“สนธิญาณ” ประกาศกร้าว หลัง “ธนาธร” ยื่นฟ้อง อยู่ต่อหน้าบัลลังก์จะได้รู้ ใครเนรคุณ ใครรับใช้ แผ่นดิน

0

ในรายการ สนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง ของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม วันนี้ รายงานเรื่อง เจอกันแน่ ธนาธร ฟ้อง สนธิญาณ จะได้รู้ ใครเนรคุณ ใครรับใช้แผ่นดิน โดยสนธิญาณกล่าวขึ้นต้นรายการว่ามีหมายศาล ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ฟ้องสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ในข้อหาหมิ่นประมาท

ไม่รู้ว่าจะต้องเป็นสนธิญาณถาม หรือว่าธนาธรต้องเป็นคนถาม ว่าให้สนธิญาณเกิดมาแล้ว ให้ธนาธรเกิดมาอีกทำไม หรือให้ธนาธรเกิดมาแล้ว ให้สนธิญาณเกิดมาก่อนทำไม เพราะว่า ตั้งแต่ผมรู้จักเด็กคนนี้มา ผมก็สรุปจากข้อมูลที่ได้สัมผัสมาโดยตลอดว่า นี่แหละตัวปัญหา ไม่ใช่ปัญหาของผมแต่เป็นปัญหาของประเทศชาติ

เหตุผลที่ต้องสรุปแบบนี้ เมื่อไปไล่เรียงดูประวัติ ดูคำพูด เด็กคนนี้ได้แสดงออกในการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 30 เลย 20 กว่าๆ และเห็นขบวนการเครือข่ายที่ก่อรูป ผมก็คิดว่าวันหนึ่งคงได้เจอกันแน่ และก็ได้เจอกันจริงๆ แต่ไม่ใช่การเจอกันบนความเกลียดชัง เป็นการเจอกันบนการทำหน้าที่

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ธนาธรทำหน้าที่ด้วยความเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมทำหน้าที่ เพื่อที่จะสกัดกั้นเพื่อไม่ให้ธนาธร คิดและทำอะไรสำเร็จด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่มี เพราะสิ่งที่ธนาธรคิดเป็นอันตราย ไม่ใช่อันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติบ้านเมือง เป็นอันตรายที่จะนำพาคนไทยให้มาปะทะและเข่นฆ่ากัน เพราะได้นำเสนอประเด็นที่ละเอียดอ่อน และแหลมคมยิ่งในความรู้สึกนึกคิดของประชาชน วันที่ 22 มีนาคม 2564 เป็นวันที่ 3 นัดหมาย ส่วนจะได้เจอหน้ากันหรือไม่ก็ไม่รู้เหมือนกันผมเป็นจำเลยต้องไปอยู่แล้ว

ผมเคยขึ้นศาลในข้อหาก่อการกบฏ ซึ่งไม่ใช่ข้อหากระจอกขึ้นศาลมา 6 ปี เกือบจะ 7 ปีเสียด้วยซ้ำ ไปศาลทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ที่ต้องนั่งอยู่หน้าบัลลังก์ ข้อหากบฏ เป็นข้อหาร้ายแรงโทษถึงขั้นประหารชีวิตเมื่อโทษร้ายแรง กระบวนการตามกฎหมายจึงระบุไว้ว่าจำเลยจะต้องนั่งฟัง คำให้การและการสืบพยาน เพราะจำเลยจะได้เข้าใจและรับรู้ ให้ความเป็นธรรมจำเลย นี่คือที่มาของ 8 ชั่วโมงนั้น

ผมอยากบอกว่าขอบคุณเพราะผมรอเวลานี้รอเวลาที่จะใช้อำนาจศาลเรียกข้อมูลและเรียกหลักฐานต่างๆอันจะเป็นองค์ประกอบให้ได้เห็นว่าธนาธรคิดอย่างไรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และหลังจากนั้น คำพิพากษาจะได้จารึกเอาไว้ว่าเป็นหลักฐาน เหมือนกับทักษิณ ชินวัตรรุ่นพี่ที่เดินหน้าไปก่อนแล้วไม่มีแผ่นดินอยู่ ศาลได้พิพากษาไว้ชัดเจนแล้วว่าทักษิณคิดอย่างไรกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ ขอบคุณมากธนาธร

