สนธิญาณ ชำแหละ “ส.ศิวรักษ์” ชื่นชม ในหลวง ร.10 แต่ทำไมถูกด่าเนรคุณ!?!

0

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ชำแหละชัด ส.ศิวรักษ์ เคยชื่นชม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 แต่ทำไมถูกด่าว่า เนรคุณ!?!

จากกรณีที่กลุ่มคณะราษฎร ได้ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ชุมนุม โดยประกาศว่าจะไปชุมนุมที่สำนักงานใหญ่ SCB ในเวลา 15.00 น. และหลังจากที่ยุติการชุมนุม ก็ได้มีเหตุยิงกันของการ์ดอาชีวะ ซึ่งในการชุมนุมครั้งนี้ ส. ศิวรักษ์ ได้เข้าร่วมชุมนุมและกล่าวปราศรัยในม็อบ โดยกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้มาตรา112 กับคณะราษฏรถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี

ทางด้านนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ได้พูดในรายการ สนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ถึงกรณี ส.ศิวรักษ์ กล่าวถึงในหลวง รัชกาลที่ 10 และโดนด่าว่า เนรคุณ ? โดยนายสนธิญาณได้กล่าวว่า ในการชุมนุมที่หน้าสำนักงานใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่แกนนำคณะราษฎรได้ออกมากล่าวว่า การชุมนุมเป็นการชุมนุมด้วยสันติ แต่ก็มีการพกพาอาวุธเข้าพื้นที่การชุมนุม โดยไม่มีระบบการคัดกรองอาวุธ จนทำให้เกิดการยิงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ม็อบคณะราษฎร ไม่ใช่ม็อบสันติ ใครปล่อยให้เด็กเข้าไปร่วมม็อบก็แล้วแต่

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

สำหรับประเด็นที่สำคัญก็คือ การที่ม็อบได้ออกมาประกาศว่าจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ แบบเบิ้มๆ ซึ่งเบื้มๆที่ว่า ก็คือการปรากฎตัวของ ส.ศิวรักษ์ หรือสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ชายชราอายุ 87 ปี ได้มาพูดถึงเรื่องมาตรา 112 ซึ่งกำลังเป็นประเด็นหลักที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระเมตตาไม่อยากให้ใช้กฎหมายมาตรา 112 ก็ปรากฎม็อบก็อาศัยเงื่อนไขอันนี้ โจมตีให้ร้ายสถาบัน ไม่ใช่เพราะในหลวงรัชกาลที่ 10 เท่านั้น แต่ลามปามไปถึงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พันปีหลวง รัฐบาลจึงยืนยันที่จะใช้กฎหมายทุกมาตรา รวมถึงมาตร 112 ด้วย โดยแกนนำทั้งหลายก็โดนคดีเต็มไปหมด ม็อบจึงไปเชิญ ส.ศิวรักษ์ นักต่อต้านมาตรา 112 มาปราศรัยในม็อบ ซึ่งเปิดประเด็นว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์ นำเอามาตรา 112 มาใช้ ถือเป็นการขัดพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ ชั่วร้ายมาก ต้องบีบพล.อ.ประยุทธ์ให้ออกไป นายกรัฐมนตรีอ้างว่า จงรักภักดี ทำไมไม่ทำตามกระแสพระราชดำรัส นอกจากนี้ ในหลวงองค์ปัจจุบันมีพระหัตถ์ถึงอัยการสูงสุด ถึงประธานศาลฎีกาให้ยุติการใช้มาตรา 112 ตอนนี้พล.อ.ประยุทธ์ เอามาตรา 112 มาใช้เป็นการขัดพระบรมราชโองการ เป็นการทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการรังแกพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ มีความชั่วร้ายมาก ประเด็นนี้ประเด็นเดียวเราต้องรวมตัวกันถีบประยุทธ์ออกไป ถีบออกไปด้วยความเคารพ ให้พ้นอำนาจรัฐบาลให้ได้ เพราะทำในสิ่งที่ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาต่อรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10

