สนธิญาณ โต้เดือด พระมหาไพรวัลย์ ไม่ใครก็ใคร ต้องตกนรกแน่!?!

0

จากกรณีที่พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยภาพถ่ายคู่กับนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ กลุ่มขอนแก่นพอกันที และหนึ่งในแกนนำม็อบราษฎร ซึ่งเป็นคนจัดทำธงล้อเลียน “ธงแครอทธรรมจักร” สีส้มมีลายเส้นชูสามนิ้วและแครอทล้อมรอบ

ต่อมาทางพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้โพสต์ข้อความถึง นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ต่ออีกว่า คนมีปัญญาหยั่งลึกได้แค่ไหน ย่อมมองเห็นได้แค่นั้น บัวย่อมชูบานต่างระดับกันไป คนอย่างสนธิญาณ อาจมีปัญญาหนาทึบและหยาบกระด้าง จึงมองไม่เห็นธรรมะ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผืนธง พระพุทธเจ้าสอนธรรมะจากธรรมชาติ จากใบไม้และพืชผล จากก้อนดินและสรรพสัตว์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นข้ออุปมาถึงพระสัจจธรรมได้ทั้งหมด แครอท ๘ หัว ก็สื่อถึงโลกธรรม ๘ ได้ นิ้ว ๓ นิ้วก็สื่อถึงพระไตรลักษณ์ได้
ไม่มีอะไรเป็นความโง่เขลาเท่ากับความมืดบอดทางปัญญา ไม่มีอะไรปิดบังดวงตาได้เท่ากับความอคติเกลียดชัง คนอย่างสนธิญาณ ทำให้อาตมาเห็นความข้อนี้ชัดขึ้น
ปล. แม้พระพุทธศาสนาจะสอนให้ใช้เหตุผลและปัญญาในการพูดคุย แต่คนบางกลุ่มกลับใช้เพียงแค่ความหยาบโลนและความไร้เหตุผลในการปกป้องศาสนา

ล่าสุด นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ได้ออกมาพูดถึงกรณีดังกล่าวถึงพระมหาไพรวัลย์ ว่า พระมหาไพรวัลย์ ได้รับพระมหากรุณธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าให้เป็นนาคหลวง อุปสมบทที่วัดพระแก้ว ซึ่งหลานคนคงรู้จักพระมหาไพรวัลย์ ก็เพราะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีภาพลักษณ์เป็นพระนักประชาธิปไตย วันดีคืนดี พระมหาไพรวัลย์ก้ได้โพสต์ถึงผม จากกรณีที่เฟซบุ๊กซึ่งเป็นแฟนเพจของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ได้โพสต์ข่าวของสำนักข่าว The Truth ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า สำนักข่าว The Truth มีผมเป็นเจ้าของอยู่ สำนักข่าว The Truth ก็ได้พาดหัวกรณีที่พระมหาไพรวัลย์ไปรับธงแครอทธรรมจักรจากนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ กลุ่มขอนแก่นพอกันที ซึ่งสำนักข่าว The Truthก็ได้พาดหัวข่าวว่า ต้องเป็นพระแบบไหนกัน? “มหาไพรวัลย์” ยิ้มกริ่ม รับธงล้อเลียนตราธรรมจักร “ครูใหญ่” โวยต้องปฏิรูปอำนาจสงฆ์ ลั่นถ้าโยมจะวิจารณ์พระ ก็ให้ไปบวชก่อน!? นี่คือสิ่งที่แฟนเพจสนธิญาณโพสต์ ต่อมาพระมหาไพรวัลย์ก็ได้ไปโพสต์ต่อว่า

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

คนมีปัญญาหยั่งลึกได้แค่ไหน ย่อมมองเห็นได้แค่นั้น บัวย่อมชูบานต่างระดับกันไป คนอย่างสนธิญาณ อาจมีปัญญาหนาทึบและหยาบกระด้าง จึงมองไม่เห็นธรรมะ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผืนธง พระพุทธเจ้าสอนธรรมะจากธรรมชาติ จากใบไม้และพืชผล จากก้อนดินและสรรพสัตว์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นข้ออุปมาถึงพระสัจจธรรมได้ทั้งหมด แครอท ๘ หัว ก็สื่อถึงโลกธรรม ๘ ได้ นิ้ว ๓ นิ้วก็สื่อถึงพระไตรลักษณ์ได้
ไม่มีอะไรเป็นความโง่เขลาเท่ากับความมืดบอดทางปัญญา ไม่มีอะไรปิดบังดวงตาได้เท่ากับความอคติเกลียดชัง คนอย่างสนธิญาณ ทำให้อาตมาเห็นความข้อนี้ชัดขึ้น
ปล. แม้พระพุทธศาสนาจะสอนให้ใช้เหตุผลและปัญญาในการพูดคุย แต่คนบางกลุ่มกลับใช้เพียงแค่ความหยาบโลนและความไร้เหตุผลในการปกป้องศาสนา

