หมุดคณะราษฎร คือ สัญลักษณ์ “การยึดอำนาจพระเจ้าแผ่นดิน” ดร.แสงเทียน ปธ.ยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย

0

จากที่กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ปักหมุดคณะราษฎรหมุดที่2 ซึ่งถูกหล่อมาด้วยทองเหลืองขนาด 11 นิ้ว จะปักลงในแผ่นดินในช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 20 ก.ย. โดยมีการเจาะพื้นหน้าเวทีการชุมนุมแล้วนำหมุดมาทำพิธีฝังไว้นั้น

ล่าสุดวันนี้(20ก.ย.63) รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย ได้เขียนบทความถึงหมุดไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้ มีการเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มมวลชนตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2563 ที่มีการยื่นข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันไปจากหลากหลายกลุ่ม โดยเริ่มมาจากการให้ข้อมูลด้วย “จิตวิทยามวลชนรูปแบบใหม่” โดยอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดียทั้งการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ร่วมกับการโปรแกรมเพื่อวิเคราะห์ติดตามและจัดตั้งแนวร่วมจากการเปลี่ยนแปลงความคิดในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการศึกษาวิเคราะห์ก็พบว่ามีการผนึกกำลังร่วมกันของกลุ่มที่แตกต่างกันในหลายกลุ่มทั้งจาก

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

กลุ่มบางสีที่ต้องการล้มเจ้า กลุ่มอาจารย์นักวิชาการที่ไม่เอาเจ้ารวมกลุ่มศิษย์ที่เชื่อคำสอน กลุ่มนักการเมืองและนายทุนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว ผนึกกำลังเข้ากับการเดินเกมด้วยการเข้าสู่การเมืองที่ได้รับผลจากจิตวิทยามวลชนนี้เพื่อเข้าสู่สภา การดำเนินการด้วยวิธีที่หลากหลายเพื่อไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ “การล้มเจ้า” ก็เริ่มชัดเจนขึ้น จากที่ต้องปิดหน้าปิดตาหลบอยู่ในมุมมืด ก็เริ่มออกมาให้เห็นในการเดินเกมนี้ การถ่ายทอดแนวคิดของอาจารย์ไปสู่ศิษย์เพื่อสร้างแนวร่วม

โดยมีนักการเมืองที่ได้รับผลจากแนวร่วมเข้ามาในสภาและนักวิชาการที่ทำงานสอดประสานกัน ก็ดำเนินการโดยวิธีต่างๆ ทั้ง “วาทกรรม-นำสู่กระแสออนไลน์-ม็อบครั้งคราว-ข่าวปลอม-ยอมถูกดำเนินคดี-มีกิจกรรม” เพื่อหล่อเลี้ยงแนวร่วมให้ยังคงอยู่และมีจำนวนมากขึ้นจนสามารถสร้างการชุมนุมตามที่วางแผนเอาไว้ได้แม้นักเรียน นักศึกษาบางกลุ่มที่คาดหวังไว้ ดังที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องช่วงปลายปี 2562 มิได้เข้าร่วมดังที่คิดการไว้ แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ชักใยจากกลุ่มการเมืองนำมวลชนเข้าสู่การชุมนุมจากการดำเนินการนำมวลชนสู่ที่รวมพลใหญ่ ที่ประกาศเอาไว้ว่าเพื่อต้องการสร้างสัญลักษณ์ใน  “การล้มเจ้า” ให้ชัดเจนขึ้น

การเปิดหน้าชนของกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวคิดเดียวกัน โดยแนวคิดเดิมที่จะใช้ “ฮ่องกงโมเดล” คือ ให้ทุกอย่างดำเนินการโดยคนรุ่นใหม่หรือเยาวชน แต่ก็ทำได้ยากจึงต้องพึ่งมวลชนจากประชาชนคนสีเดิมที่เคยร่วมกับพวกที่เคยเรียกร้อง การก่อตั้ง “รัฐไทยใหม่” ที่นำไปสู่การก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อสีที่ต้องการสถาปนาระบอบทักษิณเป็นแกนความคิด มีการ “ปลดรูปที่มีทุกบ้าน” ออกไป (MGR online, 18June2011) การเปิดหน้าดังกล่าวจึงเป็นการเปิดไปสู่การดำเนินการที่มีความชัดเจนในการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน หาใช่การเรียกร้องรัฐบาล

ส่วนที่เรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถือว่ายังใช่อยู่ เพราะในการแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นหนึ่งในการดำเนินการที่จะเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถาบันฯ ได้แต่ต้องเป็นการแก้ที่มีการยกร่างขึ้นมาใหม่โดยคณะกรรมการยกร่างใหม่ เผื่อจะก้าวล่วงไปสู่การปรับแก้ในหมวด 1 และ 2 ได้ด้วย

