สนธิญาณ แฉความจริง เหตุผลที่ต้องไปคูหา แต่ไม่กาให้ “คณะล้มเจ้า” เพื่อปกป้องประเทศไทย

0

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ฟันธง ธนาธร-ปิยบุตร คณะก้าวหน้า ยึดประเทศ 20 ธันวาคมนี้ รวมพลังประชาชนคนไทย อย่าให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ได้พูดในรายการสนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง ทางเพจสถาบันทิศทางไทยถึงกรณีของนายธนาธรและปิยบุตร คณะก้าวหน้าที่ลงหาเสียงเลือกตั้งนายกอบจ. ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ โดยกล่าวว่า 20 ธันวาคมจะต้องตัดสินใจเลือกนายกฯอบจ.กันทั้งประเทศ การเลือกนายกฯอบจ.ในครั้งนี้ เป็นศึกการเมืองท้องถิ่นไม่ธรรมดาทันที ที่เกิดการปรากฏตัวของกลุ่มก้าวหน้า ซึ่งนำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล และช่อ พรรณิการ์ รวมทั้งทีมงาน

การเคลื่อนไหวของทีมธนาธรในนามกลุ่มก้าวหน้า ต้องถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวอย่างไม่ธรรมดาและมียุทธศาสตร์ เพราะส่งลงสมัครถึง 42 จังหวัด แต่เดิมการเลือกตั้งนายกฯอบจ. หลักก็จะอยู่ที่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา 4 พรรคหลัก เพราะระบบการเลือกตั้งเดิมทุกพรรคการเมืองที่คุมพื้นที่จังหวัดไหนก็พยายามจะคุมพื้นที่ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ นายกฯอบจ. นายกเทศมนตรี นายกอบต. ล้วนเป็นฐานการเมืองที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งสส.และที่สำคัญจำนวนของสส.ก็จะนำไปสู่การกุมอำนาจรัฐ การจัดตั้งรัฐบาล ดังน้ันทุกพรรคก็จะต้องพยายามสนับสนุนคนของตัวเองลงสู้ศึกนายกฯ อบจ. แต่ครั้งนี้การส่งนายกฯอบจ.ของกลุ่มก้าวหน้าไม่ได้คิดกันแบบเดิมแล้ว ทำไมพรรคก้าวไกลที่ต่อเนื่องจากพรรคอนาคตใหม่ ถึงไม่ส่งผู้สมัครลงในนามพรรคก้าวไกลเลยเหมือนที่พรรคการเมืองอื่นๆเขาทำกัน หรือถ้าไม่อยากปรากฎตัวในนามพรรคก็แสดงสัญลักษณ์บางอย่างว่า นายกฯอบจ.หรือสจ.คนนี้มาจากพรรคการเมืองนั้น ก็เพราะการเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกลกับขบวนการประชาชนที่เชื่อมโยงกันอยู่ข้างนอกเป็นหนึ่งเดียวกัน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

แต่พรรคการเมืองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพรรคการเมือง ความหมายคือ พรรคก้าวไกลกับขบวนการประชาชนข้างนอกที่มุ่งโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ การเชื่อมโยงกันแล้วไปเคลื่อนไหว มันมีกรอบมีกฎเกณฑ์ของกฎหมายควบคุมอยู่ ดังน้ัน จึงต้องปรับยุทธศาสตร์ตั้งกลุ่มก้าวหน้าขึ้นมา และทำให้ธนาธร ปิยบุตร และช่อ ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองสามารถออกมากระโดดโลดเต้นในทางการเมือง ในการเลือกนายกฯอบจ. เลือกตั้งสจ. ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในครั้งนี้ ทีนี้ต้องมาดูว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าว เราจะต้องเห็นว่า เป็นการเคลื่อนไหวมวลชนในรูปแบบหนึ่ง พรรค แนวร่วม มวลชน หากมีเป้าหมายและทิศทางในการเคลื่อนไปทางเดียวกัน มันจะถูกกระบวนการการยึดโยง เชื่อมโยงภายใต้กลุ่มจัดตั้ง และยิ่งทุกวันนี้มีเครือข่ายของโซเชียลมีเดียเชื่อมโยง มันก็จะทำให้การดำเนินการเชื่อมโยงไปในแบบนั้น