และท่านก็โพสต์เท่านี้ และผมก็ไม่ได้จะออกมาตอบโต้ แต่ประเด็นของเรื่องราวทั้งหลาย ผมคิดว่าวันนี้ พี่น้องชาวพุทธ จะต้องทำความเข้าใจเรื่องพระ พระพุทธศาสนา และคำสอนอันแท้จริงขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจว่า ไม่ได้อยู่ที่แบบแผน ขนบธรรมเนียม ประเพณี และผ้าที่ห่ม

สมัยพุทธกาล พระอรหันต์ 5 รูปแรกเป็นปัญจวัคคีย์ เป็นพราหมณ์ เป็นฤาษี ที่ปฏิบัติในแนวทางของตัวเองมา ได้รับธรรมอันเป็นสัจจะ ซึ่งธรรมอันเป็นสัจจะก็คือ ธรรมที่พระมหาไพรวัลย์ พูดถึงก็คือ กฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นแจ่มแจ้งว่าทุกสรรพสิ่งนั้น ไม่มีอยู่จริง ดำรงอยู่ไปตามสภาวะธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงไปในที่สุด จากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่งเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่พระมหาไพรวัลย์ เอาไปเปรียบเทียบกับ 3 นิ้ว พระอรหันต์องค์ที่ 6 ชื่อว่า พระยส เป็นคนธรรมดาสามัญ ได้ฟังคำเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะเดินบ่นว่า โลกนี้วุ่นวายหนอ ก็บรรลุธรรมขั้นต้น เมื่อฟังเทศน์ซ้ำไปก็กลายเป็นพระอรหันต์ ไม่จำเป็นจะต้องห่มผ้าสีเหลือง

พระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องการให้พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นพระสาวกได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาออกไป จึงกำหนดรูปแบบการห่มผ้าให้แตกต่างกับคนทั่วไปในอินเดียขณะนั้น แต่หลักแห่งความเป็นพระที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนหลักอันสำคัญคือ ต้องถือธุดงควัตร ประกอบไปด้วย ต้องถือผ้าบังสกุลเป็นวัตร ก็คือผ้าเก่าๆที่คนเขาทิ้งเอาไว้ตามกองขยะบ้าง ข้างถนนบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง นำผ้าเหล่านั้นมาใช้ และถือผ้าเพียง 3 ผืน ก็คือ ผ้าไตรจีวร สบง สังฆาฏิ ก็คือผ้านุ่งที่สวมแทนเสื้อและผ้าห่มที่ใช้เป็นสารพัดประโยชน์ ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร คือบริโภคอาหารเฉพาะที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร คือให้พักอาศัยอยู่ในป่าตามโคนไม้ เหตุผลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำหนดธุดงควัตรให้พระ เพื่อพระที่นุ่งเหลืองห่มเหลือง เป็นผู้ที่จะสื่อคำสอนถึงประชาชน หลังจากสื่อคำสอนแล้ว พระยังเป็นสื่อนำพาบุญ ก็คือสภาวะจิตของชาวบ้านที่ทำบุญกับพระ นั่นก็คือ สภาวะจิตของพระจะต้องผ่องใสเพื่อสื่อให้เกิดพลังของบุญ บุญในที่นี้ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นชัดก็คือเรื่องทาน ว่าทานที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ทานที่ทำลงไปมันจะงอกเงยขึ้นมาเป็นพันเท่า เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ให้มีจิตใจบริสุทธิ์ ไปให้ผู้บริสุทธิ์ สภาวะกำลังของบุญก็จะส่งออกไปได้มากมายมหาศาล

