อย่าให้ใครว่าเยาวชนรู้เรื่องปชต.ฝรั่งเศสมากกว่าเรื่องข้าวไทย โดยดร.แสงเทียน อยู่เถา

0

จากที่วันนี้(6 ธ.ค.63) รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัย สถาบันทิศทางไทย ได้เขียนบทความนำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ ในการจัดการความรู้เรื่องข้าว (Rice Knowledge Management) โดยระบุ อย่าให้ใครว่า “เยาวชน และคนไทย รู้เรื่องประชาธิปไตยฝรั่งเศสมากกว่าเรื่องข้าวไทยเสียอีก”

จากกรณีที่ข้าวไทยได้รับรางวัลชนะเลิศเป็น World’s Best Rice Award 2020 ข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี ๒๕๖๓ คือ ข้าวพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยการแข่งขันมีมาทั้งหมด ๑๒ ครั้งแล้ว ประเทศไทยได้รางวัลครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๖ โดยปีนี้ ประเทศที่เข้ารอบสุดท้าย มีไทย เวียดนาม และกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นว่ารัฐบาลจะเดินหน้าให้ประเทศเป็นผู้นำการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยต้องพัฒนาสินให้มีความหลากหลายและตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและภาคส่วนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าทุกสามเดือน ที่สำคัญต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

เมื่อพิจารณาจากกรณีดังกล่าวมีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้าวไทย จากหลายภาคส่วนโดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่กำลังสร้างจุดแข็งข้าวไทยในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกและตลาดของประเทศ และเรามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวไทยมากมายที่ขาดการบูรณาการในหลายภาคส่วนและความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับข้าวไทย ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นต่อสู้กันทางการเมืองก็หลายครั้ง หลายคนอาจมีความสงสัยว่าทำไมราคาข้าวส่งออกจึงทำได้ถูกกว่าที่ขายกันอยู่เพื่อใช้หุงเป็นอาหารของคนไทยกันเอง ซึ่งต่อไปทางสถาบันทิศทางไทยจะได้ร่วมกันนำเรื่องเกี่ยวกับข้าวไทยมาเสนอกับพี่น้องประชาชนไทยให้มากขึ้น

หน่วยงานและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับ ข้าวไทย ในประเทศของเราก็มีอยู่มากมาย แต่ก็ทำความเข้าใจยากมากต้องเป็นคนที่ทำเรื่องนี้อยู่เฉพาะเท่านั้นที่จะเข้าใจข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นได้ทั้ง คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว มูลนิธิข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และอาจมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าวสภาหอการค้าไทย หรือแม้แต่หน่วยงานจากต่างชาติที่มีผลต่อข้าวไทย เช่น FAO: Food and Agriculture Organization of the United Nations และ USDA: U.S. Department of Agriculture เป็นต้น

ซึ่งหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับข้าว ราคาข้าว แต่ก็เข้าใจได้ยากยกเว้นคนที่ดำเนินการหรือเป็นผู้เชียวชาญเรื่องข้าวเท่านั้น เช่น ราคาของข้าวหอมมะลิจังหวัด ของ ๑๐๐% ชั้น ๒ ข้าวยิงสี ข้าวยี่จ๊อ ข้าวซาห่อ มีคำที่เข้าใจได้ยากอีกมากมาย เช่น 61/62,WR, WBR, WGR, PBR ซึ่งอาจมีการระบุเป็น “ราคาต่อหน่วย : เหรียญสหรัฐฯต่อตัน (US$/MT) เอฟโอบี” และอีกหลากหลายที่นักวิชาการบางท่านที่ไม่ได้คร่ำหวอดเกี่ยวกับเรื่องเข้าจะเข้าใจได้หมด นั่นไม่รวมถึงการเข้ามาค้นคว้าของครู อาจารย์ ที่จะนำไปสอนให้กับศิษย์ รวมถึงการค้นคว้าจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อนำไปเรียนรู้และการจัดทำรายงานในรายวิชาต่างๆ

มีการดำเนินการรวบรวมเรื่ององค์ความรู้เรื่องข้าว (Rice Knowledge Bank) ที่จัดทำโดยกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ทั้งพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ การผลิตข้าวอินทรีย์ วิทยาการก่อนหลังการเก็บเกี่ยว ปริมาณผลผลิตต่อไร่ มีทั้งคลิปวีอีโอ คู่มือการจัดการการผลิตข้าว และเอกสารความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว แต่มีคนเข้าไปใช้องค์ความรู้นี้น้อยเหลือเกิน

มีการจัดการเรียนการสอนทั้งการทำสื่อเรื่องข้าวสำหรับปฐมวัย มีการเรียนเรื่อง ข้าวเพื่อชีวิต เกี่ยวกับการเรียนในหน่วยธรรมชาติรอบตัว ในระดับประถมศึกษา มีรายวิชา ข้าวและวิถีไทย ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓มีรายวิชา ง ๓๐๒๑๐ ข้าวไทย จำนวน ๑ หน่วยกิต ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๔ และอาจมีใบงานประจำหน่วยการเรียนที่เกี่ยวกับเรื่องข้าวกระจัดกระจายอยู่ในการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

แต่จากการได้พูดคุยกับนักเรียน นักศึกษาหลายๆ กลุ่ม โดยการนำข้อมูลที่มีอยู่ให้ดูก็ไม่ได้มีความเข้าใจว่าเป็นชื่อข้าวอะไร และตัวเลขต่างๆ ที่มีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้าใจได้ยากมากดังที่ได้กล่าวมา ในส่วนของการจัดทำองค์ความรู้เรื่องข้าว ซึ่งปัจจุบันได้แสดงไว้ว่าเป็นVersion ๓.๐ปี ๒๕๕๙ โดยมีคณะทำงาน ๑๓ ด้านแต่ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการเกษตรเกือบทั้งสิ้น (กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว, ๒๕๖๓)   ยังไม่พบว่ามีการบูรณาการเรื่องการเผยแพร่ การนำนักวิชาการ ครู อาจารย์ หรือส่วนที่เชื่อมโยงในการให้ความรู้ในระดับชุมชน เพื่อการใช้ข้อมูลแต่อย่างใด

ดังนั้นการจัดการความรู้เรื่องข้าว (Rice Knowledge Management) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จะต้องมีการบูรณาการร่วมกันเพื่อนำความรู้ที่มี ที่ถูกต้อง รวมถึงการสืบค้นเพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวไทยอย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้องค์ความรู้ที่มีได้รับการถ่ายทอด เผยแพร่ เพื่อให้ไปยังชุมชน และเยาวชน ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของประเทศตัวจริงที่จะต้องมีหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องข้าวไทย ให้ผงาดในโลกนี้ต่อไป และสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับข้าวไทย ดังเช่นที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงทุ่มเทมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ท่านในการฟื้นฟู ส่งเสริม พัฒนาเพื่อให้ชาวนาไทยได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จากเรื่องนี้จึงไม่น่าแปลกใจ ที่มีคนกล่าวประชดประชันในช่วงของการเรียกร้องทางการเมืองในช่วงนี้ที่เกิดจากกลุ่มคนที่คอยยุยงเยาวชน และคนไทยให้มุ่งเรียกร้องไปแต่เรื่องการเมือง เรื่องประชาธิปไตย ว่า “เยาวชนและคนไทย รู้เรื่องประชาธิปไตยฝรั่งเศสมากกว่าเรื่องข้าวไทยเสียอีก” แล้วข้าวไทยจะมีอนาคตที่ยั่งยืนจากการคิดของเยาวชนเจ้าของประเทศในอนาคตได้อย่างไร