รุ้งเด็กสาววัย 22 ผู้ให้ “_วย” ปธ.สภาฯ มีน้ำตาคืออ่อนไหว-แต่แข็งกร้าว กับคดีม.112

0

ในรายการ สนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง ของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม วันนี้ รายงานเรื่อง “รุ้งเด็กสาววัย 22 ผู้ให้ “_วย” ปธ.สภาฯ มีน้ำตาคืออ่อนไหว-แต่แข็งกร้าว กับคดีม.112” โดยสนธิญาณกล่าวขึ้นต้นรายการว่า เมื่อกี้ไม่ได้ขึ้นรายการผิดหรอกครับ

ผมตั้งใจจะร้องเพลงนี้ เพราะเป็นเพลงที่ใช้ร้องในกิจกรรมนักศึกษามาตั้งแต่ยุคสมัยผม ร้องเพื่อปลุกเร้าให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงของสังคมอันเลวร้าย และโหดร้าย สังคมที่มีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบแล้วก็ขูดรีด เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่โด่งดังและก็ปลุกใจให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง

วันนี้นะครับผมจะมาพูดเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ก็คือน้องรุ้ง หรือนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล การเมืองสิ่งที่น่ากลัวที่สุดมันไม่ใช่การต่อสู้กันทางความคิดหรือเลวร้ายไปถึงขั้นมุ่งร้ายหมายปองชีวิต และเลวร้ายที่สุดคือการสร้างบาดแผลในความรู้สึกในจิตใจของผู้คนในสังคม จะขอพูดถึงน้องรุ้งเด็กสาววัย 22 ในฐานะของพ่อที่มีลูกสาว 2 คน ลูกสาวผมคนโตอายุมากกว่าน้องรุ้ง 12 ปี คนเล็กมากกว่า 4 ปี ในฐานะพ่อคนหนึ่งความรู้สึกในการสัมผัสต่ออารมณ์อันละเอียดอ่อนของลูกสาวของเด็กผู้หญิง ไม่ว่าเธอจะโตแค่ไหนก็ตามความรู้สึกของเราก็คือเด็กผู้หญิง ความรู้สึกของเราก็คือจะต้องการปกป้องและดูแลอยู่เสมอ

ผมได้ไปดูภาพการให้สัมภาษณ์ของ BBC ของน้องรุ้งกับพี่สาวซึ่งเป็นพี่คนกลาง ดูจากคลิปนี้ก็ได้เห็นถึงความรักความผูกพันของพี่น้องซึ่งมีให้กันอย่างลึกซึ้ง เหมือนที่ลูกสาวผมทั้งสองคนมี ความรู้สึกเจ็บปวดถ่ายทอดเข้าหากัน อารมณ์ละเอียดอ่อนเมื่อมีการพูด มีการกอด มีการร้องไห้ ในความรู้สึกช่างแตกต่างกับรุ้งที่เป็นแกนนำของเยาวชนปลดแอก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งแสดงท่าทีแกร่งกล้าจน BBC ยกให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพล

จากประวัติของเธอนั้นสื่อทั้งหลายรายงานตรงกันว่าตอนเด็ก ๆ เธอเป็นเด็กขี้อาย แตกต่างจากปัจจุบัน แต่สิ่งที่ผมไปค้นแล้วก็มานำเสนอให้ท่านผู้ชมได้รับทราบนั้นก็คือจุดเปลี่ยนของเธอน่าจะมาจากการที่ คือเป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนของสหรัฐอเมริกา ผมเรียนว่าสหรัฐอเมริกาไม่เคยลงทุนโดยไม่หวังผลตอบแทน และสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดก็คือการปลุกเร้าปลุกความคิดความเชื่อในแง่มุมของตนเองให้กับเด็กของเรา แล้วต่อมาทุกคนรู้ว่าน้องรุ้งเรียนที่ธรรมศาสตร์ คณะที่เรียนคือคณะสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยา คณะนี้นั้นมีคณาจารย์จำนวนมากที่ปลูกฝังเด็กให้เข้าใจสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างผิด ๆ และคาดเคลื่อน ไม่ได้ปลูกฝังในแง่ของแนววิชาการแต่ปลูกฝังโดยเอาข้อมูลทางวิชาการมาผสมกับความรู้สึก ไม่ใช่เฉพาะที่ธรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในสาขาวิชาแบบเดียวกันนี้ วิชาเลือกที่ลูกสาวผมเรียนเธอก็มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อเข้าห้องเรียน อาจารย์ก็พูดจนเธอไม่สามารถรับฟังจนต้องเดินออกจากห้องเรียน