อย่าลืมว่า การเลือกตั้งนายกฯอบจ.ในครั้งนี้ มันไปตรงกันกับจังหวะเปิดตัวของคณะม็อบล้มเจ้า มาในทางเดียวกันเลย กระแสของม็อบล้มเจ้า กดดันกระแสทางการเมืองในระดับใหญ่ ธนาธรและคณะก็ลงไปเคลื่อนไหวในจังหวัดต่างๆ ด้วยข้ออ้างการเลือกนายกฯอบจ. แต่ตัวธนาธร ตัวปิยบุตร และต้วช่อ ชัดเจนในแง่จุดยืนที่ประชาชนรู้ว่าทั้งสามคนนี้ คิดอะไร กลุ่มก้าวหน้าส่งทั้งหมด 42 จังหวัด แบ่งเป็นภาคเหนือ 7 จังหวัด ใต้ 5 จังหวัด ตะวันออก 4 จังหวัด ตะวันตก 1 จังหวัด กลาง 12 จังหวัด อีสาน 13 จังหวัด รวมไปเป็น 42 จังหวัด ในแต่ละจังหวัดที่ติดตรากลุ่มก้าวหน้าเหมือนๆกัน เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน บรรดาแกนนำก็ลงไปหาเสียงด้วยคาวมคึกคักเช่นเดียวกัน เพียงแต่ความคึกคักของบรรดาแกนนำที่ลงไปหาเสียงในพื้นที่ต่าๆ กระแสการเมืองที่ม็อบล้มเจ้าเคลื่อนอยู่ในกรุงเทพ มันก็ไปเชื่อมโยงกัน กระแสในต่างจังหวัดก็ต้องจับตาดูว่า มันเป็นสองกระแสหรือไม่

แต่กระแสต่อต้านธนาธรเกิดขึ้นหนักมาก สรุปแล้วในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาที่ธนาธร ปิยบุตร และช่อ ลงไปหาเสียงโดนการต่อต้านถึง 32 ครั้งในทุกจังหวัดที่ลงไปหาเสียง อยู่ที่ว่าจะถูกต่อต้านในรูปแบบใด ด้วยวิธีการอย่างไร เป็นการต่อต้านแบบมีการจัดตั้งหรือการต่อต้านโดยธรรมชาติต้องไปพิจารณาเอาเอง แต่ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตามแต่ ประเด็นของการต่อต้านคือ คำถามที่ว่า ทำไมธนาธร ถึงต้องการล้มสถาบัน ธนาธรจะเอ่ยอ้างอย่างไรก็ตาม ประชาชนถึงกับถามว่า รักสถาบันไหม ก็หลีกเลี่ยงไม่ตอบ วิธีการต่อต้านในบางครั้งบางคราวก็เปิดเพลงหนักแผ่นดิน ปิดกั้นโรงแรม แต่ในวิธีการต่างๆที่ประชาชนต่อต้าน ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่ว่า ธนาธร ปิยบุตรและช่อ คิดอย่างไร ประชาชนเข้าใจไม่ผิดเพราะถ้าคณะก้าวหน้าชนะการเลือกตั้งทั้ง 42 จังหวัด หรือมากกว่าครึ่ง จะเกิดปัยหทางการเมืองอย่างรุนแรงขึ้นในทันที จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ธนาธรและปิยบุตรเอมาอ้างได้ว่าเห็นไหม ประชาชนคนไทยยังสนับสนุนพวกเขา ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่เอาสถาบัน สถาการณ์การเมืองจะรุนแรงขึ้น กลัวว่าจะเกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างพี่น้องประชาชน