ส่วนเนื้อหาที่ฟ้องและสาเหตุที่ฟ้อง เรื่องที่เกิดขึ้นเนื่องจากว่าในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันได้จัดชุมนุมที่ลานพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคําแหง เพื่อปลุกเร้า ลูกหลานชาวรามคำแหงให้ลุกขึ้นปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเป็นลูกพ่อขุนคนหนึ่ง เป็นคนที่มีชีวิต อยู่ในวันนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิก็เพราะมหาวิทยาลัยรามคําแหง บ่มเพาะตั้งแต่การเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทำงานเพื่อประชาชน เรียนจบมาเป็นบัณฑิตที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นคนหนึ่ง
ยามที่เกิดวิกฤต เพราะมีการล้อมยิงนักศึกษารามคำแหง เมื่อปลายปี พ. ศ. 2556 ในระหว่างการชุมนุมของ กปปส. ประมาณปลายเดือนธันวาคม ผมฝ่ากระสุนเข้าไปรายงานข่าวเพื่อต้องการบอกให้คนไทยได้รับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นที่รามคำแหง หัวจิตหัวใจความผูกพันระหว่างพี่น้องรามคำแหงเราเชื่อมโยงต่อเนื่องกันมาตลอด ดังนั้นวันนั้นคนจัดงานเขาก็เชิญผมไป ผมเวลาปราศรัยผมก็พูดเหมือนพูดเรื่องข่าวนี่ะ จริงๆผมใช้สติในการพูด

เนื้อหาในการพูดในวันนั้นที่ธนาธรเอามาฟ้อง ระบุว่า
“วันนี้ล่ะครับคนอย่างธนาธรที่พ่อเป็นต่างด้าวปลูกเป็นต่างด้าวปู่ย่ากับลุง ล่องเรือหนีบ้านเกิดตัวเองที่ประเทศจีน หลังจากที่คอมมิวนิสต์ยึดมาทำมาหากินอยู่ในเมืองไทย พอเริ่มจากเข้มแข็งแรงไปรับลูกชายอีก 4 คนหนึ่งในนั้นคือพ่อของธนาธร มาอยู่เมืองไทย ฉะนั้นธนาธรถือเป็นลูกต่างด้าว ได้มาอาศัยแผ่นดินไทย วันนี้เนรคุณ คิดไรเจ้าของบ้านเลวไหมล่ะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนผมอยากให้เราช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลนี้ออกไป ทั่วประเทศผมคิดว่าสิ่งที่ทำทอนกำลังเจออยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะไปที่สมุทรสาครปราจีนบุรีและก็จะเจออีกต่อไป ก็คือการต่อต้าน หรือการไม่ต้อนรับของประชาชนคนไทย”

ถ้อยคำเท่านี้แหละครับที่ธนาธรเอามาฟ้อง ให้เหตุผลในการฟ้องว่าเมื่อพิจารณาถึงข้อความดังกล่าว
“คำว่า “ไอ้ธนาธร” บุคคลที่ได้ฟังย่อมเข้าใจและรู้ดีว่าหมายถึงโจทย์ คำว่า “เนรคุณ” หมายถึงคนไม่ดีไม่รู้บุญคุณคนทรยศผู้มีพระคุณ และคำว่า “เลว” นั้นหมายถึงชั่วช้าต่ำทรามซึ่งขณะที่จำเลยป่าอาศัยอยู่บนเวทีนั้นจำเลยได้กล่าวชี้นำไปยังกลุ่มบุคคลที่ 3 ว่า “เลวไหมล่ะครับ” อันมีเจตนาเป็นการผู้ชี้นำให้บุคคลที่ 3 ที่นั่งฟังการปราศรัยของจำเลยตอบกลับมาว่า “เลว” ซึ่งเป็นการตอกย้ำหรือเน้นย้ำถึงนิสัยของโจทก์ว่าเป็นบุคคลชั่วช้าต่ำทรามอันเป็นเท็จ”

“เมื่อบุคคลทั่วไปได้ฟังข้อความการปราศรัยของจำเลยย่อมเข้าใจได้เลยว่า โจทก์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มเยาวชน ยุยง ปลุกปั่นให้เยาวชนออกมาจัดกิจกรรมทางการเมือง โจทก์เป็นคนไม่ดีไม่รู้คุณแผ่นดิน ทรยศประเทศชาติชั่วช้าต่ำทราม และคำว่า “คิดไล่เจ้าของบ้าน” ย่อมหมายถึงโจทก์มีความคิดขับไล่ผลักไสบุคคล ซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นเจ้าของประเทศออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์ไม่เคยมีพฤติกรรมสนับสนุนให้ใช้นโยบายในประเทศผู้ใดออกนอกราชอาณาจักร

ซึ่งขณะที่จำเลยปราศรัยอยู่นั้นได้มี บุคคลที่ 3 จำนวนหนึ่งที่ได้ฟังตะโกนขึ้นมาบนเวทีว่า “ฆ่ามัน” อันมีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่นให้ผู้ชุมนุมเกิดความเกลียดชัง และการใช้ความรุนแรงต่อโจทก์ การปราศรัยของจำเลยจึงเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย”

