ธนาธรอย่าพูดให้เพียงดูดีเอาแต่ได้ เรื่อง“นักสู้ผู้จากไปจากการออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องดิน น้ำ ฟ้า ป่า” โดยดร.แสงเทียน

0

จากที่วันนี้(16พ.ย.63) รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัย สถาบันทิศทางไทย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (RDTDC) ได้เขียนบทความจากกรณีที่มีการจัดเสวนาเรื่อง “แด่นักสู้ผู้จากไป ประชาธิปไตยแบบไหนที่จะไม่ปล่อยให้ใครลอยนวลพ้นผิด”

ทั้งนี้ในนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ที่นำเสนอเรื่องราวของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวไทย 58 คนที่ถูกลอบสังหารหรือบังคับให้สูญหาย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา และมีการเผยแพร่เกี่ยวกับการร่วมเสวนาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า (โพสต์ทูเดย์,15 พ.ย. 63)

โดยนายธนาธรได้พยายามโยงเรื่อง เหตุการณ์ลอบสังหารและบังคับสูญหายนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าเป็นเรื่องที่สังคมไทยเพิกเฉยกับเรื่องเหล่านี้ ไม่มีการลุกขึ้นมาปกป้องคนเหล่านั้นซึ่งในการเสวนาครั้งนี้ได้มีการนำเสนอเรื่องราวของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวไทย 58 คนที่ถูกลอบสังหารหรือบังคับให้สูญหาย มิได้ผิดคาดอะไร…จากการติดตามเรื่องนี้…ว่าจะมีการโยงไปถึงอะไร สิ่งที่นายธนาธรพยายามอธิบายถึงเรื่องนี้ เพื่อโยงไปยัง “ชนชั้นนำ” สิ่งที่คิดไว้ก็ถึงบางอ้อทันที

ในคำกล่าวของนายธนาธรที่ว่า “ด้านกลับของเรื่องนี้ก็คือประชาชนในประเทศนี้ไม่มีอำนาจ ไม่มีความหมาย ไร้ค่าในสายตาของชนชั้นนำ นี่คือข้อเท็จจริง นี่คือด้านกลับว่าทำไมประชาชนไม่เคยได้รับการปกป้อง เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะชนชั้นนำต่างคิดว่าพวกคุณไม่มีค่า ไม่มีความหมาย” มีความหมายที่ดูดี แต่น่าสนใจว่าสิ่งที่นายธนาธรโยงไปถึง ชนชั้นนำ นั้นกำลังหมายถึงใคร

และเมื่อได้ดูการสรุปประเด็นของนายธนาธรว่าเป็นข้อเสนอในเรื่องนี้คือ “การต่อสู้” นายธนาธรกำลังโยงเรื่องนี้เพื่อไปต่อสู้กับ “ใคร” ไม่ว่าจะพยายามชี้ถึงข้อเสนอว่า มีการต่อสู้ 3 รูปแบบ คือ 1) การต่อสู้เชิงประเด็น 2) การต่อสู้เชิงระบบ และ 3) การต่อสู้เชิงวัฒนธรรม ซึ่งในการต่อสู้แต่ละรูปแบบนั้น สามารถสรุปโดยการสังเคราะห์ประเด็นได้ดังนี้

  1. การต่อสู้เชิงประเด็น เพื่อให้การต่อสู้ของกลุ่มไหนก็ได้ในสังคม ให้ประเด็นของแต่ละกลุ่มกลายเป็นเรื่องสาธารณะ ประชาชนคนอื่นๆช่วยกันพูด กดไลค์ กดแชร์ ทำคนละไม้ละมือให้กลายเป็นกระแส
  2. การต่อสู้เชิงระบบ เพื่อให้เป็นการต่อสู้ที่สะท้อนว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจและทรัพยากรร่วมกันอย่างแท้จริง ทุกประเด็นต่อเชื่อมโยงกัน เพื่อยืนยันว่าการ “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” ต้องให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุด จะต้องปฏิรูประบบรัฐราชการรวมศูนย์ ปฏิรูปกรระบวนการยุติธรรม
  3. การต่อสู้เชิงวัฒนธรรม เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนในการปลูกฝังค่านิยมพลเมืองแบบใหม่ ว่าประเทศนี้เราเป็นเจ้าของร่วมกัน การเมืองไม่ใช่เรื่องสกปรก และสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่ออนาคตของลูกหลาน สะท้อนไปยังบทสรุปสุดท้ายว่า “ทรัพยากรในประเทศนี้ล้วนเป็นของพวกเรา อย่าให้วัฒนธรรมอำนาจนิยมรุกคืบเข้ามาได้อีก”

คนทั่วไปอาจฟังดูเคลิบเคลิ้มไปตามวาทกรรมเหล่านี้ แต่จากการวิเคราะห์ก็เชื่อว่ามีหลายฝ่ายที่ได้นำเสนอ ตีแผ่ แนวคิดของนายธนาธรมาอย่างต่อเนื่อง คงรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่า ไม่ว่าจะไปคุยเรื่องอะไรก็จะนำโยงไปสู้การต่อสู้กับชนชั้นนำ ที่ชี้ให้เห็นแต่เรื่องที่แย่ๆ เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับสังคม โดยไม่แยแสที่มาหรือต้นตอของปัญหานั้นแต่อย่างใด มีประเด็นเดิมๆ ของการสรุปจากนายธนาธรมาอย่างต่อเนื่องหลังจากพยายามชี้ให้เห็น ความเลวร้าย การถูกกดขี่ การถูกเอาเปรียบ