การเลือกตั้งทีผ่านมา ที่พรรคอนาคตใหม่ชนะอย่างมากมาย ดดยการวิเคราะห์ก็คือ คนเบื่อนักการเมืองเก่า ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่สำนึก แต่พอมีหน้าใหม่เกิดขึ้น ตนก็เชียร์ เชียร์ในลักษณะพรรคการเมืองแบบนี้ แต่รู้พฤติกรรมของธนาธร เพราะติดตามหนังสือฟ้าเดียวกันมาตั้งแต่เริ่มออก วันนี้ก็ต้องจับตาดูว่า หลังการเลือกตั้ง หรือก่อนการเลือกตั้ง การที่ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ได้ไปกล่าวโทษร้องกกต.ให้สอบคณะก้าวหน้าว่าดำเนินกิจการกิจกรรม เช่นเดียวกับพรรคการเมืองหรือไม่ เหตุผลของศรีสุวรรณ ก็ชัดเจนว่า เพราะกฎหมายพรรคการเมืองเขียนไว้ว่า มาตรา 111 ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปดําเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง หรือผู้ใดดําเนินการไม่ว่าด้วยวิธีใดให้เข้าใจว่าเป็นพรรคการเมืองโดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดห้าปี ศรีสุวรรณก็ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า ภายใต้ข้อกฎหมายดังกล่าว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช ได้ร่วมกันจัดตั้งคณะก้าวหน้าขึ้นมา โดยมีการกำหนดตำแหน่งประธาน กรรมการ และเลขาธิการ โดยมีภาพเครื่องหมายของคณะเช่นเดียวกันกับพรรคการเมือง และดำเนินกิจกรรมต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับพรรคการเมือง เช่น การจัดประชุมเปิดตัวผู้สมัคร และส่งคนสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(นายก อบจ.) และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.) กว่า 40 จังหวัด ทั่วประเทศในนามกลุ่มก้าวหน้า โดยใช้สัญลักษณ์หรือโลโก้กลุ่มในสื่อหาเสียงต่างๆ และให้นายธนาธร นายปิยบุตร และน.ส.พรรณิการ์ ก็ไปร่วมปราศรัย เดินรณรงค์หาเสียงด้วยเช่นกัน

ประเด็นข้อกฎหมาย มี 2 ประเด็น คือ 1.ธนาธร ปิยบุตรและช่อ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง คถามคือ การเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นนี้ ถือเป็นการเมืองหรือไม่ แต่ในแง่กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 111 เราแยกได้เป็น 2 ประเด็นคือ ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปดําเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง อันนี้เข้าข่าย สองคนขึ้นไป อันนี้ชัดเจน ดำเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง ก็เข้าข่ายเพราะมีโลโก้ มีการตั้งประธาน เลขาธิการ การดำเนินงานต่างๆ อีกข้อหนึ่งคือ ผู้ใดดําเนินการไม่ว่าด้วยวิธีใดให้เข้าใจว่าเป็นพรรคการเมือง อันนี้ไม่เข้าเพราะเป็นการไปหลอกคนอื่นว่าเป็นพรรคการเมืองแต่ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง แต่นี่ทำในรูปแบบของพรรคการเมือง กฎหมายห้ามมีสิทธิ์ที่จะติดคุก ซึ่งประเด็นดังกล่าว ความจริงมีข้อกฎหมายชัดเจนตรงที่ ปิยบุตรได้ไปปราศัยหาเสียงที่บึงกาฬและพูดกับประชนผูกมัดตัวเองเหมือนที่ช่อเคยพูดผูกตัวเอง ปิยบุตรพูดว่า ผมเสนอว่าถ้ายังรักธนาธร ยังรักปิยบุตร เสียดายโอกาสไม่ต้องรออีก 10 ปี วันที่ 20 ธันวาคมนี้ ไปกากบาทเลือกผู้สมัครคณะก้าวหน้า น่นคือการแสดงออกว่ายังรักและสนับสนุนพวกเราพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไป แสดงว่าพวกเขาเห็นว่า ต่อให้ยุบอีกกี่พรรค พี่น้องประชาชนก็เดินหน้าสนับสนุนพวกเราต่อไป เลือกนายกฯอบจ. คณะก้าวหน้า แปลว่า ธนาธรจะได้กลับเข้ามามีบทบาท ถึงเวลาถูกดำเนินคดี ก็ร้องมีแต่กล่าวหาผู้อื่น ตัวเองเป็นนักกฎหมายซะเปล่า พี่น้องประชาชนคนไทยต้องพิจารณาว่า 20 ธันวาคมนี้ คนไทยจะร่วมใจกันลงโทษพวกคิดล้มเจ้าหรือไม่