ดร.สุวินัยตามหายอดกุนซือเร้นกาย เถ้าแก่ร้อยล้านวัย37 ผู้เขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ในหลวง

0

จากที่วันนี้ (17 ธ.ค.63)  ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย ได้เขียนบทความถึงบุคคลหนึ่ง ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากดูประวัติเพียงส่วนเสี้ยวก็พบถึงความสามารถ ทั้งมีเรื่องราวที่น่าประทับใจต่อความรู้สึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

ขงจื้อบอกว่า “คนซึ่งเกิดมามีความรู้เอง อยู่สูงสุด”คนบางคนเป็นกุนซืออัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัย ในกลุ่มไลน์ฝ่ายพิทักษ์สถาบันกลุ่มหนึ่ง … ผมเพิ่งพบยอดคนเร้นกายบางคนที่น่าสนใจมาก

เขาเป็น ผู้ประกอบการตั้งแต่เป็นนักศึกษาปี 2 … หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือ “พ่อรวยสอนลูก” ที่เปิดกะโหลกเขาด้วยโมเดล ESBI  โมเดลนี้สอนว่า คนบนโลกนี้มีแค่ 2 แบบ คือคนทางซ้าย และคนทางขวา

คนทางซ้ายคือ คนที่ทำงานเพื่อเงิน สูญเสียเวลาไปกับการหาเงินคนทางขวาคือ คนที่ใช้เงินทำงานแทน ใช้คนเก่งทำงาน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

โลกนี้ไม่เคยสมดุลและเท่าเทียม เพราะคนทางซ้ายมีเยอะถึง 90% แต่ครองทรัพย์สินเพียง 10% ส่วนในเมืองไทย คนทางขวามีแค่ 1% เอง

คนทางซ้ายมี 2 ประเภท คือ Employee  กับ Self Employee

คนทางขวามี 2 ประเภท คือ Business กับ Investor

คนทางซ้ายทำงานเพื่อเงิน คนทางขวา ใช้เงินทำงานแทน ใช้คนเก่งทำงาน ใช้ระบบทำงาน

คนทางซ้ายไม่มีเวลา คนทางขวา มีอิสระ มีเวลา

คนทางซ้ายหยุดเลิกทำงานไม่ได้ คนทางขวาหยุดได้

เขาตัดสินใจเลือกเส้นทางของคนทางขวาตั้งแต่อายุ 20 ปี

โดยเขาเลือกทำขายตรง เป็นระดับมรกต ตอนยังเรียนอยู่ปี 2 ที่มหาวิทยาลัย ในสายวิทยาศาสตร์  เขาหาเงินเองเดือนละเป็นแสนได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

พออายุ 22 ปี เขาขายรหัสขายตรง เพื่อเอาเงินก้อนมาลงทุนทำอพาร์ทเมนต์ ตามสูตรพ่อรวยสอนลูก

พออายุ 25 ปี เขาขายอพาร์ตเมนต์ กู้ธนาคารมาสร้างโรงแรมขนาดเล็ก

พออายุ 27 ปี เขาสามารถโปะหนี้โรงแรม 30 ล้านได้หมด

เขาเป็นอิสระทางการเงินตอนอายุ 35 ปี

ปัจจุบันเขาอายุ 37 ปี ถ้าเขาทำได้แค่นี้และเป็นแค่นี้ ผมคงแค่ชื่นชมเขาที่ประสบความสำเร็จเป็นเถ้าแก่น้อยร้อยล้านคนหนึ่งของเมืองไทยเท่านั้นเอง

อันที่จริงผมก็เคยเจอเทรดเดอร์หนุ่มที่มีความสามารถสูงจนสามารถมีอิสรภาพทางการเงินแบบเขานะ  … แต่ที่ต่างกันมากๆคือ ทัศนคติและอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม เพื่อบ้านเมือง เพื่อพิทักษ์สถาบันฯ ที่เขามี แต่เทรดเดอร์คนนั้นไม่มี ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ผมยอมรับในตัวเขาทั้งปากทั้งใจ

เขาประกาศอย่างบันลือสีหนาทว่า อาจารย์จูกัดเหลียง ขงเบ้งคือบุคคลต้นแบบของเขา

“ผมขอเจริญรอยตามอาจารย์ขงเบ้งที่รับใช้ราชวงศ์ฮั่นจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต อาจารย์ขงเบ้งมอบทุกสิ่งให้ราชวงศ์ฮั่น ไม่มีสิ่งใดติดตัวเลย”

เขาบอกว่า เขาไม่มีลูก ไม่มีหลาน ทรัพย์สินก็เขียนพินัยกรรมแล้วว่ายกให้พระเจ้าอยู่หัว เขามีเมีย แต่ไม่ให้ทรัพย์สินก่อนแต่งของเขา แต่เขาจะให้พระเจ้าอยู่หัว

… เขาบอกว่าให้คนคนนึง ก็สร้างความสุขให้คนคนนึง แต่ถ้าให้ในหลวง เขารู้ว่าพระองค์ทรงจะเอาไปใช้เพื่อพสกนิกร

แฟนเขาได้สิ่งที่มีค่าที่สุดจากเขาไปแล้ว นั่นคือความรักและความรู้  … คนเราอย่าไปช่วยใครด้วยเงิน แต่ควรให้ความรู้ ให้ปัญญาเขาเถิด

เขาบอกว่าตลอดชีวิตของเขา ตัวเขาแข่งกับอาจารย์ขงเบ้งมาตลอด

อายุ 27 อาจารย์ขงเบ้งใช้เพลิงเผาพกบ๋อง ปราบทัพแฮหัวตุ้น 10 หมื่น ด้วยทัพ 4 พัน

ส่วนเขาตอนอายุ 27 กลบหนี้สร้างโรงแรม 30 ล้านหมดภายใน 3 ปี 4 เดือน

อายุ 37 อาจารย์ขงเบ้ง ช่วยเล่าปี่ ยึดเสฉวน สร้างความหวังให้ราชวงศ์ฮั่น

ตอนนี้ เขาอายุ 37 มีอิสรภาพทางการเงิน พร้อมอุทิศชีวิตที่เหลือ “ทำการใหญ่” เพื่อแผ่นดินแบบอาจารย์ขงเบ้ง

เขาบอกว่า “แม้ผมไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกับอาจารย์ขงเบ้ง แต่ขอทำปณิธานร่วมกัน

คือเป็นหยู(บัณฑิต) ที่ดี ช่วยชาติบ้านเมือง อุ้มชูราชวงศ์”

เขาไม่ขอเป็นหยูคนถ่อยที่ยามชาติบ้านเมืองมีปัญหา กลับไปช่วยโจรปล้นชาติ ชิงราชสมบัติเป็นอันขาด ….

********

คุณ Shinawat Contra ที่รัก  โอกาสที่คุณใฝ่ฝันนั้นมาถึงแล้ว ผมขอทาบทามเชื้อเชิญคุณมาร่วม “ทำงานใหญ่เพื่อบ้านเมือง” หลังจากนี้ด้วยกัน

โดยร่วมงานกับผม   เชื่อเถิดว่า โอกาสแบบนี้ในชีวิตคงไม่มีอีกแล้ว ที่จะได้ประลองปัญญาในมหาสงครามหลังจากนี้ ถ้าคุณสนใจสามารถติดต่อผมหลังไมค์ทาง messenger กับผมได้ทุกเมื่อ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ทำงานร่วมกัน

ที่มา : เฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai