ความเป็นไปได้ในการก่อสงครามกลางเมืองของอีกฝ่าย / สุวินัย ภรณวลัย

0

จากที่วันนี้สถานการณ์ม็อบคณะราษฏร ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปในทิศทางไหนที่จะชัยชนะ ล่าสุดวันนี้(26ต.ค.63) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย ได้เขียนบทความวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

#วิเคราะห์แผนการร้ายจริงจัง ความเป็นไปได้ในการก่อสงครามกลางเมืองของอีกฝ่าย สถานการณ์ที่ใกล้สงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที จะต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ข้อครบถ้วนคือ (1) อุดมการณ์ล้มเจ้า (2) มวลชนกับทุนที่สนับสนุน และ (3) กองกำลังติดอาวุธ ม็อบที่ถูกจุดติดแล้ว ทำให้ 2 องค์ประกอบแรกมีครบถ้วนแล้ว ยังขาดแค่กองกำลังติดอาวุธเท่านั้น

  1. #อุดมการณ์ล้มเจ้า คือ การลุกฮือของม็อบคณะราษฏร63 ครั้งนี้แสดงตัวชัดเจนมากว่าใครคือเป้าหมายสุดท้ายที่พวกเขาต้องการโค่นในนาม “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ด้วยความหวังดี”
  2. #มวลชนและทุน เริ่มจากการปั่นให้เด็กเกิดความคิดที่เป็นขบถ ต่อขนบธรรมเนียม ประเพณี จากสิ่งที่เด็กคิดว่าเป็นปัญหาของเด็กแล้วใส่ข้อมูลในระดับประเทศเข้าไปด้วย ให้เด็กคิดว่า ครูก็เป็นเพียงคนที่มีอาชีพสอน รับเงินเดือน ไม่มีความผูกพันกันเหมือนเมื่อก่อนที่ครูถือเป็นพ่อแม่คนที่ 2 ที่อยู่โรงเรียน

พ่อแม่มีหน้าที่ให้กำเนิดและเลี้ยงเด็กในรุ่นต่อไปให้โตขึ้นมาจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้วก็แยกครอบครัวออกมาเท่านั้น ต่อไปประเพณีวัฒนธรรมที่มีการรวมญาติกันตามวันสำคัญต่างๆคงลดลงไปมาก เห็นไหมว่าพวกเขาเริ่มจากเรื่องการรับน้อง เรื่องทรงผม เรื่องความไม่พอใจต่างๆของเด็กในแต่ละโรงเรียน ให้เด็กต่อต้านครู แต่ตอนนี้กลายเป็นการต่อต้านระบบ ยืนชู 3 นิ้วตอนร้องเพลงชาติ ยืนชู 3 นิ้วตอนถวายบังโคมวันปิยะมหาราช ไม่ยืนตรงเมื่อมีเพลงสรรเสริญ ไปถึงขั้นไม่ยืนตรงตอนมีเพลงชาติ ตอนนี้กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังสามารถแบ่งแยกประชาชนได้แล้ว และสามารถทำสำเร็จด้วย ต่อไปคือการแบ่งแยกข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
  1. #กองกำลังติดอาวุธ ถามว่าแล้วจะไปเอากองกำลังติดอาวุธมาจากไหนในเมื่อประชาชนมีได้อย่างมากเพียงปืนพกสั้นกับกระสุนไม่กี่นัด มีดทำครัวทุกอย่างที่สามารถหยิบจับขึ้นมาเป็นอาวุธได้ #กองกำลังติดอาวุธก็มาจากข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐเองนี่แหละ มีโอกาสเกิดขึ้นไหม? ต้องบอกตามตรงว่ามี

วิธีเดียวกันเหมือนที่เขาใช้กับเด็กๆคือการปั่น จะสังเกตเห็นว่า มีภาพตำรวจบางนายชู 3 นิ้วในขณะที่ถือโล่ มีทหารบางนายใส่ชุดพรางชู 3 นิ้ว ข้าราชการใส่หันหลังชุดกากีชู 3 นิ้ว คนใส่เสื้อเหลืองชู 3 นิ้วในโอกาสต่างๆ ข้าราชการใส่ชุดพิธีการชู 3 นิ้วขณะถวายพระพร หลายคนโพสว่าทำใจไม่ได้ ที่ต้องมาทำงานหรือร่วมงานแบบนี้ นี่คือตัวอย่างเล็กน้อย ภาพเหล่านี้จะถูกเบลอไม่ให้เห็นหน้าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำแบบนั้น แล้วส่งต่อส่งซ้ำ #เพื่อปั่นให้เกิดการขบถในหมู่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยคาดหวังมากที่สุดคือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นกำลังติดอาวุธอย่างทหารและตำรวจ

#ลำดับเหตุการณ์จะคล้ายๆกับการปฏิวัติซินไฮ่ ของจีนที่เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ หลังจากที่มีการต่อต้านราชวงศ์ชิงทั่วประเทศ ก็มีกลุ่มประชาชนจีนติดอาวุธกลุ่มทงเหมินก่อการบุกจวนข้าหลวงกวางตุ้งกวางสี แต่ก็ถูกปราบในที่สุด แต่การปราบในครั้งนั้นก็ยิ่งสร้างความเคียดแค้นให้กับกลุ่มต่อต้าน ซึ่งมีทั้งที่เป็นประชาชนทั่วไปและที่แฝงตัวอยู่ในฐานะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในที่สุดก็เกิดการต่อต้านจากกองพันทหารช่างที่ 8 กองทัพใหม่หูเป่ย ทำการก่อกบฎ บุกจวนข้าหลวงเหอเป่ยเหอหนาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐอื่นที่ลังเลหรือรอคนเปิด ต่างพากันแสดงตัวต่อต้านนำไปสู่สงครามกลางเมือง

