อย่าให้อาจารย์เอาการประท้วงหยุดสอนมาเป็นข้อต่อรองทางการเมือง รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา

0

จากที่ รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย ได้เขียนบทความถึงกรณีนักวิชาการในกลุ่ม 1118 คน ออกมาขู่นายกรัฐมนตรีให้ลาออก ด้วยการยื่นเงื่อนไขซึ่งเกี่ยวโยงกับม็อบปลดแอกที่ชุมนุมคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่นั้น

กรณีที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นำรายชื่อนักวิชาการ 1,118 คน ยื่นหนังสือเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี ลาออกภายใน 7 วัน โดยยื่นข้อเรียกร้องรัฐบาล 3 ข้อ ชี้หากยังดื้อ เตรียมขอความร่วมมือกลุ่มนักวิชาการนัดหยุดสอนทั่วประเทศ (คมชัดลึกออนไลน์, 20 ตุลาคม 2563,15.15น.)

โดยมีการยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อโดยสรุป คือ ประนามการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมบริเวณแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ยกเลิกการตั้งข้อหาและต้องปล่อยตัวผู้ชุมนุมทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข และ ให้นายกฯ ลาออกแล้วแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยตามความเชื่อและวาทกรรมของกลุ่มตน

การเรียกร้องของอาจารย์ที่ดำเนินการในนามเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองหรือ คนส. นำโดย รศ.ดร. อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับเป็นการนำหน้าที่ในการให้ความรู้ตามรายวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรที่จะดำเนินการต่อนักศึกษามาเป็นตัวประกันในการต่อรองเพื่อการเรียกร้องทางการเมือง  แต่ก็มีหลายฝ่ายให้ความคิดเห็นว่าถ้าสอนแต่สอนไปในทางที่จะสนองตอบต่อความคิดเห็นส่วนตัวในการปฏิรูปสถาบัน แล้วส่งผลต่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมต่อสังคมไทย จนเกิดปรากฎการณ์ตามที่มีผู้ให้ความเห็นว่า “ชังชาติ” “หลงวัฒน์” และ “ปฏิกษัตริย์นิยม” อยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็หยุดสอนและลาออกจากความเป็นครูบาอาจารย์ก็ได้คงไม่มีใครว่า ไปรวมกันอยู่ที่สำนักตักศิลาใดที่ปลอดจากคนที่ยังยึดมั่นในบรรทัดฐานทางสังคม (Norm) ของสังคมไทย ที่จะมีลักษณะเฉพาะ โดยไม่เป็นไปตามแนวคิดอย่างที่อาจารย์กลุ่มนี้ตั้งใจจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบรรทัดฐานทางสังคม แทนที่จะให้เบี่ยงไปตามการเปลี่ยนแปลงไปตามปกติที่ส่งผลมาจากสมัยนิยม (Fashion) และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ของโลกจนเกิดสภาวะกวาดล้าง (Disruption) สิ่งที่เคยเป็นมาอยู่ในปัจจุบัน

แต่ก็คงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมแบบพลิกฝ่ามือ โดยการล้มล้างสภาวะทางนามธรรมต่อความเป็นชาติ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และการเคารพเทิดทูนต่อองค์เหนือหัว ของชาวไทยไปได้อย่างแน่นอน

โดยจากการวิเคราะห์ที่ผ่านมาของนักวิชาการหลายกลุ่มก็พยายามชี้ให้เห็นถึงการดำเนินการของการวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะเฉพาะ (Characteristics) ของบุคคล จากการแสดงตัวตนของคนในสังคมยุคใหม่ที่ใส่ข้อมูลแสดงตัวตนอยู่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ถือเป็น เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ที่สามารถจะใช้การวิเคราะห์เพื่อแสดงความเป็นกลุ่มของลักษณะเฉพาะของบุคคล ในการเตรียมการเพื่อการใส่ชุดข้อมูลเพื่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ดังปรากฏรูปแบบการดำเนินการแบบนี้ อาทิ กรณีที่ Cambridge Analytica ได้ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลจากเครือข่ายสไงคมออนไลน์บนรูปแบบ (Flatform) ที่ชื่อ Facebook (VOA Thailand, 2020)

