“สนธิญาณ”ยกบทเรียนอเมริกา สู้ COVID-19 หายนะเสรีประชาธิปไตย

0

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ประธานสถาบันทิศทางไทย กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือ  COVID-19ที่กำลังระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ขณะนี้มียอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมพุ่งเป็นอันดับหนึ่ง แซงจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระบุว่า..เป็นไปตามการคาดการณ์และความคาดหมาย ว่าในขณะนี้การแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 กระจายไปทั่วโลกอย่างน่าตกใจ สถานการณ์ยอดป่วยล่าสุดในขณะนี้ สูงถึง718,685คนจาก177ประเทศ  (ข้อมูลวันที่ 30 มี..63 )

ประเทศที่แซงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งขณะนี้ คือ สหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยสะสม 139,675คน  ในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้ว 2,436คน  ตามมาอิตาลี อันดับสอง มีผู้ป่วยสะสม 97,189 คน เสียชีวิตเกิน10% 10,719 คน (ข้อมูลวันที่ 30 มี..63 )  เอาเฉพาะสองประเทศนี้ที่ดูสูงอย่างน่าตกใจ ส่วนประเทศในขณะนี้ มีผู้ป่าวยสะสม 1,388 คน เสียชีวิต 7คน (ข้อมูลวันที่ 30 มี..63 ) นับว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าพึงพอใจ

“สนธิญาณ” ตั้งข้อสังเกตในประเด็นที่ว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงมียอดผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนหน้านี้เอง ทางมาร์กาเร็ต ฮาร์ริส โฆษกองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ว่าสหรัฐอเมริกาจะกลายมาเป็นศูนย์การของโควิด -19 อย่างแน่นอน เพราะผู้ป่วยสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นอัตราที่ได้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาจะแซงหน้าทุกคน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ประธานาธิบดี ทรัมป์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา เรียกว่าแทบจะก่อนประเทศใดๆ ก่อนประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ หากถามแล้วทำไมถึงเอาไม่อยู่ นั้นเพราะอำนาจ ผลประโยชน์ นักการเมือง ที่สำคัญคือ รากฐานของความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ที่นิวยอร์กที่เป็นศูนย์กลางติดแพร่ระบาดของโควิด-19 “ประธานาธิบดี ทรัมป์ประกาศ Lockdown แต่ท้ายที่สุดบรรดานักการเมืองและผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กเห็นว่าจะทำให้ความโหลาหลขึ้น จึงคัดค้านประธานาธิบดี ทรัมป์ต้องออกมาแก้เกี้ยวจะทำการควบคุมเป็นหย่อมๆนั้นคือการเมืองและกระบวนการทางความคิดในสหรัฐอเมริกา

สนธิญาณย้ำว่า เวลาพูดถึงเสรีนิยมประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความตนบ้าหรือคลั่งเผด็จการ แต่ความหมายเวลาพูดถึงเรื่องเสรีนิยมประชาธิปไตย มักจะพูดถึงแต่เรื่องสิทธิ์ที่ตัวเองควรจะได้ สิทธิที่ตัวเองควรจะมี แต่น้อยนักที่จะพูดกันถึงเรื่องหน้าที่ที่ตัวเองมีต่อสังคมและมีต่อส่วนรวมสังคมไทยได้สั่งสอนเรื่องการเอื้อเฟื้อเรื่องการให้โครงสร้างของหลักศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลามเน้นการให้

การให้คือการเสียเปรียบ คือการที่ไม่ได้ทีความยุติธรรมเกิดขึ้น แต่ความอยุติธรรม หรือไม่ยุติธรรมนั้น เกิดจากความพึงพอใจของผู้ที่จะเสียเปรียบ สังคมที่ดำรงอยู่แบบนี้ เป็นสังคมที่สงบสุข สังคมที่อยู่กันด้วยความรัก ความเมตตา

ในช่วงระยะเววลาที่ผ่านมา จะเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่ พูดถึงเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ  แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องหน้าที่ ความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ได้พูดด้านดีของสังคมไทยที่เกิดกระบวนการการเชื่อมโยงกันในครอบครัวด้วยความรักความอบอุ่น มีลำดับชั้นของการดำรงอยู่ระหว่างผู้อาวุธโส เด็ก  ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานแบบฝรั่งหรือสหรัฐอเมริกาโตขึ้นต้องดิ้นรนดูแลตัวเองซึ่งเรามักจะชอบและบอกว่านี่เป็นวิธีการที่ออกไปเผชิญโลกสอนให้เข้มแข็งสังคมของมนุษยชาติต้องอยู่กันด้วยการเชื่อมโยงเอื้อเฟื้อและพึ่งพากันไม่ใช่อยู่อย่างโดดเดียวและเป็นปัจเจกชน

“โควิด-19 คือจุดเปลี่ยนของโลกและจุดเปลี่ยนที่สำคัญนอกเหนือจากเศรษฐกิจ การเมือง ก็คือจุดเปลี่ยนทางสังคมและระบบคิดที่มวลมนุษยชาติควรจะเห็นว่าความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรที่จะอยู่ร่วมกันมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขัน ความยิ่งใหญ่ มหาอำนาจ แข่งขันกันด้วย อาวุธยุทโธปกรณ์ ความร่ำรวย บริษัทที่ผลิตยา ของประเทศทุนนิยมเหล่านี้ ครอบงำโลกทั้งโลกเพื่อฉกฉวยความร่ำรวยจากความเจ็บป่วยและความเดือดร้อนผู้อื่น อย่างนี้เป็นต้น หวังว่ามนุษยชาติจะมีบทเรียนสำหรับมหันตภัย”

สนธิญาณกล่าว