพรและถูกจตุพรสวนกลับ ก็ยิ่งเห็นชัดว่า เสื้อแดง ซึ่งปริร้าวอยู่แล้ว นับตั้งแต่คราว ณัฐวุฒิ หมอเหวง ธิดา ไปรดน้ำสงกรานต์กับวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ไม่มีเงาของจตุพร และวีระกานต์บอกว่า ธิดาคือความหวังของนปช. จบสิ้นสำหรับเสื้อแดงซึ่งเป็นการจบสิ้นของทักษิณ ชินวัตร ด้วย

มนต์ขลังของทักษิณในวันนี้ จบแล้ว จตุพรเอาเจ๊เป็นจำเลย อาจจะเป็นเจ๊แดงที่หายตัวอย่างลึกลับในขณะนี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ ตกต่ำยังเท่าถึงดับสูญ เพราะการที่พรรคเพื่อไทย ส่งนายกฯอบจ.ลงในนามพรรค ปรากฎว่าวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ซึ่งลงสมัครนายกฯอบจ.ที่จ.เชียงราย เอาการหาเสียง การขอคะแนนจากทักษิณมาประกอบเป็นเครื่องมือในการหาเสียงของตัวเอง ต่อมานายศรีสุวรรณ จรรยา ร้องเรียนกับกกต.ให้ยุบพรรคเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ อ.วิสาระ ประณมกร โหราจารย์ชื่อดัง ซึ่งมีลูกศิษย์เป็นแสนๆคน ฟันธงว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องถูกยุบ ดูการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบ แต่เจอเหตุการณ์ที่เชียงรายของวิสาระดี ดูว่างานนนี้ท่าจะรอดยาก ปี 2564 เป็นปีที่ระบอบทักษิณจะพังทลาย เป็นปีที่พรรคเพื่อไทยจะต้องต่อสู้อย่างขนานหนัก ทั้งศึกสงครามภายในและปัญหาการถูกยุบพรรค จับตากันไว้ให้ดี