“หมอยง” ชี้โควิด-19 ข้อจำกัดการพัฒนาวัคซีนในไทย อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน

0

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยถึงกรณี การรับมือสถานการณ์โควิด-19 บริเวณชายแดนแม่สอด พม่า ทุกโรงพยาบาลบริเวณชายแดน ไทย-เมียนมา ที่เคยมีข่าวว่าขาดแคลนชุดพีพีอี เครื่องป้องกันและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการดูแลโรคโควิด

ยืนยันว่าขณะนี้ทุกโรงพยาบาลมีความพร้อมโดยกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนอุปกรณ์ทุกอย่างเพียงพอ เนื่องจากไม่มีผู้ป่วยจากโรคโควิดที่เป็นการะบาดภายในประเทศเหลืออยู่แล้ว ทุกคนกลับบ้านหมดแล้วที่มีอยู่ 105 คน เป็นผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ ดังนั้น อุปกรณ์ต่าง ๆ จึงเพียงพอสำหรับใช้รับมือสถานการณ์

สำหรับความคืบหน้าเรื่องวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขผลักดันให้ไทยเข้าร่วมโครงการ COVAC ซึ่งอยู่ในกำกับขององค์การอนามัยโลก เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่มี 15 ประเทศกำลังศึกษาพัฒนาวัคซีน และไทยจะได้ประโยชน์จากเงินที่ลงทุนไปเมื่อผลิตวัคซีน ซึ่งเตรียมนำเข้าหารือในที่ประชุม ศบค.และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามลำดับ อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าการประชุม ศบค.ครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายนนี้


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “อนุทิน” เผยข่าวดีวัคซีนโควิด -19 ย้ำชัดรพ.ชายแดนแม่สอด เครื่องมือพร้อมรับสถานการณ์

ล่าสุดทางด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีเรื่องการพัฒนาวัคซีนโควิด โดยมีเนื้อหาดังนี้ โควิด-19 ข้อจำกัดในการพัฒนาวัคซีนในประเทศไทย สิ่งที่สำคัญของการพัฒนาวัคซีนในประเทศไทย ที่ไปได้ช้า ไม่ได้อยู่ที่เงิน

ขอยกตัวอย่างเช่นเมื่อไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาด องค์การอนามัยโลกให้เงินประเทศไทยและบราซิลมาเพื่อใช้ในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และรัฐบาลลงทุนสมทบอีก
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ซับซ้อน ตรงไปตรงมาไม่ได้มีเทคโนโลยีมากมาย

เรามีการสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และโรงงานก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว มากกว่าพันล้านบาท
แต่ใช้ระยะเวลามาถึง 10 ปี การพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของไทย เพิ่งเข้าสู่การทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3
ปัญหาอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน ปัญหาใหญ่อยู่ที่การสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ

ของเรานักวิจัย มีจำนวนจำกัดมาก และยังแยกส่วน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพัฒนา ทำให้เจือจาง ไม่รวมกันเข้ามาให้เข้มข้นขึ้น
การพัฒนาวัคซีนป้องกัน โควิด 19 ในประเทศไทยจึงมีหลากหลายตำรับมาก
แต่ละตำรับต้องใช้ทรัพยากร ที่มีจำนวนจำกัด ทั้งทางด้านบุคลากรและสถานที่ และการจัดสรรเรื่องของเงิน ก็จะทำให้ถูกเจือจังลง ประเทศไทยดีมากที่มีผู้บริจาคสมทบเป็นจำนวนมาก
การพัฒนาวัคซีนตั้งแต่เริ่มต้น จะต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง GLP

การทำทุกอย่างมีกฎระเบียบตามมาตรฐานสากล GMP และจริยธรรมในการศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นในสัตว์ทดลองและในมนุษย์
สถานที่ จึงอยู่กระจัดกระจาย ไม่ได้รวมกันหรือประสานงานกัน ต่างคนต่างทำ ในทรัพยากรที่จำกัด
ในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด ทุกคนก็คิดที่จะทำวัคซีน แต่ขณะนี้เลยมาถึง 10 ปี ก็ยังอยู่ในระยะที่ 3 ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์
ถ้ามองย้อนไปในอดีต ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ตัวเงิน แต่ขาดการร่วมแรงร่วมใจให้เป็นหนึ่งเดียว ในการช่วยพัฒนาให้ประสบความสำเร็จ

ในระยะแรกมีวัคซีนหลายตำรับเช่นกัน มีทั้งเชื้อเป็น และเชื้อตาย เราเดินผิดทางตอนต้นที่พัฒนาเชื้อเป็น แล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาเป็นเชื้อตาย ที่ใช้ไข่
เมื่อมาจนถึงปัจจุบัน เราพัฒนาวัคซีนเป็นแบบ 3 สายพันธุ์ แต่ทั่วโลกใช้แบบ 4 สายพันธุ์
เราพัฒนาวัคซีนที่ใช้ไข่ที่ทำมาในอดีตมากกว่า 30 ปี
ทั่วโลกกำลังจะเปลี่ยนจากไข่ มาเป็นเซลล์ culture
เซลล์ที่ทำได้ง่ายกว่าในการเลี้ยงไก่ ทำให้เราตามไม่ทัน

เราขาดความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว ทำนองเดียวกัน วัคซีนโควิด 19 น่าจะใช้บทเรียนจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 และอุปสรรคในการพัฒนาวัคซีนในอดีต