สนธิญาณ ถอดรหัส “โภคิน-วัฒนา” หลังตัดขาดเพื่อไทย ชี้ชัด เป็นพรรคครอบครัว อยู่ข้างม็อบล้มเจ้า!?!

0

สนธิญาณ ชำแหละ คำสัมภาษณ์ โภคิน-วัฒนา หลังตัดขาดพรรคเพื่อไทย ชี้ชัด เพื่อไทย เป็นพรรคครอบครัว ยืนหยัดอยู่ข้างม็อบล้มเจ้า

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ได้กล่าวในรายการสนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง ของสถาบันทิศทางไทยถึงกรณีพรรคเพื่อไทยที่ยืนอยู่ข้างม็อบล้มเจ้า โดยกล่าวว่า สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือเจ๊หน่อย ลาออกจากพรรคเพื่อไทยยังไม่ทันครบ 1 เดือน จากสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่า มีเฉพาะ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ,วัฒนา เมืองสุข,โภคิน พลกุล ลาออกจะสะเทือนพรรคเพื่อไทย สะเทือนแน่ เพราะหลังจากสุดารัตน์ ลาออกล้ว ทำให้สัมภาษณ์ของวัฒนา เมืองสุข และโภคิน พลกุล นั้นสะเทือนเลื่อนลั่นทิ่มแทงพรรคเพื่อไทยอย่างสุดๆ จะทำให้เพื่อไทยทรุดลงหรือไม่ จะทำให้ศรัทธาของพรรคเพื่อไทยต่อประชาชนถูกตั้งคำถามแคลงใจหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ต้องมาไล่เรียงว่าสุดารัตน์ ลาออกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ คือความไม่ชัดเจนของกรรมการบริหารพรรคเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร มีการตั้งกรรมการและอนุกรรมการใหม่แทนทีมของสุดารัตน์ที่ลาออกไปโดยไม่มีบุคคลที่เป็นเครือข่ายหรือพวกพ้องของสุดารัตน์ และการเลือกตั้งนายกอบจ.และการเลือกตั้งสจ.ในส่วนท้องถิ่นต่างๆ ไม่อนุญาตให้สุดารัตน์ไปหาเสียง ลาออกจากประธานยุทธศาสตร์และถูกบีบด้วยประเด็น 3 ข้อนี้ ทำให้สุดารัตน์ทนไม่ไหว แต่ความจริงไม่น่าจะใช่เหตุผลหลักเพียงประการเดียว เหตุผลหลักก็คือ เหตุผลแห่งความคับแค้นใจ แต่น่าแปลกใจว่า สุดารัตน์ อยู่กัทักษิณตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค ในปี 2551 จนถึงวันที่ลาออก 12 ปี เพิ่งมารูัอุปนิสัยและวิธีคิดของทักษิณ และคนในตระกูลชินวัตร ที่ไม่ได้มองพรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนและมีประชาชนเป็นรากฐาน คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ คิดแต่เรื่องของตัวเองในฐานะเจ้าของพรรค แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดเป็นครั้งแรก พูดมาตลอด แต่คร้งนี้มีโภคิน พลกุล ออกมาช่วยยืนยันอีกคนหนึ่ง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

สุดารัตน์ออกมาแล้ว มีคนประกาศตามมาคือ วัฒนา เมืองสุขและโภคิน พลกุล วัฒนาดูจะไม่ค่อยเท่าไหร่ในคำให้สัมภาษณ์ แต่เมื่อเอามาประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ของโภคิน มองเห็นปัญหาบางประการในพรรคเพื่อไทย ปัญหานั้นก็คือ ยืนหยัดอยู่เคียงข้างม็อบล้มเจ้า นี่เป็นประเด็นอันเป็นสาระสำคัญในการให้สัมภาษณ์ของวัฒนาและโภคิน ในการจับเอาประเด็นการให้สัมภาษณ์มาร้อยเรียงและทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