ดังนั้น พระในความหมายไม่ได้อยู่ที่การนุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่อยู่ที่สภาวะทางจิตที่จะต้องได้รับการพัฒนา ยกระดับให้สูงขึ้น แต่การยกระดับให้สูงขึ้นนั้น ไม่ใช่การนำเข้าหาตัวเอง แต่เป็นการต้องผลักทุกอย่างจากตัวเองออกไป แปลว่า ถ้ายังนำพาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศ เป็นพระเรียนมหาแล้ว ต้องไปเรียนปริญญาโท จะต้องได้ตำแหน่ง จะต้องได้โน่นได้นี่ อันนี้ไม่ใช่สภาพของความเป็นพระในทางความหมายของพระพุทธศาสนา เขาเป็นแค่คนนุ่งเหลืองห่มเหลือง ความหมายของผู้ที่เป็นพระไม่ว่าจะนุ่งเหลืองห่มเหลืองหรือไม่ นั่นก็คือ ผลักทุกอย่างออกจากตัวเอง ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง เพราะของทุกอย่างไม่มีอยู่จริง มันเป็นไปตามสภาวะตามธรรมชาติ แล้วเราไปสมมุติว่าเป็นของของเราอันนี้เป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าสอนว่า มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ย เป็นแบบนี้เพราะเป็นคนโง่ เพราะมีอวิชชาเป็นตำกำหนด อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้หรือความโง่นั่นเอง ความโง่และความไม่รู้นั้นคืออะไร ความโง่และความไม่รู้คือ ความไม่รู้ว่า ตัวตนของมนุษย์ทั้งหลายไม่มี ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา เป็นพระ หรือเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สิ่งที่บังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันและดำรงเป็นอยู่เป็นสมมุติที่ถูกสมมุติขึ้นตามโลกนี้ สมมุติขึ้นตามโลกนี้ มีความแตกต่างกันในแต่ละผู้คน ก็เพราะกระแสแห่งกรรมที่ทำไว้ในอดีต ตามกฎแห่งกรรม กรรมที่นำพาให้มาเกิด กรรมที่จะส่งเสริมผู้ที่เกิดแล้วให้ไปในทางที่ดีขึ้นหรือส่งเสริมในทางที่เลวลง หรือตัดรอนจากดีให้กลายเป็นเลว หรือจากเลวให้กลายเป็นดี ล้วนแต่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอกย้ำซ้ำนักหนาว่าพุทธะที่แท้จริง ต้องมีสัมมาทิฐิ ผู้ที่จะต้องมีสัมมาทิฐิได้ คือ ต้องเชื่อในกฎแห่งกรรม และต้องเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้า และมีคำสอนที่จะให้หลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม เพราะกฎแห่งกรรม เกิดขึ้นจากการที่จิตไปยึดถือว่า สรรพสิ่งมี และการยึดถือกำหนดมาเป็น มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ก่อวงจรของกรรมออกไปไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะบวชเป็นพระ ถ้าไม่เข้าใจในเรื่องนี้ก็หมายความว่าจะต้องก่อกระแสกรรมต่อไป

ไม่ว่าเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าเรื่องเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ว่าเรื่องของการจะฟื้นฟูพระพุทธศาสนา จะต้องบริหารอย่างนู้นอย่างนี้ มันไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่พระ ตามพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การที่ผมพูดเรื่องนี้ ผมไม่ได้เจาะจงถึงพระมหาไพรวัลย์ ผมเป็นพื้นฐานของคนที่เลวมาตั้งแต่กำเนิด เป็นเด็กข้างถนน ความชั่วทุกอย่างทำมาหมด สิ่งที่ศึกษาธรรมะอยู่ทุกวัน เพื่อจะลดทอนความชั่วที่มีอยู่ในจิตใจของตัวเองออกไป วันนี้ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่แต่ก็ไม่ใช่คนดี แต่มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเดินหน้าไปสู่การไม่เกิดอีกต่อไป ดังนั้น สิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน คือทำตามหน้าที่ หน้าที่ต่อครอบครัว หน้าทีต่อประเทศชาติบ้านเมือง หน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ได้คิดเบียดเบียนใคร ดังนั้น ผู้ที่เป็นพระก็มีหน้าที่อันน่าจะลึกซึ้งกว่าที่ผมทำ ยิ่งขอข้าวชาวบ้านกิน อยู่ภายใต้กฎธุดงควัตร ยิ่งต้องรู้ต้องเข้าใจ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นผม หรือเป็นหมา เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเทวดา ก็ตายเหมือนกันหมด เมื่อตายแล้วก็ให้ตระหนักลึกตรึกตรองว่า จะเป็นดินในเล็บที่ได้เกิดในสุขคติเป็นคนหรือเป็นเทวดา หรือเหมือนกับดินทั้งโลกไปเกิดเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต อสูรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่ว่าผมหรือพระมหาไพรวัลย์ ล้วนมีโอกาสตกนรกทั้งสิ้น ไม่มีใครมาตัดสินได้ คำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน หรือความต้องการของตัวเอง ไม่สามรถจะชี้ขาดเรื่องนี้ได้ การชี้ขาดอยู่ที่สภาวะจิต ที่โปร่งใสและบริสุทธิ์เท่านั้น