ดร.สุวินัย ชี้ปฏิกษัตริย์นิยมฝ่ายก้าวหน้า ล้าหลังมอมเมาคนรุ่นใหม่ดุจยาเสพติดทางความคิด

0

จากที่วันนี้(3ต.ค.63) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊กระบุ ความจริงความเท็จของเรื่องราว เวลาจะให้คำตอบเอง?!?

ชีวิตคนเราทุกคนล้วนต้องประสบวิกฤตชีวิตในแต่ละช่วงตั้งแต่วัยรุ่น วัยเบญจเพศ วัยกลางคน และวัยชรา… ต่างกันแค่เจอวิกฤตอะไรและเจ้าตัวรับมือกับวิกฤตนั้นอย่างไรเท่านั้น คงไม่เป็นการพูดเกินจริงไปถ้าผมจะบอกว่า วิกฤตชีวิตทุกครั้งที่คนเราประสบคือโอกาสในการเติบโตและการลอกคราบเป็นตัวตนใหม่ … วิกฤตที่ประสบจึงมิใช่แค่ทุกข์ล้วนๆ

เมื่อใดที่เผชิญทุกข์-วิกฤตด้วยสติและด้วยปัญญา เมื่อนั้นตัวทุกข์-วิกฤตมันคือสวิตช์หรือกระดานสปริงให้เรากระโดดไปสู่อีกระดับที่สูงขึ้นนั่นเอง จำได้ว่าตัวผมเองตอนประสบวิกฤตชีวิตวัยกลางคนเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนนั้นผมเลือกที่จะไม่พูด ตีโพยตีพายแม้จะถูกเข้าใจผิดขนาดไหนก็ตาม

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ผมมาเข้าใจทีหลังได้เองว่า คนที่มีจิตใจที่ทั้งใหญ่ ทั้งกว้าง และหนักแน่นทุกคนนั้น มักจะเลือกที่จะไม่พูดในสถานการณ์แบบนี้เสมอ จำได้ว่าตัวเองก่อนฟองสบู่แตกในปี 1997 เมื่อยี่สิบสี่ปีก่อน เคยไปพูดในคลาสเอ็กซ์ MBA ที่ธรรมศาสตร์ว่าฟองสบู่จะแตกแล้วนักศึกษาในชั้นหัวเราะเยาะผมแทบทั้งห้อง

ผมปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้พิสูจน์เอง … ซึ่งใช้เวลาไม่นานเลย จำได้ว่าตัวเองเคยถูกผู้หญิงสลัดทิ้งราวกับเป็นผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งเมื่อตอนเบญจเพศ ผมปล่อยให้เวลาผ่านไปเป็นสิบๆปีเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าเป็นบุรุษที่หาได้ยากดุจอัญมณีและคู่ควรแก่การทนุถนอมขนาดไหน

ผมกลายเป็น “หมาป่าเดียวดาย” (Lone Wolf) ในแวดวงปัญญาชน “หัวก้าวหน้า” มาตั้งแต่สิบหกปีก่อน เมื่อผมเลือกยืนคนละฝั่งทางการเมืองกับพวกเขา บางทีอาจต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตเพื่อเยียวยาความบาดหมางแตกแยกทางความคิดครั้งนั้น … หรือไม่ก็ตายจากกันตามวิถีทางของแต่ละคน

ความคิดปฏิกษัตริย์นิยมต่อต้านสถาบันกษัตริย์ของฝ่าย “ก้าวหน้าไทย” เป็นอะไรที่ล้าหลังและมอมเมาผู้คนในสังคมไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ดุจยาเสพติดทางความคิดเหมือนยาบ้า ยาอีทางความคิดอุดมการณ์ก็ไม่ปาน … มันเหลือเชื่อมาก แต่ก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆในสังคมไทย

หลังจากที่เกษียณจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วและเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยเต็มตัว #การอยู่เหนือโลกและความตายเป็นเรื่องเดียวที่กระตุ้นความสนใจของผมได้จริง ส่วนเรื่องอื่นๆทางโลกสำหรับผม มันเป็นแค่การละเล่นดุจเดินหมากในกระโจมศึกเท่านั้นต่อให้ต้องเผชิญกับเรื่องคอขาดบาดตายระดับโลกแค่ไหนก็ตาม เพราะต่อให้ผมรู้ล่วงหน้าหลายปีว่าจะเกิดหายนะโลกในปี 2020 … แล้วยังไงเล่า? ตัวเองมีขีดความสามารถแค่ไหนกันในการยับยั้งมัน

การไม่พูดให้ร้ายใครในเชิงบุคคล แม้ถูกจาบจ้วง ก่นด่าอย่างหยาบคายไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คือความกรุณาของผม …ปล่อยให้กาลเวลาเป็นคนตัดสินเถิด ไม่ว่าจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาแค่ไหนในชีวิต สิ่งที่ผมไม่เคยสูญเสียไปเลย คือ การนับถือตนเองหนักแน่นดุจขุนเขาที่กล้ารองรับการเหยียบย่ำจากทั่วหล้า อ่อนโยนแต่ทรงพลังดุจสายน้ำ ล่องไปอย่างเสรีดุจเมฆขาว

ชีวิตที่ตื่นรู้แล้ว ช่างอัศจรรย์เหลือเกิน

ที่มา : เฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai