อาจารย์หมอจุฬาฯ ย้ำไทยเสี่ยงสูง รับไวรัส สายพันธุ์ G เปิดรับนทท.เมื่อไหร่ ไม่รอดเชื้อโควิดรอบ 2

0

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa) หรือ STV ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยจะเปิดให้เข้าประเทศได้ตั้งแต่เดือนต.ค.63 โดยกำหนดเงื่อนไขเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษนี้

ประกอบไปด้วย 1.ต้องเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางมาพักในประเทศไทยแบบระยะยาว(Long Stay) 2. ต้องยอมรับมาตรการด้านสาธารณสุขในประเทศไทยเรื่องการกักตัว 14 วัน และ 3.มีเอกสารหลักฐานของการเข้ามาพำนักระยะยาวในไทย เช่น เอกสารการชำระเงินของโรงแรม เอกสารการเช่าที่พักคอนโดมิเนียม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เคาะแล้ว มติครม.เปิดรับต่างชาติเที่ยวไทย อยู่ยาว ๆ 9 เดือน

ล่าสุดหมอธีระ ได้โพสต์ข้อความ เตือนเรื่องสถานการณ์โควิดทั่วโลก และในประเทศไทย ระบุว่า ” รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

วันนี้ทำลายสถิติหลายอย่าง อินเดียทะลุห้าล้านไปแล้ว เมียนมาร์ก็มาแรงจนแซงไทยไปแล้วเช่นกัน

ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปมากมายหลายประเทศก็กำลังปั่นป่วนกับการระบาดหนักยังคุมไม่ได้ ปัจจัยสำคัญมาจากการดำเนินชีวิตของประชาชน และการเปิดเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

สายพันธุ์หลักที่ระบาดทั่วโลกขณะนี้คือสายพันธุ์ G ซึ่งมาแทนที่สายพันธุ์ดั้งเดิมจากจีน

มีงานวิจัยที่เคยเล่าให้ฟังไปหลายครั้งแล้วว่า สายพันธุ์ G นี้แพร่เร็วกว่าพันธุ์ดั้งเดิม 4-100 เท่า

ล่าสุดมีงานวิจัยเพิ่มเติมที่ศึกษาความเร็วในการแบ่งตัวของไวรัส พบว่าสายพันธุ์ G แบ่งตัวไวกว่าพันธุ์ดั้งเดิมถึง 22% (เพิ่มจำนวนไวกว่าสายพันธุ์เดิม 1.22 เท่า)

เราจึงไม่แปลกใจว่า เหตุใดระบาดระลอกสองของหลายประเทศทั่วโลกจึงหนักกว่า เร็วกว่า คุมได้ยากกว่า ใช้เวลานานกว่า และส่งผลกระทบวงกว้าง

ดูจากยอดจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวัน จะพบว่าญี่ปุ่นระลอกสองมีจำนวนสูงสุดต่อวันมากกว่าระลอกแรกราว 3 เท่า ประเทศอื่น ๆ ก็สูงราว 1-2 เท่า โดยระยะเวลาที่ต้องใช้ในการควบคุมโรค ก็นานกว่าเดิมเฉลี่ยราว 2 เท่า

นั่นแปลว่า หากไทยเกิดระลอกสอง ทรัพยากรต่าง ๆ ที่ต้องใช้ย่อมมากกว่าเดิม และต้องยืนระยะสู้นานกว่าเดิม ดังนั้นในปัจจุบันที่มีข้อมูลชี้ให้เห็นว่า เรามีการติดเชื้อในประเทศ ยังไม่สามารถหาต้นตอได้ ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงว่ามีใครติดเชื้ออยู่บ้างไหม ที่ใด มากน้อยเพียงใด รู้เพียงสองอย่างคือ มีเคสที่รายงานว่าติดเชื้อในประเทศและตรวจพบทั้งในประเทศไทยเองและไปตรวจพบที่ต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เมียนมาร์ และเคสดีเจที่ตรวจเองในไทยนั้นเป็น”สายพันธุ์ G”

ขณะเดียวกันรัฐตัดสินใจเปิดประเทศ รับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เข้ามา จากเดิม 11 กลุ่ม และจะขยายเป็นการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ตุลาคมด้วย ความเสี่ยงย่อมมากขึ้นกว่าเดิม แปรผันตามจำนวนคนที่เดินทางเข้ามา

จากเดิม 11 กลุ่มเป้าหมาย อัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อ มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของไทยที่มีราว 0.3-0.5% โดยพบว่ามีประมาณ 0.6% แต่อาจมากกว่าเดิมหลังจากเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหากไม่กำหนดเกณฑ์ของประเทศที่จะรับ เพราะหลายประเทศมีอัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อสูงกว่าเราหลายเท่าถึงหลายสิบเท่า

พอเราทราบข้อมูลเช่นนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า โอกาสสูงมากที่จะระบาดซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบบติดตามไม่สมบูรณ์หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

ระบบติดตามจะสมบูรณ์หรือมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อ เราสามารถรู้แบบ real time ได้ว่า คนคนนั้นขณะนี้อยู่ที่ใด เดินทางไปไหนมาไหนบ้าง เมื่อใดวันเวลาใด และสัมผัสพูดคุยหรือทำกิจกรรมกับใครบ้าง

แต่ระบบที่เรามีปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไทยชนะ หรือการสอบสวนโรคโดยอาศัยการซักประวัตินั้น คงไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ ข้างต้นได้ทั้งหมด

ดังนั้นการปกป้องเราทุกคนให้พ้นจากโรคระบาดที่อาจปะทุขึ้นมาเมื่อใดก็ได้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก สิ่งที่พอจะทำได้คือ การที่พวกเราทุกคนช่วยกันป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ สม่ำเสมอ ด้วยมือของเราเอง

…ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง พบคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร และคอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบายต้องหยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา…

เอาใจช่วยทุกคน…หากพึ่งใครไม่ได้…ต้องพึ่งตนเองครับ… ด้วยรักต่อทุกคน

อ้างอิง Kannan, S.R., Spratt, A.N., Quinn, T.P. et al. Infectivity of SARS-CoV-2: there Is Something More than D614G?. J Neuroimmune Pharmacol (2020).”

ที่มา : Thira Woratanarat