หลายฝ่ายเริ่มตระหนักว่า การดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยการรุกหนัก ทั้งยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามแนวคิด โดยเฉพาะการปักหมุดคณะราษฎร โดยใช้ว่าหมุดคณะราษฎรเพื่อนำไปสู่สัญลักษณ์ของการประกาศคณะราษฎรที่ผู้นำสำคัญคนหนึ่งในการดำเนินการนี้เคยประกาศว่าจะสานต่อคณะราษฎร 2475 ให้สำเร็จ เมื่อได้พิจารณาทำความเข้าใจก็จะเห็นภาพของการสืบทอดของคณะราษฎร ที่เคยมีแถลงการณ์ประกาศถึงจุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการสถาปนารัฐอันมีรัฐธรรมนูญขึ้นในสยามสมัยนั้น ที่มีใจความบางตอนที่เคยมีจากพระยาพหลพลพยุหเสนาในขณะนั้นว่า

“… รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวง ไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกลับกล่าวคำหมิ่นประมาทราษฎร ผู้มีบุญคุณเสียภาษีให้เจ้ากิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน …”

“… ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่เป็นของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของเราเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นจากมือข้าศึก พวกเจ้ามีแต่จะชุบมือเปิป…เงินเหลือเท่าใดก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย…” (สารานุกรุมเสรี(การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475), 2563)

การดำเนินการทุกอย่างของการดำเนินการที่พยายามทำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างหมู่บ้านเสื้อสี การโจมตีและให้ร้ายสถาบันฯ ผ่านโซเชี่ยลมีเดียเพื่อสร้างแนวร่วมที่ “หมดความศรัทธาต่อสถาบันฯ” มาอย่างต่อเนื่องสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นการย่ำยีหัวใจของพสกนิกรผู้จงรักภักดีมาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หวังการปะทะกันเองของหมู่ประชาชนนำไปสู่รัฐที่ล้มเหลว เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ตามที่ผู้นำแนวคิดนี้ที่เป็นอดีตอาจารย์ผู้ฝักใฝ่ฝรั่งเศส การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นก็คงตีความได้ไม่ยากว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ

จากการประมวลทั้งหมดทั้งสิ้นของการดำเนินการดังที่กล่าวมาจนมาถึงการปักหมุดคณะราษฎร 2563 ที่ท้องสนามหลวงและการสานต่อภารกิจคณะราษฎร 2475 เมื่อวิเคราะห์แล้วก็พบว่า

คณะราษฎร 2475 ยึดอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน มาเป็นของหมู่คณะ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะยอมสละอำนาจของข้าพเจ้าให้แก่ราษฎร ดังที่ปรากฎในพระราชบันทึกถึงรัฐบาล เมื่อเดือน ธ.ค. 2477 ทรงรับสั่งถึงกรณีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 นี้ว่า “ข้าพเจ้าได้พูดไว้นานแล้วว่า ข้าพเจ้ายอมสละอำนาจของข้าพเจ้าให้แก่ราษฎรทั้งปวง แต่ไม่สมัครที่จะสละอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง เว้นแต่จะรู้แน่ว่าเป็นความประสงค์ของประชาชนอันแท้จริงเช่นนั้น”

พระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว ปรากฏขึ้นอีกครั้งในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ อีก 3 เดือนต่อมา ซึ่งเป็นข้อความที่เราคุ้นเคยกันดีว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิเด็ดขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” (อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์, 3 มีนาคม 2562) และขออนุญาตแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเรื่อง 85 ปี “ราชันผู้สละราชย์” ที่นักวิชาการท่านนี้ได้เขียนไว้ผ่านโพสต์ทูเดย์ออนไลน์จากลิงค์นี้ https://www.posttoday.com/politic/report/582096

การดำเนินการของการชุมนุม 19-20 กันยายน 2563 ทั้งบุก-ยึด-เยือน-เคลื่อนที่ ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อ “สานต่อภารกิจคณะราษฎร” ที่มุ่ง “ยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์” โดยมุ่งหมายให้ “จบที่รุ่นเรา” เป็นการย่ำยีไปที่กลางใจของพสกนิกรผู้จงรักภักดีทุกคน ระวังจะได้ยินเสียงดังๆ จากพสกนิกรเช่นกันว่า

“การหยุดพวกจาบจ้วง ล่วงละเมิด สถาบันฯ ขอให้จบที่รุ่นเรา” เช่นกัน จึงทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หลังจาก 14 ตุลาคม 2516 มาได้ 3 ปีจะย้อนกลับมาสร้างฝันร้ายให้ประเทศอีกครั้ง หรือคนที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ “ต้องการให้เกิดอีก” เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดตนท่ามกลาง “ซากศพและซากปรักหักพังของชาติไทย”