ประเด็นคือ ส.ศิวรักษ์ เมื่อมาร่วมม็อบ แล้วเด็กๆหรือม็อบพวกนี้ ออกมาบิดเบือน ให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ กลับไม่ห้ามสักคำ ซึ่งขัดแย้งกับคำพูดของ ส.ศิวรักษ์ อยากให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง แต่กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะสั่งไม่ให้ใช้กฎหมายไม่ได้หรอก ท่านมีพระราชดำริได้ เพื่อจะบอกว่า อย่าเอามาตรา 112 ไปกลั่นแกล้งประชาชน เพราะการที่เอาไปกลั่นแกล้งประชาชนหรือนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จะทำให้เสียหายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้มีอำนาจก่อนหน้านี้ก็เคยทำ แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ แต่ในปัจจุบันนี้มันมีการกล่าวให้ร้าย บิดเบือน โกหก ส.ศิวรักษ์ไม่พูด ม็อบถึงบอกว่าบิ๊กเบิ้มเพราะเชิญ ส.ศิวรักษ์มาพูด เพราะเขาเป็นนักคิดนักเขียนแห่งยุคสมัย แต่วันนี้ไม่มีความหมาย ไม่มีราคาแล้ว ก่อนหน้านี้ ส.ศิวรักษ์ ก็เป็นนักคิดนักเขียนในดวงใจผมเหมือนกัน เหตุผลก็คือ ผมมีความศรัทธาต่ออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จนถึงวันนี้ยังศรัทธาท่านเหมือนเดิม เพราะถือว่าท่านเป็นนักคิด เป็นนักปฏิวัติที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดี แต่ตอนที่ท่านมีอำนาจ ก็ถูกทหารชักนำ โดยเฉพาะ จอมพล ป. ที่นำพาประเทศไปสู่หายนะ ย่อยยับ มาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความเป็นอาจารย์ปรีดี มีทั้งคนโจมตี มีทั้งคนให้ร้าย ต่อสู้กันทางข้อมูลทางวิชาการ ผมศรัทธา ส.ศิวรักษ์ เพราะก่อนหน้านี้เขาโจมตีอาจารญืปรีดี แต่วันนี้ ยืนอยู่ข้างอาจารย์ปรีดี ถึงวันนี้ยังให้ความเคารพและศรัทธา ความคิดที่จะทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ เป็นความคิดที่เป็นมหากุศล ส.ศิวรักษ์ ได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้คนทั้งหลายในยุคหลัง 14 ตุลา เพราะเป็นนักคิดนักเขียน เคยได้รับรางวัลโนเบลทางเลือกด้วย ดังนั้น สิ่งที่เราจะเห็นและติดตัว ส.ศิวรักษ์มาตลอดก็คือ ความยะโสโอหัง ความเป็นอัตตาเชื่อมั่นต่อตัวเอง ไม่ได้รับฟังใคร สาระสำคัญคือ เคยเป็นผู้ที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เคยถูกมาตรา 112 สำคัญในรัชกาลที่ 10 ก็โดนเหมือนกัน ท้ายที่สุดก็ได้รับพระเมตตา ก็คือมีการถวายฎีกาก่อนที่จะมีการดำเนินคดี แล้วเอามาดูกัน ระดับพนักงานสอบสวน อัยการ ก็สั่งไม่ฟ้อง ก็รอดมาได้

ส.ศิวรักษ์ เคยพูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยการให้สัมภาษณ์ BBC จากประสบการณ์ของตัวเอง ก็คือ ส.ศิวรักษ์ ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และในโอกาสนั้น ได้มีโอกาศได้สนทนากับในหลวงรัชกาลที่ 10 ส.ศิวรักษ์ บอกว่า ในหลวงนัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ท่านทรงมีคาวมยุติธรรม ท่านรู้เรื่องอะไรแล้ว ถ้าถึงพระเนตรพระกรรณ ท่านจะทำสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์สุขของราษฎร ส.ศิวรักษ์ ชื่นชมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ว่า ในวันที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติศักดิ์ วันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เขาจึงเลือกนำไม้ตะพดที่ตกทอดมาจากเจ้านายพระองค์นี้ติดตัวไปในพิธีการสำคัญ