การดำเนินการที่หลายฝ่ายให้ความสนใจการใช้การวิเคราะห์และผลของการวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะเฉพาะบุคคลขนาดใหญ่ในประเทศไทย มีการดำเนินการมุ่งไปที่กลุ่มที่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดได้ ก็คือกลุ่มเยาวชนและคนที่ฝักใฝ่ตามรูปแบบที่กำหนดกลุ่มไว้ โดยการดำเนินการที่สอดประสานกันระหว่างการถ่ายทอดความคิดจากผู้ให้ความรู้หรืออาจารย์ในสถานศึกษา จึงเป็นที่่สงสัยว่า “ที่ผ่านมาอาจารย์ให้ชุดความคิดอะไรใส่ลงไปในการเรียนการสอนเพื่อสานต่อแนวคิดทางการเมืองหรือสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”

และอีกกลุ่มที่ดำเนินการสอดประสานกันก็คือกลุ่มที่ผลักดันแนวคิดเข้าสู่การมีบทบาททางการเมือง เพื่อผลักดันแนวคิดออกสู่กลุ่มผู้ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในประเทศในวงกว้าง

การสอดประสานของการทุ่มทุนเพื่อการใช้การวิเคราะห์กลุ่มคนเพื่อใส่ข้อมูลไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศเป้าหมายของประเทศมหาอำนาจ มีการวิเคราะห์ว่าจะเป็นความเห็นร่วม หรือมีการจัดทำร่วม หรือมีการลงทุนร่วม ว่าจะเป็นรูปแบบใดยังไม่มีข้อมูลชัด แต่การวิเคราะห์และใส่ชุดความคิดเพื่อการแบ่งแยกกลุ่มคนให้ชัด โดยหากลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มเข้ามาร่วมเพิ่มเติมแนวคิด โดยเห็นว่าการดำเนินการที่ได้ผลมีตัวอย่างมาจากหลายประเทศแต่การเกิดการต่อสู้ของเยาวชนที่ฮ่องกง ก็เป็นแนวคิดที่ใช้เป็นต้นแบบได้ดี ประเทศไทยจึงมุ่งผลไปที่เยาวชน

ส่วนการใส่ชุดความคิดจากอาจารย์ผู้สอนก็เป็นการหาแนวร่วมอาจารย์และสร้างศิษย์ที่เห็นด้วยก็เป็นอีกการดำเนินการหนึ่งเพื่อหาคนมาเป็นแกนในการขับเคลื่อนจากการใส่ชุดความคิดไปยังกลุ่มเยาวชนด้วยวิธีแรก และการผลักดันแนวคิดในการดำเนินการจากนักการเมืองเพื่อผลักดันทางนิติบัญญัติในการปรับแก้กฏหมาย และการหาแนวร่วมเพิ่มเติมเพื่อการป้องกันการถูกดำเนินคดีจากกฎหมายบ้านเมืองปกติ ด้วยกระบวนการแบบนี้หรือไม่ ที่ทำให้กลุ่มอาจารย์และนักวิชาการออกมายื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างมาก ในการต่อต้านการดำเนินการเพื่อมุ่งไปยังการเปลี่ยนแปลงประเทศ อันจะยังผลดีต่อประเทศมหาอำนาจ สนองความต้องการตามแนวคิดของกลุ่มนักวิชาการ และนักการเมืองผู้มากอบโกยผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้

อาจารย์ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของแนวคิดดังกล่าวจากทั่วประเทศ ยังคงเป็นครูผู้เสียสละ ดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ที่จะทำเพื่อส่วนรวม ด้วยความเสียสละ รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวัฒนธรรมอันดีงามที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน ยากที่จะมาเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมให้เป็นแบบประเทศอเมริกาและยุโรป เพราะเราเป็นไทย ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่คนในประเทศเหล่านั้นโหยหาเสียเหลือเกิน แต่เขาจะไม่มีวันทำให้ประเทศไทยล่มสลายได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดมั่นในรากฐานทางวัฒนธรรมเหล่านั้น เยาวชนที่เขาเปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้ชุดความคิดที่ถูกต้องของความดีงามของบรรทัดฐานทางสังคมไทยก็จะต้องเข้าใจอย่างแน่นอน ขอเรียกร้องไปยังอาจารย์ที่รักชาติทุกท่าน ถ้าที่ใดมีอาจารย์ที่นัดหยุดสอนเพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน ขอให้ช่วยกันเรียกร้องให้กลับมาสอนถ้าไม่สอนก็ขอให้ลาออกไป และขอให้อาจารย์ที่ทำงานด้วยกันยินดีจะสอนแทนหรือสอนเป็น 2 เท่า เพื่อ “ทดแทนบุญคุณแผ่นดิน”