เพราะฉะนั้นการบ่มเพาะความคิดทั้ง 2 แห่งจึงเป็นจึงเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญในชีวิตของน้องรุ้ง ซึ่งเธอได้ให้สัมภาษณ์ BBC ต้องเห็นว่าเธอเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวตลอดเวลา ร้องไห้อยู่แทบตลอดเวลา โอบกอดกันด้วยความรักความผูกพัน ซึ่งไม่แปลกที่เด็กสาววัย 22 จะอยู่ในสภาวะที่มีสภาวะอารมณ์แบบนี้ แม้ภาพข้างนอกของเธอจะดูแข็งแกร่ง และก้าวร้าวก็ตาม

รุ้ง ปนัสยา เป็นที่รู้จักเพราะเธอเป็นคนที่ขึ้นไปอ่านข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ บนเวทีการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งเป็นการชุมนุมในหัวข้อ ธรรมศาสตร์จะไม่ทน แล้วเป็นการเปิดตัวกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นั่นคือการเปิดตัวที่ผมเรียนได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่ทำให้เท้าของเธอข้างหนึ่งก้าวเข้าไปอยู่ในคุก ทำผิดกฎหมายไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงในการที่จะไม่รับผิดได้ ในวันนั้นข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ที่เธอเอาขึ้นไปอ่านบนเวทีการชุมนุมนั้นเธอได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC

ซึ่งเมื่อได้เห็นเนื้อหาการให้สัมภาษณ์โดยละเอียดก็ต้องถึงกับอึ้ง เธอบอกว่าเธอได้รับต้นฉบับข้อเรียกร้อง 10 ประการ ก่อนที่จะขึ้นพูดบนเวทีไม่นานนัก เพื่อนส่งมาให้หนูตอน 1:00 น. มันถามหนูว่าจะอ่านไหม ทุกคนรู้สึกว่ามันแรงมาก ตัวเองก็รู้สึกว่ามันแรงมาก แต่หนูรู้สึกว่ามันต้องพูด หนูเป็นตัวตั้งตัวตีในการจับม็อบนั้นแล้ว เรื่องสถาบันเป็นหนึ่งในความคิดหลักของหนูมาตลอด เลยอยากขึ้นไปพูดเรียกว่าขอขึ้นไปพูดก็ได้

ต้องนั่งจับมือทั้งสองข้างกับเพื่อน และถามว่าเราทำถูกใช่ไหม นี่คือสิ่งที่เราต้องทำใช่ไหม คำตอบก็คือใช่ มันคือสิ่งที่เราต้องทำ เลยนั่งสูบบุหรี่ตัวหนึ่งแล้วก็ขึ้นไปพูดในสิ่งที่คิดทั้งหมด รวมทั้งข้อเรียกร้องด้วย นอกจากนั้นเธอยังได้เปิดเผยว่าหนูขอแอมโมเนียทุกชั่วโมงตั้งแต่ 16:00 น. เป็นลมหลายรอบมันเครียดแล้วมีความกลัว กลัวว่าเราพูดแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง รู้แล้วว่าพูดไปชีวิตจะไม่เหมือนเดิม นั่นคือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากอารมณ์ของเด็กสาววัย 22 ที่ขึ้นเป็นผู้นำ

ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อมาจากไหน มาจาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่ใครจะเอามาให้น้องรุ้งนั้นไม่ทราบได้ สมศักดิ์นั้นได้ทำข้อเรียกร้องนี้มาก่อนหน้าและได้พูดกับอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์ของสถาบันทิศทางไทยว่า ข้อเสนอทั้ง 10 ข้อเป็นของตัวเขาเอง ลองคิดดูนะครับว่าข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ที่เพิ่งได้รับมาไม่นานนักแล้วมันตรงกับความรู้สึกของเธอ เธอจึงต้องพูด เธอรู้ว่าพูดแล้วชีวิตมันจะเปลี่ยน แต่เธอก็พูด ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ศึกษาในเรื่องที่เธอจะพูดอย่างละเอียดถี่ถ้วนจริงจัง เพราะความจริงทั้งหลายได้มาปรากฏขึ้นในคืนวันที่ 27 พฤศจิกายน ซึ่งคนทั้งประเทศได้เห็นในความจริงที่ปรากฏนั่นก็คือ เธอไปออกรายการถามตรง ๆ กับจอมขวัญ ทางไทยรัฐทีวี ซึ่งผู้ที่ไปร่วมรายการกับเธอในวันนั้นคือ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิทย์ อาจารย์จากนิด้า แล้วเป็นนักวิชาการของสถาบันทิศทางไทย