โภคิน พลกุล ว่าไปแล้วต้องถือว่าไม่ธรรมดา ทั้งความรู้และชื่อเสียง อายุวันนี้ก็ 68 ปี โดดเข้าเล่นการเมือง ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีกับบรรหาร ศิลปอาชา จนมาถึง พล.อ ชวลิต ยงใจยุทธ ไม่ฐานการเมืองอื่นแสดงว่ความฉลาดเฉลียวและพื้นฐานความรู้ทั้งในทางการเมือง กฎหมาย เป็นที่ไว้วางใจของบรรหาร และพล.อ.ชวลิต จึงได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ตอนมาอยู่กับทักษิณ ยิ่งทำให้เห็นว่าไม่ธรรมดา รัฐมนตรีก่อนหน้านั้น รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ดูแลข้อกฎหมายต่างๆ แต่เมื่อมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยของทักษิณ ทั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไม่ธรรมดา ตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยไม่สำคัญจริงไม่ได้ จากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ก้คือตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งควบตำแหน่งประธานรัฐสภา เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี เป็นหนึ่งในสามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตย มรระบอบรัฐสภา ต้องถือว่าทักษิณ ก็ให้ความไว้วางใจต่อโภคินเป็นอย่างยิ่ง และโภคินก็ไม่ธรรมดา ตอนที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา เหตุการณืเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 หลังจากนั้นก็มีการโหวตนายกรัฐมนตรี

เรียนย้ำว่า ในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทยชนะประชาธิปัตย์ที่เป็นคู่แข่งอย่างถล่มทลาย ไทยรักไทยฟาดไป 370 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ได้เพียง 93 ที่นั่ง แตกต่างกันลิบลับ 370 ที่นั่ง โหวตนายกรัฐมนตรีไม่มีปัญหา ที่แสดงให้เห็นว่าโภคิน ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ได้แสดงออกเพื่อเอาอกเอาใจทักษิณอย่างเต็มที่ ในฐานะที่ได้รับกาารเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาโหวตเห็นชอบให้ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยโดยไม่มีความำเป็นเพราะเสียงท่วมท้นอยู่แล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์ โภคินบอกว่า ก็แสดงออกกันให้ชัดเจน นั่นจึงทำให้เห็นว่า ไม่ธรรมดาสำหรับโภคิน แต่ในธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติทางการเมือง ไม่มีใครเขาทำกัน ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ก็คือ เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด จะมาจากพรรคไหนก็ตามแต่จะต้องวางตัวเป็นกลาง เหมือนที่ชวน หลีกภัย ประพฤติปฏิบัติอยู่ตอนนี้ แต่ตอนนั้น โภคินกล้ายกมือขึ้นโหวตนายกฯ

ทีนี้เรามาดูกันว่า วันนี้โภคิน ลาออกตามสุดารัตน์มา โภคินได้ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆวันนี้อายุ 68 ปีแล้ว ควรจะเลิกเล่นการเมือง แต่เลิกไม่ได้หรอก ในความหมายที่พูดมาคือ เพราะยังอยากเห็นการเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะพรรคการเทืองที่เป็นมืออาชีพ โภคินเพิ่งรู้ อยู่กับพรรคเพื่อไทยมา 10-20 ปี เพิ่งรู้ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นมืออาชีพ ต้องดูคำให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ บอกว่า วันนี้เพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้เพื่อไทยไม่เป็นสถาบันการเมืองแล้วใช่มั้ย โภคินบอกไม่ตอบโจทย์ ไม่ก้าวไปเป็นสถาบันทางการเมืองที่อยากจะเป็น โภคินบอกว่าไม่ได้ขัดแย้งกับใคร แต่พรรคเพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ แสดงว่าอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า แตกแบงก์ร้อยเป็นแบงก์พันไหม โภคินบอกว่า ตัดไปได้เลย เพราะตัวเขาๆม่เห้นด้วยตั้งแต่ไปตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ก็แปลว่าชัดเจนว่า ไทยรักษาชาติเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยเป็น family business โภคินบอกว่า การแยกจากกัน ไม่มีปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวกับทักษิณ แต่ที่ไม่ลงตัวคือหลักคิด การออกจากพรรคไม่มีปัญหาส่วนตัว ในหลักการถ้าทีมทักษิณยังบริหารแบบ family business ผมจะอยู่ไปทำไม