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน #เกิดขึ้นผสมกันระหว่างกลุ่มคนที่ยังหลงเหลือตกค้างความต้องการของตัวเองในยุคสงครามเย็นไม่ว่าจะผ่านการเข้าป่าหรือไม่ผ่านการเข้าป่ามาก็ตาม ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอายุเยอะเกินที่จะรอการเปลี่ยนแปลงโดยที่ให้สังคมมันเปลี่ยนผ่านด้วยตัวมันเองในอนาคต อาจจะ 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี ข้างหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ แต่ตัวเองอาจมีอายุอยู่ไม่ถึงที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น

คนพวกนี้จึงอยากเร่งปฏิกิริยา #อยากเร่งสถานการณ์เพื่อสนองตันหาของตนเอง ผนวกกับ #กลุ่มคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นอย่างนักปฏิวัติอย่าง ซุน ยัตเซ็น วลาดีเมียร์ เลนิน หรือมักซีมีเลียง รอแบสปีแยร์ #ที่ต้องการฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศหรือของโลก เราไม่อาจแน่ใจได้ว่ากลุ่มคนที่ใช้เสรีภาพมาเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลง เมื่อเขาเหล่านั้นได้อำนาจไป เขาจะให้เสรีภาพกับคนทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีความแตกต่างกันจริงๆหรือ

ตัวอย่างมีให้เห็นในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น วลาดีเมียร์ เลนิน มักซีมีเลียง รอแบสปีแยร์ เหมา เจ๋อตง ฯลฯ เมื่อได้อำนาจไปแล้ว แต่ไม่เคยให้เสรีภาพกับคนทุกกลุ่มตามที่ได้ใช้เสรีภาพเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลง กลับกันกับเข่นฆ่าประชาชนที่เห็นต่างนับแสนนับล้านคน หรืออาจหลาย 10 ล้านคน เพื่อประกันความสำเร็จ หรือป้องกันการโต้กลับ

#ไม่มีเสรีภาพจริงหรอกหลังการเปลี่ยนแปลงด้วยสงครามกลางเมือง หลายประเทศที่เริ่มการเปลี่ยนแปลงโดยใช้สงครามกลางเมืองปัจจุบันก็ยังคงมีสงครามกลางเมืองอยู่ ปลายทางผลลัพธ์มันอาจไม่ใช่ประเทศล้มเหลวแต่ประเทศอาจล่มสลายได้ เพราะมีให้เราเห็นในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง อาหรับ หรือในแอฟริกา ถึงแม้ว่าหลายประเทศอย่างในแถบเอเชียหรือยุโรป จะมีความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านด้วยสงครามกลางเมือง

แต่ในช่วงระยะเวลาที่เกิดสงครามกลางเมือง อาจกินเวลา 10 ปี ไปจนถึงหลายสิบปี ยังไม่นับว่าเมื่อหลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูประเทศอีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี #กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนอาจจะมีประมาณ2ล้านคนที่อยู่ในกลุ่มโซเชียลมีเดีย แต่คนที่จะเดือดร้อนจากสงครามกลางเมืองจะ #มีมากกว่า50ล้านคนแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเมืองสภาพของประเทศเหล่านี้ ทำให้ #ต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงโดยสงครามกลางเมืองมันสูงเกิน ที่จะนำประเทศและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไปเสี่ยงกับสิ่งที่เราได้เห็นทุกครั้งหลังการเปลี่ยนแปลงโดยสงครามกลางเมืองของประเทศต่างๆทั่วโลก ผมอยากให้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะเหล่านักรบแห่งแสง และผู้สนับสนุนนักรบแห่งแสงทุกท่าน โปรดช่วยพิจารณาในสิ่งที่บทความนี้วิเคราะห์หรือประเมินไว้ด้วยเถิด เพื่อหาทางแก้ไขและรับมือก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ตอนนี้เหลืออยู่ขั้นย่อย ที่ #พวกนั้นอาจจะกล้าทำเป็นมาตรการสุดท้าย นั่นคือการให้กลุ่มคนที่ออกมาส่วนหนึ่งไม่ต้องมาก อาจไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำ ทำการลุกฮือติดอาวุธเล็กๆเท่าที่มีทำเหมือนที่กลุ่มทงเหมินทำ บุกจวนข้าหลวงกวางตุ้งกวางสี ในช่วงปฏิวัติซินไฮ่ แล้วยอมให้ถูกปราบเพื่อใช้เป็นข้ออ้าง จากนั้นขั้นตอนหลักขั้นตอนสุดท้ายคือการปั่นแบ่งแยกข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐออกมาเข้าร่วม โดยเฉพาะข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นกำลังติดอาวุธอย่างทหารและตำรวจ

แม้ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้อาจยังมีไม่มากในตอนนี้ แต่เราก็ไม่ควรประมาท แผนการร้ายสุดที่ฝ่ายนั้นจะทำในกรณีเลวร้ายสุด คือ #โมเดลปฏิวัติซินไฮ่ #ต้องรู้ทันแผนการร้ายในกรณีที่เลวร้ายสุดอย่างนี้เอาไว้ก่อน ด้วยจิตคารวะ สุวินัย ภรณวลัย แห่งทัพนักรบแห่งแสง

ที่มา : เฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai