เทพไทคิดได้ไง? ทำประชามติกระตุ้นศก. อึ้ง!ลงทุนพัฒนาปชต.ใช้เงินเท่าไหร่ก็คุ้ม?

0

จากที่คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ชำแหละรายละเอียดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้มีส.ส.ร. 200 คนมาจากการเลือกตั้ง ใช้เวลาทั้งหมด 15 เดือนกับงบประมาณ 11,000ล้าน

‘ส.ส.ร.’ ฉบับพรรคฝ่ายค้าน 15 เดือน 1 เลือกตั้งทั่วไป 2 ประชามติ 11,000 ล้านบาท

ยุบสภา/เลือกตั้งส.ส.ชุดใหม่ ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินให้ก.ก.ต.ประมาณ 15,000 ล้านบาท

แต่ถ้านับเฉพาะกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น ก็จะเหลือเพียง 11,000 ล้านบาท

สรุปเป็นเบื้องต้นว่าการจะไปถึงรัฐธรรมนูญใหม่ได้ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ของพรรคร่วมฝ่ายค้านนี้ อย่างน้อย….

– ต้องผ่านการลงประชามติ 2 ครั้ง
– ต้องมีการเลือกตั้งส.ส.ร.โดยตรง 1 ครั้ง

ล่าสุดวันนี้(14 ก.ย. 63) นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นตัวเลขงบประมาณที่คาดการณ์กันไว้ ของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ซึ่งจากข้อเท็จจริงการใช้งบประมาณของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือการทำประชามติ ก็จะใช้วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น

“การทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถ้าดูจากไทม์ไลน์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล พบว่าจะมีการทำประชามติ 1 ครั้ง ก่อนนำทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเท่านั้น การที่บางฝ่ายพยายามพูดถึงวงเงิน 15,000 ล้านบาทต่อการทำประชามติ 1 ครั้ง เป็นการประเมินวงเงินงบประมาณที่เกินจริง เพื่อต้องการก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีในหมู่พี่น้องประชาชนมากกว่า”

ทั้งนี้นายเทพไท ยังกล่าวอีกว่า การทำประชามติไม่ว่าจะใช้วงเงินประมาณมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เหมือนกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้เม็ดเงินหลายแสนล้านของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะฉนั้นการทำประชามติก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน เพราะมีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับเจ้าหน้าที่ มีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ในการลงมติ มีการจัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการลงประชามติ

เทพ

“ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นการใช้จ่ายภายในประเทศ มีการนำเม็ดเงินทั้งหมดมากระจายเป็นรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ ซึ่งแตกต่างกับ โครงการการจัดซื้อเรือดำน้ำ ที่เม็ดเงินงบประมาณต้องไหลออกนอกประเทศ ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือนำเม็ดเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนภายในประเทศแต่อย่างใด

การใช้เงินงบประมาณในการทำประชามติในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนด้านการพัฒนาประชาธิปไตย  ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเลขงบประมาณได้ การใช้งบประมาณเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะใช้วงเงินมากน้อยแค่ไหน ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศของเรา”  นายเทพไท กล่าว