โดยในเรื่องนี้ แม้แต่การถูก “เอาชีวิต” แล้วก็ใช้วาทกรรมเดิมๆ สรุปว่ามาจาก “ชนชั้นนำ” ที่พยายามพูดอย่าง “ตีขลุม” เพื่อกระทบไปยังสิ่งที่นายธนาธรพยายามมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่จะถูกโยงอยู่บ่อยครั้งและขอให้จับตามองต่อไป จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการพบว่าสิ่งที่จะมีการสรุปหลังจากการมีวาทกรรมต่างๆ จากนายธนาธรและคนกลุ่มนี้ ที่ไม่ว่าจะกล่าวถึงเรื่องอะไรก็จะมีประเด็นสรุปได้ดังนี้

1.การต่อสู้เรียกร้องที่กำลังมีอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม เป็นการลุกขึ้นมาของนักสู้ที่น่าชื่นชมที่ประชาชนต้องให้การสนับสนุน 2. ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ 3. ต้องล้มล้าง “ชนชั้นนำ”

ขอให้พี่น้องประชาชนทำความเข้าใจว่า การที่นำเรื่องนี้มาถูกตีขลุมเกี่ยวกับ “ชนชั้นนำ” นั้นก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากของคนที่ติดตามนายธนาธรว่ามีแนวคิดอย่างไร ดังที่หลายฝ่ายออกมาให้ข้อมูลอยู่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อได้ทำการวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นเกี่ยวกับการต่อสู้ซึ่งในสังคมมีอยู่อย่างหลากหลาย แต่ที่นายธนาธรได้ยกเรื่อองเพื่อปกป้องธรรมชาติ ดิน น้ำ ฟ้า ป่า มาเป็นประเด็นด้วย ความเป็นจริงในสังคมไทย คนที่สูญหายและถูกกระทำย่ำยี สารพัด ก็เกิดในรัฐบาลที่พวกคุณคิดว่าเป็นประชาธิปไตยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างมากมาย ในรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้นำการต่อสู้เพื่อปกป้องธรรมชาติถูกกระทำต่างๆ อยากให้ทุกฝ่ายลองพิจารณาและฝากถึงนายธนาธร ให้พูดถึงตรงนี้ด้วย ว่า “ชนชั้นนำ” ที่จริงที่ทำให้เกิดการสูญหายและล้มตายของนักต่อสู้เพื่อการปกป้องธรรมชาติที่จริง มาจาก นักการเมือง หรือปล่าว หาใช่ “ชนชั้นนำ” ที่พยายามจะโยงหรือไม่

หลายฝ่ายวิเคราะห์และเห็นตรงกันว่า นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ร่วมกับนักธุรกิจ คือต้นตอสำคัญของปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้นการจะตีขลุม “ชนชั้นนำ” ซึ่งนายธนาธรไม่กล่าวถึงเลยทั้ง นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และนักธุรกิจ แต่พยายามสร้างความคลุมเครือ “ชนชั้นนำ” ให้เข้าใจเอาเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างมาก

และที่สำคัญขอให้นายธนาธรจงได้ตระหนักว่า การต่อสู้เรื่องการปกป้อง พิทักษ์ รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยเรามีองค์พระประมุขและข้าราชบริพาร ที่เป็นผู้นำและชี้แนวแก่พสกนิกรทั้งชาติ ทั้งแนวคิด ผุ้นำทางจิตวิญญาณ และทรงทำให้เห็น มาอย่างต่อเนื่องจนนับครั้งนับเวลาไม่ได้เพราะมันมีมาอย่างยาวนานเหลือเกิน นักต่อสู้ที่ลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องจาก นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และนักธุรกิจ ที่คิดแต่จะได้ไม่สนใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะหมดสิ้นไป คนเหล่านั้นต่างมีต้นแบบมาจากผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกเขาในฐานะคนไทยคือ พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายในการปกป้อง พิทักษ์ รักษาธรรมชาติ และทรงฟื้นฟูธรรมชาติของไทยเราไว้

อย่าพูดเพียงแค่ให้ดูดี แต่มีวาระซ่อนเร้น ไม่พูดความจริงให้หมด พูดเพียงเพื่อโยงไปยังแนวคิดเดิมๆ เลย ถ้าจะต่อสู้เรื่องนี้ก็ต้องต่อสู้กับ นักการเมืองที่ฉ้อฉล ผู้มีอิทธิพลที่แย่ๆ และที่แน่ๆ คือ นักธุรกิจที่อุบาทว์ ไม่สนแม้แต่ชีวิตของคนที่จะมาขวางผลประโยชน์ ในการนำสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไปแปรเปลี่ยนเป็นผลกำไรของตนและโคตรเง่าวงศ์ตระกูล