การพูดคุยแลกเปลี่ยน แม้วันนั้นผู้ชมจะเห็นสิ่งที่จอมขวัญพยายามช่วยรุ้ง แต่ข้อมูลทั้งหลายที่ ดร.อานนท์นำมาเสนอนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นข้อเท็จจริง ในขณะที่รุ้ง แกนนำม็อบคนสำคัญ ที่เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปไม่ถูก ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง ที่แกนนำขึ้นไปปลุกเร้าชักนำคนอื่นแต่ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร

จากเด็กขี้อายที่เดินเข้าสู่เวทีนักกิจกรรม นักศึกษากิจกรรม นักศึกษากิจกรรมของธรรมศาสตร์ เธอสังกัดพรรคโดมปฏิวัติ และเข้าร่วมกับสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แม้ภาพที่ได้แสดงออกทางคลิปของ BBC ของเธอจะเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว แต่ถ้าย้อนไปดูการโพสต์ของเธอเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 หลังจากที่รัฐสภาได้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ ของส.ส. ทั้งจากพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน แต่ไม่รับร่างของไอลอว์ ซึ่งบรรดาแกนนำบอกว่าเป็นฉบับของประชาชน วันนั้นเด็กสาววัย 22 ที่มีอารมณ์อันละเอียดอ่อนให้จุ…กับท่านชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และวันนี้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตำแหน่งประธานรัฐสภา และถือเป็นนักการเมืองน้ำดีของประเทศไทย อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ที่วูบวาบ มาจากอารมณ์อันละเอียดอ่อนกลายมาเป็นเด็กที่ก้าวร้าว หยาบคายต่อผู้ใหญ่ถึงขนาดนั้น ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับเมื่อเธอได้ปราศรัย หรือพูดในทำนองเดียวกัน ในการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ และด้วยการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ทำให้เธอวันนี้ต้องคดีทั้งสิ้น 6-7 คดี ที่แน่ ๆ ก็คือคดีตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีโอกาสสูงอย่างยิ่งจากพฤติกรรมคำพูดและการกระทำต่าง ๆ ประกอบความผิดมันครบถ้วน

ผมไม่ได้ไปตัดสินใจแทนศาลแต่มันเข้าองค์ประกอบจริง ๆ โอกาสที่จะติดคุกอย่างยาวนาน เพราะกระทำความผิดซ้ำซ้อนหลายกระทง ย้อนกลับไปดูคลิปที่พูดแรก ๆ ที่เธอเคลื่อนไหวก็ทะเลาะกับแม่ แต่วันนี้แม่กลับนิ่ง และให้กำลังใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เมื่อลูกเผชิญเหตุแบบนี้พ่อแม่ก็ต้องกางปีกขึ้นมาอบรมลูก เพียงแต่น่าเสียดายว่าการทะเลาะระหว่างรุ้งกับแม่ตอนช่วงต้น ถ้ามันเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็น่าที่จะทำให้บรรยากาศและสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เป็นแบบนี้

ถามว่าในอารมณ์แบบนี้ของเด็กอายุ 22 ทำไมเธอถึงต้องเดินมาถึงจุดนี้ผมขอตอบในฐานะนักศึกษากิจกรรมซึ่งในยุคสมัยนั้นมันรุนแรงกว่าที่รุ้งทำในสมัยนี้ ผมไปจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เข้าป่า เป็นหน่วยที่ฝึกอาวุธ และจัดตั้งกองกำลังขึ้นในเมือง ในขณะนั้นไม่ใช่ใหญ่โต เพื่อปกป้องนิสิตนักศึกษาซึ่งทุกฝ่ายในขณะนั้น เมื่อการพ่ายแพ้ในชนบทเริ่มเสื่อมถอย และมีทีท่าอ่อนล้าหรือจะถึงขั้นพ่ายแพ้ เราก็พยายามศึกษาการลุกขึ้นสู้ การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างที่เรียกว่าสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย และอันตรายถึงแก่ชีวิตเพื่อน ๆ ที่อยู่ในเขตป่าเขา เขาจะบอกว่าพวกเขาอยู่ได้เราอยู่แนวหน้าเพราะเผชิญหน้ากับศัตรูอยู่ตลอดเวลา

