“สนธิญาณ” กระชากเสื้อ “ธนาธร” ท้าเดือด อย่าแอบใต้กระโปรงเด็ก ออกมานำเองซักที หลังปลุกม็อบรับปีใหม่!!

0

สนธิญาณ ซัด ธนาธร ปลุกม็อบรับปีใหม่ สร้างความวุ่นวายไม่ต้องการให้ประเทศเป็นสุข ลั่น แน่จริงเปิดหน้าออกมานำม็อบเอง อย่าแอบอยู่หลังเด็ก

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2564 นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ได้พูดในรายการสนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง ถึงกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่คอยปลุกม็อบรับปีใหม่ สร้างความแตกแยกให้กับประเทศ โดยกล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมือง ในปี 2564 จะเป็นพายุใหญ่กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะนำพาสู่ความสงบอย่างยั่งยืนต่อไป หรือจะจะกลายมาเป็นคลื่นโหมซัดสาดก่อกวนอยู่ตลอดเวลา เราก็คงจะได้รู้กันในเวลาในนานนี้

สถานการณ์การเมืองกับสภาพการคลื่นที่สาดซัดเข้ามาก็เหมือนกับพวกที่เข้ามาก่อกวนมาตลอดปี 2563 แม้จะมีสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความวุ่นวาย แม้สถานการณ์ของบ้านเมืองจะมีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะสถานการณ์โควิด แต่คนเหล่านี้ก็หาได้สนใจ แต่ก่อกวน ชักชวนพี่น้องประชาชน ลูกหลานของเรา ออกมาประท้วงโดยไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจว่า การชุมนุมประท้วงนั้นจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประเทศชาติและผู้คนหรือไม่ ขอให้เพียงจะสามารถตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองที่มีความอคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แน่นอนว่า การเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้พุ่งเป้าแลุมุ่งหมายสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากเงียบหายไปเพราะหน้าแหก เย็บไม่ติดจากการพ่ายแพ้การส่งนายกฯอบจ.ทั่วประเทศ และไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เก็บปากเก็บคำพร้อมๆกับสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนเกินที่จะสู้หน้าประชาชนได้นั่นก็คือ เรื่องของน้องชาย สกุลธร ที่ไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อต้องการที่ดินผืนงามด้วยเงิน 20 ล้านบาท จนผู้รับสินบนติดคุกไปแล้ว มิหนำซ้ำปลายปี ยังถูกตรวจสอบที่ดินที่แม่ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปซื้อเอาไว้โดยผิดกฎหมาย เป็นการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ แน่นอนว่าคดีนี้อาจจะทำให้นางสมพร ติดคุกได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะติดคุกหรือไม่ แต่อยู่พฤติกรรมของครอบครัวธนาธรที่ทำนั้น ไม่ชอบด้วยจริยธรรมและกฎหมาย ในขณะที่ตัวเองออกมาป่าวประกาศ จะสร้างสรรค์ประเทศขึ้นด้วยความคิดที่ก้าวหน้า ด้วยความคิดที่เห็นกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะยึดมั่นด้วยมิจฉาทิฏฐิว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นปัญหาของประเทศ ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ ที่สร้างสรรค์ประเทศชาติมา

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ดังที่เรียนไว้ตอนต้นว่า สถานการณ์การเมืองไทยในปีหน้าจะต้องดุเดือดเข้มข้นอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่หดหัวเงียบ ไม่กล้าโพสต์อะไรในกรณีของน้องและแม่ แต่ล่าสุดก็ได้โพสต์ออกมาแล้วว่า จากสถานการณ์โควิดที่ประชาชนทุกคนสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความ ประชาชนคนไทยรู้ดีว่า สถานการณ์การแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลนั้นเป็นอย่างไร เราอยู่รอดปลอดภัยกันมาได้ 10 เดือน เพราะประชาชนคนไทยให้ความร่วมมือกับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น รุนแรงขึ้นมาอีกรอบในขณะนี้ ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่บางคนเห็นแก่ประโยชน์ ปล่อยให้แรงงานต่างด้าวหลุดรอดเข้ามาจากชายแดนและได้นำพาเชื้อโควิดเข้ามาด้วย