ทักษิณและครอบครัว บริหารพรรคแบบครอบครัว วันที่ทักษิณบอกว่าจะให้พรรคเป็น professional คือตอนที่พรรคให้สุดารัตน์นั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์ เราประชุมกันทุกวันจันทร์ เอาทุกปัญหามาคุยกัน ปัญหานี้เราคิดอย่างไร พรรคครจะวางตัวอย่างไร แต่ก่อนให้เป็นหน้าที่ของประธานวิปแต่ตอนนี้ให้สส. สมัครกันว่าใครจะอภิปราย มีติว มีการพูดกันอย่างจริงจัง ชัดเจนว่า ตอนที่ให้สุดารัตน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ และได้พูดตลอดว่า สุดารัตน์ถูกทักษิณหลอก คุณก็ไม่เชื่อ จะด้วยตำแหน่ง ผลที่ได้อุ้มชูกันมาก็ตามแต่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ฟางเส้นสุดท้ายในการแยกทาง โภคินตอบว่า คือการที่เอาคุณหญิงสุดารัตน์ออก แล้วอธิบายว่า อันนี้เป็นอันที่เขาลงทุนไว้แล้วเขาต้องบริหาร ผมยอมรับไม่ได้ ผมถามว่าแล้วต้นทุนที่คนอื่นจ่ายด้วยการติดคุก เช่น คนเสื้อแดง ที่ยากลำบาก คนเหล่านี้ไม่ได้ลงทุนหรือ เขาไม่ตอบ ผมก็จบ แค่นี้ ผมออกตามคุณหญิง ทั้งที่ผมไม่เคยทำงานกับคุณหญิงมาก่อนในชีวิต มาทำครั้งนี้ จากนี้ไปในพรรคเพื่อไทยเขาจะบริหารพรรคแบบ family ก็เรื่องของเขา แต่จุดยืนประชาธิปไตยเขาตรงกับเราก็ทำงานกันได้ นโยบายตรงกัน คนได้ประโยชน์เหมือนกัน ไม่ว่ากัน ผมอยู่ในองค์กรแบบนั้น ผมก็เหนื่อย เช่นพอตกลงแบบนี้เสร็จ…เดี๋ยวเอาใหม่ พอใครไปวิ่งไปหาก็เปลี่ยน อย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจว่ามันต้องมีอะไรระดับหนึ่ง แต่เมื่อตกผลึกก็เดินไป ถ้าผิดพลาดก็แก้ไขซึ่งกันและกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ว่าการบริหารพรรคแบบ professional กับพรรคแบบ family ได้ผลต่างกันอย่างไร โภคินตอบว่า ต่างอยู่แล้ว เพราะโดยเฉพาะโลกสมัยใหม่ เขาต้องการ participation (การมีส่วนร่วม) ถ้าไม่ปรับตัวก็จะเหลือแต่ family อาจเป็นไปได้หรือเปล่า เจ้าของพรรคห่างจากสนาม อาจรับฟังจากใครบางคน บางส่วนเท่านั้น จึงเข้าใจไม่รอบด้าน ทำให้ตัดสินใจอีกแบบหนึ่งไป ชัดว่าทิศทางของพรรคเพื่อไทยเลือกที่จะเดินตามก้าวไกล เลือกที่จะแตะสถาบันพระมหากษัตริย์ กราบสะท้านแผ่นดินจึงไม่เป็นจริง การให้สัมภาษณ์ของโภคินไปสอดคล้องกับวัฒนา เมืองสุข ซึ่งให้เหตุผลในการออก 4 ข้อ ย้ำ ข้อ 3 วัฒนาบอกว่า บริบททางการเมืองหลังยุค คสช. สังคมไทยมีความขัดแย้งทางความคิดมากมาย รูปแบบการเมืองจึงไม่ได้ต่อสู้กันเพียงเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังจำแนกออกเป็นฝ่ายราชานิยม อำนาจนิยม จนถึงแนวคิดสุดโต่งแบบสาธารณรัฐ ส่วนผมเชื่อมั่นในแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยแบบราชอาณาจักร ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ นี่คือเหตุผลในการลาออกของวัฒนา สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของโภคิน เรื่องพรรคเพื่อไทยไปจับขั้วกับก้าวไกล และจะต้องไปแตะหมวด 2 คือหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ ชัดเจนแล้ว่า ทักษิณคิดอะไรจากคำให้สัมภาษณ์ของโภคินและวัฒนา พรคเพื่อไทย คิดอะไรตามทักษิณ มจากเรื่องของการปฏิบัติ นาเสียดายที่ทั้งโภคิน พลกุล วัฒนา เมืองสุข และสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพิ่มจะมาเห็นธาตุแท้ทักษิณเอาตอนนี้