“ผมถือไม้ตะพดสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ไปเข้าเฝ้าฯ วันนั้นเจ้าพนักงานบอกผมว่าถือไม้ตะพดเข้าไปไม่ได้ ทุกคนต้องถอดรองเท้า ผมก็ถอดรองเท้าเข้าไป คนอื่นคลานเข้าไปล่วงหน้า 3-4 คน พอถึงผม ผมกราบบังคมทูลฯ ข้าพระพุทธเจ้าฯ ขอพระราชทานพระราชานุญาตไม่หมอบคลาน ถ้าลงคลาน ข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้นไม่ได้…ท่านรับสั่งไม่ต้อง… รับสั่งเรียกผม ‘อาจารย์’ เลย… อาจารย์ไม่ต้อง”

นอกจากนี้ ส.ศิสรักษ์ ได้เปิดเผย ว่า ได้กราบบังคมทูลว่า “กราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ตามที่พระราชทานพระราชานุญาตให้พวกจิตอาสากับข้าราชบริพารขุดคูคลองต่าง ๆ นั้น เป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ ไพร่ฟ้าชื่นชมมาก ท่านตรัส “โอ้ ชอบเหรอ ชอบเหรอ”

ถามว่าเมื่อส.ศิวรักษ์ ได้กราบบังคมทูล เรื่องมาตรา 112 หรือไม่ ส.ศิวรักษ์ ตอบว่า

“ผมทูลเกล้าฯ ได้เฉพาะเรื่องของผม ที่ทรงพระมหากรุณาฯ ผมไปก้าวก่ายอะไรมากไม่ได้ เราต้องรู้ว่าท่านเป็นเจ้า เราเป็นไพร่ ไปก้าวก่ายมากมายไปไม่สมควร ผมจะกราบบังคมทูลอะไรพระองค์ท่านก็เป็นเรื่องที่ผมกราบบังคมทูลพระองค์ท่าน ไม่สมควรจะมาพูดในที่สาธารณะ ผมต้องรู้ตัว เราต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่ไปก้าวก่าย ไปอวดวิเศษอะไรเป็นที่หมั่นไส้เปล่าๆ และผมไม่อยากให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทด้วย”

ผมคิดว่า เพียงเท่านี้ก็ชัดเจนว่ามีภาพที่ ส.ศิวรักษ์ รับพระราชทานปริญญาบัตร อยากจะสรุปว่า คำพูดของส.ศิวรักษ์ ที่ว่า

“ผมได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูล ทรงมีพระราชหฤทัยกว้างขวาง ไม่เคยโจมตีปรีดี พนมยงค์ ไม่เคยโจมตีคณะราษฎร ไม่เคยรังเกียจประชาธิปไตย… ได้รับฟังพระราชดำรัสแล้ว ท่านรู้มาก รู้ลึก รู้กว้าง ทรงห่วงใยประชาชนพลเมือง ห่วงใยคณะสงฆ์ ห่วงใยประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร น่าทึ่งมาก แล้วพวกนี้ที่อ้างว่าจงรักภักดี พูดจาหลายต่อหลายเรื่อง ปัดสว่ะให้พ้นตัวเองแล้วอ้างเบื้องบน แล้วบางคนก็ไม่รู้ นึกว่าเป็นในหลวง นี่อันตรายมาก พวกนี้อ้างว่าจงรักภักดีได้ยังไง ถ้าจงรักภักดีคุณต้องบอก ทั้งหมดผมรับผิดชอบ เพราะคุณปกครองบ้านเมืองในพระปรมาภิไธย”