ดังนั้น ธนาธร จึงฉกฉวยโอกาสโพสต์ว่า “จากความสิ้นหวังสู่ความหวัง จากวิกฤตแปรเปลี่ยนเป็นพลัง ด้วย ความกล้าหาญของประชาชน ความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมในสังคม รวมกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาลที่สั่งสมมานานหลายปี ระเบิดออกมาในรูปของการชุมนุมประท้วงและการแสดงออกหลากหลายรูปแบบ ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนคนหนุ่มสาว ไม่อาจถูกหยุดยั้งด้วยอำนาจรัฐที่ไร้ความชอบธรรม เพื่อรักษาอำนาจ โดยอ้างมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 มาปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนได้ เสียงของประชาชนคนไทยที่กล้าหาญเหล่านี้ กลายเป็นเสียงเรียกร้องแห่งยุคสมัยที่ต้องการอนาคตที่เท่าเทียม เป็นธรรม โดยที่ผู้ชุมนุมคณะราษฎรได้เปิดเพดานเสรีภาพแห่งการแสดงออกทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ด้วยข้อเรียกร้องที่เรียบง่ายแต่แหลมคมอย่างยิ่ง การมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับฉันทามติใหม่ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ปี 2563 คือปีแห่งการพิสูจน์สปิริตของประชาชน” นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ธนาธรโพสต์ ในขณะที่น้องตัวเองทำผิดจริยธรรม ทำผิดกฎหมาย รวมทั้งแม่ของตัวเอง ก็สามารถบิดเบือนโจมตีสถานการณ์การแก้ไขปัญหาโควิด ซึ่งประชาชนคนไทยสัมผัสและรู้สึกได้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ จนทั่วโลก นานาชาติให้การยอมรับ

แต่ยังไม่ร้ายเท่ากับสิ่งที่บิดเบือนถึงการออกมาต่อสู้ของคนหนุ่มสาวและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งออกมาร่วมด้วย บอกว่านี่คือเสียงเรียกร้องแห่งยุคสมัยที่ต้องการอนาคตที่เท่าเทียม เป็นธรรม คำถามคือ การออกมาแสดงความชื่นชมของธนาธร ข้อสงสัยที่ตั้งประเด็นถามมาโดยตลอด รวมทั้งสถาบันทิศทางไทยก็ออกมาถามว่า ทำไมธนาธรไม่ออกมานำการเคลื่อนไหว มานำการต่อสู้ด้วยตนเอง ปี 2563 ปีแห่งการพิสูจน์สปิริตของประชาชน และพิสูจน์สปิริตของธนาธรด้วยว่าไม่มีสปิริต ขี้ขลาด ในปี 2564 ธนาธรบอกว่า เป็นปีแห่งการต่อเติมไฟแห่งความหวัง การใช้อำนาจรัฐกดดัน คุกคาม ปิดปากด้วยการดำเนินคดีความ ไม่อาจยุติเสียงเรียกร้องแห่งยุคสมัยได้ แต่ยิ่งกลับทำให้การเคลื่อนไหวยิ่งขยายวงและทรงพลังมากขึ้น เราจะได้รู้ เราจะได้พิสูจน์กัน ว่าที่พวกคณะราษฎรออกมาเคลื่อนไหวและอ้างประชาชนเสียงส่วนใหญ่นั้น แท้จริงแล้วคณะราษฎรเป็นเสียงส่วนใหญ่ของคนทังประเทศหรือประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีเป็นเสียงส่วนใหญ่ ปี 2564 จะได้รู้กัน