ผมเล่าเรื่องแบบนี้มาไม่แค่จะสรุปว่าไม่ใช่หรือเดินไม่ใช่แค่จะสรุปว่าผมเก่งกล้า หรือเดินทางแบบนี้แล้วมันรู้สึกภาคภูมิใจ ผมต้องการที่จะสะท้อนบรรยากาศและอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมทำเหมือนที่รุ้งเชื่อมั่นในสิ่งที่เธอทำ ภายใต้ความเชื่อมั่นของเธอกับสิ่งที่ผมเชื่อมั่นไม่ได้แตกต่างกัน เพราะความเชื่อมั่นนั้นมาจากข้อมูลที่เรารับมาเพียงส่วนเดียว แต่โดยความเป็นวัยรุ่น ความที่เป็นคนหนุ่มสาว คิดอะไรแต่เรื่องเฉพาะหน้ามีอารมณ์มากกว่าสติปัญญาที่จะไต่ตรองเราจึงเชื่ออะไรง่าย และรับเอาสิ่งที่เราได้เช่นนั้นมาขยาย ต่อจนเอาชีวิตไปเสี่ยง

เมื่อก่อนเสี่ยงกับกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นความตาย เหมือนกับที่น้องรุ้งเสี่ยงอยู่ตอนนี้ แต่ตอบได้เลยว่าไม่ว่ายุคสมัยผมหรือยุคสมัยนี้นักศึกษากิจกรรมล้วนถูกหลอกเป็นการยอมรับความถูกหลอกเพื่อความเต็มใจ เพราะการสร้างความรู้สึกทางอารมณ์ในการเชื่อมั่นตนเองว่าเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงที่ผมอยากจะพูดกับพ่อแม่น้องรุ้ง และพ่อแม่นักศึกษาคนอื่นก็ตามแต่ มันมีคำถามที่ผมพูดเรื่องน้องทรายซึ่งมาเป็นแม่ยกเคลื่อนไหวสนับสนุนแกนนำทั้งหลาย โดนคดีมาตรา 112 ไม่เข้าใจมันต้องผิด เพราะคุณให้การสนับสนุน กฎหมายบอกชัดเจนว่าต้องรับโทษ 2 ใน 3 เพราะเจตนาคุณรู้อยู่แล้วว่าเด็กพวกนี้เคลื่อนไหวจะโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่สังเกตไหมว่า บรรดาพวกที่เป็นหัวโจกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นธนาธร ไม่ว่าจะเป็นปิยบุตร ไม่ว่าชาญวิทย์ รวมทั้งบรรดาคณาจารย์ต่าง ๆ ที่ปลูกฝังความคิดของเด็กขึ้นมา ไม่เคยออกหน้ามาเดินกับเด็กหรือก้าวเข้ามามีความเสี่ยงเหมือนกับเด็ก ๆ เราจะด่าว่าขี้ขลาดยังไงพวกนี้ก็ไม่ยอมออกมา ธนาธร ปิยบุตร ช่อ เนี่ย กฎหมายเขาตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเกิดผลกระทบทางการเมืองอะไรก็หาไม่ เงินทองอุปกรณ์สรรพสิ่งพร้อมในการที่จะออกมาเป็นผู้นำม็อบ แต่ทำไมถึงไม่ออกมา เพราะเขารู้ว่ามันจะผิดกฎหมาย แล้วเขามีโอกาสที่จะเสี่ยงกับคุกกับตะราง วันนี้สิ่งที่ผมหยิบยกน้องรุ้งขึ้นมาพูดไม่ใช่เพื่อต้องการความเกลียดชัง แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันเป็นสาระสำคัญ น้องรุ้งเองพ่อแม่น้องรุ้งเองก็ต้องเข้าใจ ในครอบครัวน้องรุ้งได้แสดงความรักความอบอุ่นความเอื้ออาทรต่อกัน

สถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าจะอยู่ในสถาบันที่สูงส่ง แต่พระองค์ท่านทุกพระองค์ก็ล้วนเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกมีจิตใจเหมือนกัน ท่านก็มีความรักความละเอียดอ่อนทางอารมณ์เหมือนที่น้องรุ้งมีกับพี่สาว หรือแม่มีกับน้องรุ้ง เพราะเราทั้งหลายล้วนเป็นมนุษย์ เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเกิดแก่เจ็บตาย ที่จะต้องถึงที่หมายปลายทางทั่วทุกคนที่สุดก็คือความตาย แน่นอนเราพูดว่าช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะต้องเดินทางไปด้วยความดี แต่ความดีที่ว่านั้นมันถูกสร้างเป็นมายาคติมาหลากหลายรูปแบบ น้องรุ้งอาจจะคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั่นเป็นความดี แต่วันหนึ่งในวันข้างหน้า หวังว่าเธอจะได้ทบทวน และเห็นความจริงเหล่านี้ แล้วก็ถึงวันนั้น ก็ขอให้บารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้คุ้มครอง บารมีของพระรัตนตรัยได้คุ้มครองปกป้องเธอ และทำให้ความคิดเธอเป็นสัมมาทิฏฐิเห็นความจริงเหมือนที่ผมได้เห็นมาแล้ว