ที่ผมหยิบยกคำพูดของส.ศิวรักษ์มาพูด เป็นประเด็นอันสำคัญอย่างยิ่งที่เมื่อ เด็กไปเชิญ ส.ศิวรักษ์ มาปราศรัยในม็อบ สิ่งที่ควรทำคือ ควรที่จะสอนเด็กๆ ตามที่ให้สัมภาษณ์ BBC ไป ไม่ใช่มากล่าวโจมตีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ท่านคิดว่าควรจะมาไหม หรือควรที่สอนให้เด็กตามถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์

การที่คุณ เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา ได้โพสต์ข้อความว่า

ส.ศิวรักษ์…. เนรคุณ มีรายละเอียดดังนี้
อยากให้ทุกคนรู้ความจริง
ผมเป็นคนร่าง (ฎีกา)จดหมายขอพระราชทานอภัยโทษ มาตรา 112 ให้ส.ศิวรักษ์เอง ที่โดนคดีสมเด็จพระนเรศเพราะปากดีที่ธรรมศาสตร์ ตอนแรกแกเขียนมาอ่านไม่รู้เรื่องใช้ราชาศัพท์ผิด เห็นคุยนักคุยหนาว่ารู้ขนบธรรมเนียม มันก็ขี้กรากตัวหนึ่ง ไม่รู้เรื่องอันใด
ผมเป็นคนแนะนำทุกขั้นตอนเสียด้วยซ้ำว่าจะปฏิบัติอย่างไร มหาดเล็กในพระที่เป็นพยานได้
จนให้มันหาโอกาสถวายฎีกาความทุกข์ส่วนตัวของมัน
เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ที่พระที่นั่งอัมพร พระองค์ท่านมีเมตตามาก ถึงโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ มีคนไทยสักกี่คนจะมีวาสนา ทรงให้นำเก้าอี้มาให้นั่งเกือบเสมอเพราะเห็นว่าแก่ชรามากเดินเหินต้องใช้ไม้เท้า ทรงมีพระราชปฏิสันถารให้ความเป็นกันเอง และทรงให้งานสำคัญ 3 ชิ้นเพื่อถวายคำแนะนำพระองค์ท่าน
มันโคตรโชคดีเลยว่าไหม?
ผมจึงสงสัยว่าทำไมมันถึงเนรคุณได้ถึงเพียงนี้
ใครจะนับถือมันก็นับถือไป แต่ผมไม่เอามันไว้ คนอกตัญญู โทรมาหาผม แทบจะกราบเท้า อ้อนวอนขอความช่วยเหลือ ผมเห็นแก่ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์จึงช่วย แต่พอได้สมใจตนเองก็ไปอวดอ้างตน และไปเข้าข้างพวกที่ใส่ร้ายป้ายสี พวกที่จะล้มพระองค์ท่าน
เป็นใครที่ได้เห็นได้รับรู้การกระทำแบบนี้จะเสียใจไหม ผมขอถามหน่อยเถอะ
มีความเป็นคนมากน้อยเพียงใดกัน
มาวันนี้มันชัดแล้วไม่ต้องมาขอพระราชทานอภัยโทษอะไรอีก คนเยี่ยงนี้ตายไปก็มีแต่คนสาปแช่ง
นรกขุมไหนเดาเอาเองครับ ขี้เกียจพูดแล้ว ผมเองรู้สึกผิดจริงๆ ที่ช่วยมันครับ.

ท่านลองกลับเอาไปคิดไตร่ตรองได้ครับ ผมเคยนับถือ ส.ศิวรักษ์ เมื่อตอนเป็นหนุ่ม วันนี้ถามว่านับถือหรือไม่ ผมนับถือทุกคนที่มีสัมมาทิฐิ ไม่มีอัตตา เพราะความนับถือนั้น เราจะได้เอาความเป็นสัมมาทิฐิ เอาข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาใช้เพื่อยกระดับสติปัญญาของผมเอง แต่วันนี้ผมคิดว่า ส.ศิวรักษ์ ไม่สามารถให้ปัญญาอะไรผมได้