การเคลื่อนไหวที่บอกว่า เจริญงอกงาม ล้วนดำเนินการไปภายใต้เทคนิคในการใช้โลกโซเชียลและการใช้นิวมีเดียในการปลุกเร้าข้อมูลที่ไม่เป็นจริง โกหกหลอกลวง ให้เด็กๆออกมาต่อสู้ และการต่อสู้ของเด็กๆบอกว่าจะเปิดเพดานการต่อสู้ออกไปอย่างกว้างขวาง ได้แสดงให้เห็นเสรีภาพ ล้วนแต่การโจมตีด้วยถ้อยคำที่หยาบคายและไร้หลักฐานต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ธนาธรกล้ากล่าวอ้างว่านั่นคือ ประเด็นแห่งเสรีภาพและเด็กเหล่านั้นจะต้องเจอกับคดีความ ใครทำผิดกฎหมายก็จะต้องรับผิด ซึ่งต้องย้ำว่า ทำไมธนาธร ถึงไม่ออกมานำการต่อสู้ด้วยตัวเอง เพราะกลัวติดคุก เพราะรู้อยู่แล้วว่า ประเด็นของการเคลือ่นไหวนั้น เป็นประเด็นที่แหลมคมและล่อแหลม เด็กๆก็รับกรรมไป บอกว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการรุ่งโรจน์แห่งการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร ของประชาชนที่ธนาธรอ้าง เราจะได้เห็นกัน ขอเพียงให้ธนาธรเปิดหน้าออกมา สถานการณ์การเมืองจะไปอีกรูปแบบหนึ่ง จะมีผู้คนอีกจำนวนมากที่เปิดหน้าออกมาสู้กับธนาธร สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะไปทะเลาาะกับเด็กที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูล และไปหลงเชื่อข้อมูลที่ถูกบิดเบือน พิสูจน์ได้จากแกนนำ รุ้ง ปนัสยา ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า ข้อเรียกร้องสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้ง 10 ข้อ เธอได้รับมา ก่อนที่จะขึ้นมาบนเวทีไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก่อนจะพูดก็ใจสั่น เป็นลมหลายตลบ และชัดเจนเมื่อได้มาแลกเปลี่ยนกับอ.อานนท์บนหน้าจอโทรทัศน์ของไทยรัฐทีวี รายการคุณจอมขวัญ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อเรียกร้องที่แกนนำ เยาวชน ออกมาเรียกร้องนั้น ไม่ได้รู้ ไม่ได้เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเลย ไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมาย ไม่ได้ศึกษาสภาพการณ์ต่างๆ ใช้ความรู้สึกและสำนวนโวหารในการปลุกเร้า ปลุกระดม ประชาชนบนเวทีม็อบเท่านั้น

เราจะจับตาดูกัน เพราะข้อความส่วนหนึ่งที่ธนาธรโพสต์ก็คือ “ภารกิจของผมและคณะก้าวหน้าในปี 2564 คือการเป็นหนึ่งในพลังที่ช่วยต่อเติมไฟแห่งความหวัง ขยายเสียงเรียกร้องแห่งยุคสมัยให้ดังไปถึงหูของผู้มีอำนาจให้ได้ เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ สร้างประเทศไทยที่คนไทยเท่าเทียมกัน นำพาประเทศไทยให้เท่าทันโลก แน่นอนว่าการต่อสู้ในปี 2564 ทั้งในสมรภูมิโควิด และสมรภูมิทางการเมือง จะเข้มข้นยิ่งกว่าในปี 2563 ” และสรุปว่า “ผมเชื่อเหลือเกินว่าประชาชนจะชนะในที่สุด และเมื่อชัยชนะมาถึง เราจะภูมิใจที่ได้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา อนาคตที่คนไทยเท่ากัน และประเทศไทยเท่าทันโลก” ชัยชนะที่ธนาธรพูดถึงถ้าหมายถึงข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ก็คือ การมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับฉันทามติใหม่ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังนึกไม่ออกว่าชนะนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยวิถีทางสันติ และวิถีทางรัฐสภา เพราะเสียงในสภาผู้แทนราฎร พรรคร่วมรัฐบาลที่ผนึกแน่นกัน ยังมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านอย่างท่วมท้น รัฐธรรมนูญฉบับฉันทามติใหม่ ยังไม่รู้เลยว่าจะร่างออกมาเป็นแบบไหน หากสมมติว่าได้มีการตั้ง สสร. ก็มาจากคนอื่นๆหรือธนาธรมั่นใจว่า ถ้าตั้งสสร.แล้ว สสร.ส่วนใหญ่จะเป็นพวกตัวเอง และสามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้กรอบแห่งการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือ

ส่วรูปแบบและวิธีการอื่นๆ จะนำพาไปสู่การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีทางเป็นไปได้ เว้นแต่ธนาธรคิดจะก่อความรุนแรง ซึ่งแน่นอนคงจะเรียนไปถึงธนาธร ขอให้คุณออกมา ออกมาเป็นผู้นำเอง อย่าอ้างว่าเติมเชื้อไฟ เพราะการจุดประเด็นคนลงมาบนท้องถนน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 คุณเป็นคนนำ คุณเป็นคนเปิดประเด็นการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าขี้ขลาด อย่าหัวหด อย่าแอบอยู่หลังเด็ก จงออกมาและเวลานั้น คุณจะได้พบว่า พลังของคนไทยที่นิ่งเงียบ แท้จริงเขาไม่ได้เงียบ เขารอจังหวะเวลาที่จะออกมากวาดล้างพวกคุณ เพราะเมื่อคุณไม่คิดจะใช้กระบวนการรัฐสภาและกระบวนการที่ต่อสู้จะด้วยความสงบ สันติ คุณต้องการความรุนแรง เชื่อว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีทางยอมคุณ รวมทั้งผมด้วย เจอกันแน่