ผมจะบอกแบบนี้ ตอนที่ผมถามว่า “วันนี้ คนคิดไล่เจ้าของบ้านเลวไหมล่ะครับ” “ไม่เป็นไรครับไม่ฆ่ากัน” เสียงในคลิป ผมจะพูดอย่างนี้ทำไมครับ เพราะตอนที่ผมถามว่าเลวไหมล่ะครับ คนน่ะ ผมไม่ต้องไปอยู่หรอกครับ ไอ้ตะโกนเนี่ยเขาไม่ได้ตะโกนว่าเลว เขาตะโกนว่าฆ่ามันฆ่ามัน ความรู้สึกนั้นคือความรู้สึกของประชาชนที่เขาคิดอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเขาคล้อยตามผมนั้นเขาจะต้องตอบว่ามันเลว ผมถึงต้องพูดว่าไม่ฆ่ากันครับ และจริงๆผมรู้สึกและคิดแบบนั้นครับ ผมรู้สึกว่าการเบียดเบียนกันเป็นสิ่งที่เลวร้ายแต่ผมไม่ได้เบียดเบียนนายธนาธรผมทำหน้าที่ของผมเพราะนายธนาธรเป็นบุคคลอันตราย

ข้อมูลอีกข้อหนึ่งที่เขานำมาขยายคือ โจทก์มีความคิด ขับไล่ผลักไสบุคคล ซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นเจ้าของประเทศออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ผมหมายถึงพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว คำว่า “คิดไล่เจ้าของบ้าน” เพราะคุณเป็นคนอาศัย เป็นผู้มาอาศัยและเนรคุณหรือไม่นั้นต้องดู

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ. ศ. 2562 ประชาชาติธุรกิจ อยู่ในเครือมติชน ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจถือหุ้นใหญ่ ถือได้ว่าเป็นเจ้าของร่วม ได้รายงานข่าวสารไปว่าดังนี้ครับ
วันนี้มาทำความรู้จักเครือข่ายตระกูลธุรกิจแสนล้าน จึงรุ่งเรืองกิจ ในยุคเสื่อผืนหมอนใบคนจีนนั่งเรือสำเภามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในเมืองไทย รุ่นบรรพบุรุษ มีพ่อแม่แซ่จึงคนเดียวกันคือ อาฮง-ม้วยเฮียง อาฮง ในความหมาย ที่ประชาชาติรายงานก็คือปู่ของธนาธรประชาชาติรายงานเอาไว้อย่างนี้ ม้วยเฮียงก็คือย่าของธนาธร

ทำธุรกิจเริ่มต้น gen1 หมายถึงว่ารุ่นแรกพี่น้องท้องเดียวกัน 5 คน และเป็นต้นตระกูลจุฬางกูรกับจึงรุ่งเรืองกิจในปัจจุบัน ประกอบด้วยลูกชายคนโต ฮั่นตง แซ่จึง ในยุคที่ อาฮง-ม้วยเฮียง ได้นั่งเรือเข้ามาเมืองไทย ได้หอบลูกชายมาเพียงคนเดียว ซึ่งกาลต่อมาได้ตั้งชื่อนามสกุลไทยว่า สรรเสริญ จุฬางกูร ผมขยายความให้ฟังว่าคุณสรรเสริญก็คือฮั่นตง ซึ่งเป็นลูกคนโต ทำมาหากินจนตั้งตัวและขยายธุรกิจได้ น้องๆอีก 4 คนก็ตามมาช่วยธุรกิจครอบครัวทีหลัง จนกระทั่งรัฐบาลไทยเปิดให้ตั้งนามสกุลได้ ปรากฏว่าคราวนี้อากงอาม่ามีบทบาทในการตั้งชื่อ จึงตั้งนามสกุลไทยให้สอดคล้องกับแซ่จึง เป็นที่มาของนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจ ประกอบด้วยคนที่ 2 ชื่อเดิมคือ ฮั้งฮ้อ แซ่จึง ก่อนจะมาใช้ชื่อว่าพัฒนาจึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นบิดาของธนาธร ที่ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว สมรสกับสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประมุขแห่งกลุ่มไทยซัมมิท

ประชาชาติเขียนไว้ชัดเจนว่าคนจีนในยุคนั้นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ธนาธรจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกไม่รู้ได้ เพราะพฤติกรรมที่ธนาธรทำมันชัดเจนว่าไม่รู้สึกไม่สำนึก ซึ่งผมเรียกว่านั่นคือการเนรคุณ พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ จากการรับความคิด มาจาก ครูบาอาจารย์ในสถาบัน ที่ร่ำเรียนหรือจากเครือข่าย จัดตั้งเหมือนที่ผมเคยรับความคิดเหล่านี้มา

