อ.อานนท์ โต้ปม แกนนำม็อบ ขอลี้ภัย ยัน มีหลักฐานข้อมูลจริง

0

จากกรณีที่ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีแกนนำกลุ่มคณะราษฎร จำนวนหลายคนทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองไปอาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

และทางซีไอเอรับรองคำขอลี้ภัยดังกล่าว ให้แกนนำไปเรียนหนังสือต่อด้วยทุนของสหรัฐอเมริกา แล้วจะกลับมาเป็นอาจารย์ในอีก 5-10 ปี ข้างหน้านั้น ต่อมาทางด้าน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ ว่า  ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนจำนวนมากที่กล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองของไทย เมื่อเร็วๆนี้ มีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐ ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง และข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับกระบวนการลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจะต้องอยู่ในสหรัฐแล้วเท่านั้น จึงจะขอสถานะผู้ลี้ภัยได้ ทั้งยัง ระบุอีกว่า การจะขอเป็นผู้ลี้ภัยจะต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาแล้วเท่านั้น โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบกระบวนการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย คือ U.S. Citizenship and Immigration Services เป็นผู้ดำเนินการ โดยหน่วยงานอื่นๆ ของสหรัฐ ไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้

ล่าสุดทางด้าน ดร.เวทิน ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย ได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ถึงปมลี้ภัย แกนนำ 3 นิ้ว ในรายการ TALK2WAYของสถาบันทิศทางไทย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยอ.อานนท์ได้กล่าวว่า ผมมีข้อมูล ซึ่งทางผู้ใหญ่ได้มีข้อมูลมาว่ามีเด็กมาไปขอวีซ่าสหรัฐฯ แล้วได้มีการนำวีซ่าสหรัฐที่มีรูปหน้าและชื่อ มาให้ผมดู ที่มาน่าจะมาจากคนใน แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่เห็นข้อมูลชัดเจนและได้มีการลองเช็คข่าวจากเพื่อที่อยู่ในสหรัฐฯ ก็ได้ทราบว่ามันมีกระบวนการที่จะไปจ้างทนายความเรื่องการอพยพและการขอลี้ภัยทางการเมือง คือการขอลี้ภัยในสหรัฐฯ สามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ซึ่งได้ทีการดำเนินการอยู่จริงแล้วก็มีวีซ่าออกมาแล้วจริงและก็ได้เห็นหลักฐานตรงนั้น แต่คือว่า เขาต้องออกจากประเทศไทยก่อน จะออกไปทางช่องทางธรรมชาติ หรือถ้าหรูหน่อยก็มีเฮลิคอปเตอร์ เช่น อดีตนักการเมืองไทยบางคน บิจากหลังคาโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งไปลงที่สนามบินแล้วไปต่อก็ได้ แต่คิดว่า ระดับแกนนำพวกนี้ไม่ใช่ระดับสูง ก็คงจะได้ไปทางรถมากกว่าจะไปเฮลิคอปเตอร์ แต่อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ แต่มันเคยมีประวัติศาสตร์

ถามว่า คนที่ไปลี้ภัยในสหรัฐฯ ด้วยการเมืองมีแล้วหรือยัง ก็ต้องตอบว่า เคยมีมาแล้วยกตัวอย่างเช่น จอม เพชรประดับ ก็ขอลี้ภัยทางการเมือง คือเข้าไปก่อนแล้วก็ขอได้โดยทำเรื่องและถ้ามีคนเซ็นต์รับรองก็มีกระบวนการนี้อยู่ อาจจะใช้เวลาครึ่งปี กระทั่งวีซ่าขาดก็ยังขอลี้ภัยการเมืองได้ อันนี้คือช่องทางที่ 1 คือต้องทำผ่าน U.S.C.I.S. ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนนี้ หลังจากที่เข้าไปในสหรัฐฯด้วยวีซ่าแล้ว สามารถทำเรื่องลี้ภัยทางการเมืองได้

อย่างที่ 2 ก็ได้ยินว่ามีแกนนำอีกกลุ่มหนึ่งมาทำผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เพราะฉะนั้น มันไม่ได้ไปได้ช่องเดียว มันไปได้หลายช่องทาง รู้ว่ามีการขอวีซ่าเตรียมไว้หมดแล้วจริงๆ มีการเคลื่อนไหวทางฝั่งนู้นในเรื่องขอลี้ภัยเตรียมการไว้ และเมื่อถามว่า ยืนยันว่าเห็นข้อมูลเหล่านั้นจริง อ.อานนท์ตอบว่า ยืนยันว่าเห็นจริง และยืนยันว่าทราบกระบวนการเป็นอย่างดี และเรียนรู้จากแพทเทิ้ลในอดีต อย่างเช่น เหตการณ์ ตุลา 19 ก็มีคนที่ไปอย่างนี้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างก็คือ ผมมีความเคารพนับถือ คน 6 ตุลา 19 มากกว่าแกนนำปลดแอกรุ่นนี้ และเชื่อว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศของคนฉลาด เขาเลือกคนฉลาดเข้าไปเป้นพลเมืองในประเทศเขา เขาไม่เลือกคนโง่ เขาเลือกคนฉลาด เลือกคนมีศักยภาพ ผู้นำนักศึกษาช่วง ตุลา 19 สมัยนู้นเรียกว่าเป็น หัวกะทิ เป็นปัญญาชนของประเทศจริงๆ ซึ่งการจะขอลี้ภัย ขอไปสมัครเรียนหนังสือต่อสำหรับคนพวกนี้ มันง่าย เพราะตัวเขามีคุณสมบัติ มีศักยภาพ มีต้นทุนพร้อม แต่แกนนำเด็กรุ่นนี้ ผมคิด่าไม่ได้เป็นหัวกะทิขนาดนั้น แต่มันก็เอื้อประโยชน์ในทางการเมืองระห และก็มีมาตลอด และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ถ้ายกตัวอย่างของ จอม เพชรประดับ ด้วยท่าทีและบทบาท จะอ่อนกว่าแกนนำรุ่นนี้ด้วยซ้ำ ในแง่ของข้อเรียกร้อง เพราะ จอม เพชรประดับ มีคดีไม่เยอะเท่าแกนนำปลดแอกที่มีกว่า 80 คดี อย่างที่สองคือ ทิศทางของการเคลื่อนไหว และการโจมจีสถาบันพระมหากษัตริย์ จอม เพชรประดับยังไม่ทำขนาดนี้เลย และมีเหตุผลของการลี้ภัยทางการเมือง สหรัฐฯก็เลยให้ เพราะถือว่ามีเหตุที่ไม่สามารถอยู่ในประเทศนั้นๆได้ปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของคดี ซึ่งมีกระบวนการที่สามารถทำได้ แต่สหรัฐจะให้หรือไม่ให้นั้น ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่ได้เห็นมา คือก็มีท่าทีว่าจะให้ และมีการเตรียมทนายฝั่งนู้นเพื่อดำเนินการไว้ด้วย

ชมคลิปเต็มได้ที่