อ.สุวินัย เทียบชัด “ม็อบฮ่องกง” กับ “ม็อบคณะราษฎร” หายนะจากการคบเด็กสร้างบ้าน

0

ดร.สุวินัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย เปรียบเทียบชัดเจน ระหว่างจุดจบของม็อบฮ่องกง และย้อนกลับมามองจุดจบของม็อบไทย

จากกรณีที่ โจชัว หว่อง แกนนำม็อบฮ่องกง ได้รับสารภาพในความผิด ฐานปลุกระดมให้ก่อความไม่สงบซึ่งมีโทษสูงถึง จำคุก 5 ปี กลายเป็นการเปรียบเทียบได้อย่างดีสำหรับ “ม็อบฮ่องกง” และ “ม็อบประเทศไทย”

โดยทางด้านของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

#บทบาทของปัจเจกกับการเปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ : โจชัว หว่อง กับ #หายนะของการคบเด็กสร้างบ้าน/ สุวินัย ภรณวลัย
/////
วิกฤตฮ่องกง … ถ้ามองจากมุมมองของบทบาทของปัจเจกกับการเปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์
ผมคิดว่าเราคงต้องมองไปที่ การเกิดการปฏิวัติร่มเมื่อ 7 ปี ก่อน ซึ่งตอนนั้นโจชัว หว่องซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติร่มที่โดดเด่นที่สุด เพิ่งมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้นเอง
ถ้ามองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า

… อนาคตของฮ่องกงและเส้นทางประวัติศาสตร์ของฮ่องกงได้ตกอยู่ในกำมือของเด็กวัยรุ่นอายุแค่ 17 ปีคนหนึ่งอย่างโจชัว หว่องตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว !!
แผ่นดินฮ่องกงที่เคยรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาโดยตลอดในช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมา พลันตกอยู่ในชะตาพลิกผันอย่างเหลือเชื่อ เมื่อคนฮ่องกงส่วนใหญ่ ดันตัดสินใจ “คบเด็กสร้างบ้าน”
คือเอาด้วยกับขบวนการปฏิวัติร่มของพวกโจชัว หว่อง ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดนฮ่องกงให้เป็นอิสระจากจีนอย่างถาวร
นี่คือ #ความน่ากลัวของการปลูกฝังความคิดแบบรวมหมู่ ที่จะนำไปสู่การกระทำการแสดงออกอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

แน่นอนว่าความไม่พอใจต่อสภาพความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของพวกเยาวชนในฮ่องกงก็มีส่วนบ่มเพาะความคิดต้องการเป็นอิสระจากจีนของพวกเขาด้วยเช่นกัน
ฮ่องกงใช้เวลาร่วม 7 ปีเต็ม กว่าที่การแตกหักทางความคิดจนนำไปสู่การก่อกบฏลุกฮือของพวกเยาวชนฮ่องกง จะได้ข้อยุติ รู้ผลแพ้ชนะอย่างถาวรในปัจจุบัน

ชีวิตของเยาวชนฮ่องกงจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกแกนนำอย่างโจชัว หว่อง เปลี่ยนไปอย่างถาวร รวมทั้ง เส้นทางประวัติศาสตร์ของฮ่องกงหลังจากนี้ด้วย ที่ “น่าจะย่ำแย่ลงไปอีกนานนับสิบปีต่อจากนี้”
ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้ … แกนนำบางคนได้เปิดปากยอมรับแล้วว่าเขาจะไม่ทำผิดพลาดแบบที่ผ่านมาอีกแล้ว เพราะก่อนที่จะลุกฮือปฏิวัติร่ม พวกเขายังอยู่ฮ่องกงแบบมีอิสระและมีเสรีภาพมากกว่าตอนนี้มาก
เพราะการกระทำของพวกเขาเองต่างหาก ที่ดันไปปลุกยักษ์จีน ให้กลายเป็น Deep State ยิ่งกว่าเดิมมากในการปกครองดูแลเกาะฮ่องกง
……

จากฮ่องกง ย้อนกลับมาดูเมืองไทยในปัจจุบัน
ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
ในกรณีของเมืองไทย อนาคตของประเทศไทยและเส้นทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย #ยังไม่ตกอยู่ในกำมือของพวกแกนนำเยาวชนปลดแอก แค่เกือบไปอย่างหวุดหวิดเท่านั้นเอง
จุดเปลี่ยนคือ คืนวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ที่ม็อบดันชูเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อขึ้นมาอย่างปราศจากบริบทใดๆทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้นทั้งหมดคงต้องย้อนไปที่หลังการรัฐประหารของคสช.ในปี 2557 (ซึ่งเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติร่มที่ฮ่องกงเพียงหนึ่งปี) และการตัดสินใจสร้างพรรคอนาคตใหม่ของธนาธรและปิยบุตรหลังจากนั้น
อนาคตของประเทศไทยและเส้นทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยก็ #เกือบตกอยู่ในกำมือของธนาธรและปิยบุตรไปแล้วตั้งแต่เมื่อ2ปีก่อน ถ้าพรรคอนาคตใหม่ไม่ถูกยุบพรรค(เพราะพลาดเองในเรื่องข้อกฏหมาย)หลังจากที่เพิ่งได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง
พวกแกนนำเยาวชนปลดแอก(คณะราษฏร) อยู่ในกำมือทางความคิดของธนาธรและปิยบุตรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

การลุกฮือของขบวนการม็อบเยาวชนปลดแอกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 ที่ชูการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ จะว่าไปแล้วก็น่าจะอยู่ในแผนการของธนาธรตั้งแต่แรกเช่นกัน คือแผนการลงไปสู้บนท้องถนน เพราะธนาธรเป็นคนหลุดคำพูดนี้ออกมาเองในช่วงต้นปีนี้
สิงหา กันยา ตุลา พฤศจิกายน … การลุกฮือ (uprising) ของพวกเขาผ่านไปแค่สี่เดือนเองเท่านั้น ก็เริ่มเห็นเค้าจุดจบรออยู่ข้างหน้าแล้ว
เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่เอาด้วยกับการ “คบเด็กสร้างบ้าน” เหมือนคนฮ่องกงที่คิดผิดและตัดสินใจพลาดไปแล้วนั่นเอง