ผมจะย้อนตั้งแต่ธนาธรอายุ 29 ปี ธนาธรเคยได้ให้สัมภาษณ์กับ นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 263 ในเดือนมกราคม 2550 ซึ่งตอนนั้นธนาธรอายุ 29 ปี ธนาธรได้ให้สัมภาษณ์ที่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยนิตยสารสารคดีได้ถามว่า ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงคือการพึ่งตนเองได้ และสร้างภูมิคุ้มกันในธุรกิจของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เพิ่มทุน นี่หมายความว่าเป็นความเข้าใจ ในความหมายของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้นำเสนอมาโดยตลอด

ธนาธรบอกว่า “เราอยู่ข้างในก็ดีกันอยู่ โดยที่เราลืมไปอย่างหนึ่งว่ามันเป็นเพียงมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นเวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง ชุมชนนิยม หรือแม้แต่ในประเทศไทยเราบอกว่าเราไม่เปิดเสรี เพราะเรารู้สึกว่าอะไรก็ตามที่มาจากข้างนอกมันสร้างกิเลสมันสร้างความโลภมันเอาอะไรต่างๆที่ไม่ดีในเชิงจริยธรรมในเชิงศิลธรรมเข้ามาและเราพยายามปลูกฝังความคิด ชาตินิยมขึ้นมา แท้จริงแล้วการช่วยเหลือเรื่องชาตินิยมนั้นก็เพราะคุณต้องการปกป้องทุนชาติเพราะคนรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามา คุณเสียประโยชน์เพราะคุณแข่งขันสู้บริษัทยาพวกนี้ไม่ได้ ถามว่าเศรษฐกิจพอเพียงคุณปิดประเทศหรือเปล่า ถ้าคุณไม่ปิดประเทศ บริษัทยาพวกนี้เข้ามาผมถามว่าคุณแข่งขันสู้เขาได้หรือไม่ ตรงนี้แค่เกริ่นผมแค่หยิบยกมาให้เห็นแต่ท่านท้ายเขาสรุปว่า ท้ายที่สุดเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นเพียงวาทกรรมแบบหนึ่งเท่านั้นเอง”

ท่านผู้ชมคิดว่าคำให้สัมภาษณ์นี้ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หรือไม่ ถ้าดูหมิ่นและหมิ่นประมาทมีผิดมาตรา 112 แต่อายุความอาจจะขาดไปแล้ว ณเวลานั้น แต่นี่คือเด็กอายุ 19 ในเวลานั้นให้สัมภาษณ์ หลังจากนั้นปีที่เขาให้สัมภาษณ์มา 2550 จนถึงปีพ.ศ 2559 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้สิ้นพระชนม์ลง ที่ประชุมสมัชชาใหญ่UN ได้จัดให้มีการสดุดีถวายพระเกียรติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 เป็นการจัดอย่างยิ่งใหญ่จริงจังมีความหมายสะท้อนให้เห็นถึง ความยอมรับ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การถวายพระเกียรตินั้นมาจาก แนวพระราชดําริเศรษฐกิจพอเพียง และที่สำคัญ ได้รางวัลระดับโลกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับจาก UN นั้นมีถึง 13 รางวัลระดับโลก

ซึ่งเมื่อขึ้นศาลผมจะนำไปเรียบเรียงลำดับให้ฟัง เป็นหลักฐานอันหนึ่ง ที่จะเห็นชัดว่าธนาธรคิดอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนเรื่องเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 10 ก็เหมือนที่ผมได้เรียนไป จากหนังสือ Portrait ของนายธนาธร เขาไม่กล้านิสัยขี้ขลาด ไม่ใช่ลูกผู้ชาย อยากจะมีอำนาจต่อรองกับพระองค์ท่าน จิตเจตนาขอ

ดูวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ไปช่วยหาเสียงนายก อบจ. ที่ภูเก็ตชาวบ้านถามมีคลิปเผยแพร่ว่า คุณรักสถาบันหรือไม่ ธนาคารตอบว่าไง ท่านทราบไหม “คำถามนี้ไม่แฟร์เลยสำหรับสถานะตอนนี้” เขายกตัวอย่างว่า “ถ้าผมตอบว่ารักหรือไม่รักเราปลอดภัยเท่ากันหรือไม่” สุดท้ายธนาธรบอกว่าขอสงวนสิทธิ์

แล้วสิ่งที่คุณบอกว่าคุณคิดปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเจตนาดี มันมาจากพื้นฐานอะไร เมื่อชาวบ้านถามว่ารักหรือไม่รัก คุณตอบว่าไม่รักคุณกลัวไม่ปลอดภัย ถ้าคุณตอบว่ารักมันจะรู้สึกขัดกับสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ ดังนั้นในสิ่งที่คุณคิดว่าปฏิรูปนี่แล้วบอกว่าเป็นความปรารถนาดี ความปรารถนาดีมาจากความไม่รักไม่ได้ ความปรารถนาดีต้องมาจากความรักเท่านั้น แล้วเจอกันในศาลครับ