เมื่อPERMASขึ้นเวทีอนุสาวรย์ปชต.ชูป้ายปาตานี!ก่อคำถามปลดแอกหรือแบ่งแยกดินแดน?

0

จากที่เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 63 กลุ่มประชาชนปลดแอก ชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และช่วงหนึ่ง ซูกริฟฟี ลาเตะ ตัวแทนจาก สหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี (PERMAS) ขึ้นปราศรัยกล่าวว่าตัวเองมาจาก”ปาตานีนั้น

ทั้งนี้มีรายงานจากเปิดรังโจรใต้ ว่า นายซูกริฟฟี ลาเตะ อายุ 24 ปี เชื้อชาติ ไทย สัญชาติไทย ศาสนาอิสลาม บ้านเกิด ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ตําแหน่ง ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียน และเยาวชนปาตานี PerMAS รุ่นที่ 6 ปี62 โดยมีความพยายามปลุกระดมบ่มเพาะสร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ ทำลายการอยู่ร่วมสังคมพหุวัฒนธรรม คิดแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย คิดล้มล้างรัฐบาล คิดการณ์ไกลในการแบ่งแยกดินแดนจากรัฐบาลไทย

(( #ถึงขนาดต้องชูป้าย PATANI MERDEKA กลางเวที ))

แต่ก็สุดเศร้าไม่มีเยาวชน ปลดแอก เรียกร้องประชาธิปไตยที่รักชาติคนใด ลุกขึ้นมาขัดขวาง

ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมจะยอมให้พวกที่คิดแบ่งแยกดินแดน มาทำเช่นนี้

บนผืนแผ่นดินไทยอีกรึ ทำไมเราไม่ขับไล่หรือรุมกระทืบพวกที่คิดแบบนี้

ที่นี่ประเทศไทยไม่ไม่มีใครอยากให้เสียดินแดนอีกต่อไป

#ถ้ามีการชุมนุมครั้งต่อไปพวกท่านยังจะให้ให้คนแบบนี้มาล้างสมองของท่านอีกไหม

#ฝากไว้ให้คิด

#เปิดรังโจรใต้

ขณะที่ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเครือข่าย PerMAS โดบเว็บไซต์ ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ (http://pulony.blogspot.com/2018/07/blog-post_16.html) ซึ่งได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการพื้นที่ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดยมีบางส่วนของเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

“ปัญหา PATANI ต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารต้องออกไป ประชาชน…คือผู้ตัดสิน” เป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ความเป็นตัวตนของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย”

การกล่าวของ นายธนาธร เกิดขึ้นหลังจากเดินสายหาแนวร่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค.61 ณ PATANI ART SPACE จ.ปัตตานี ซึ่งได้เปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มการเมือง แน่นอนว่ากลุ่มที่มาร่วมวงเสวนาส่วนใหญ่จะเป็นเครือข่าย PerMAS กับการยิงคำถามต่อ นายธนาธร ที่ได้มีการเตรียมกันมาก่อน พี่ธนาธรมีความเห็นต่อประเด็น “เอกราชปาตานี” อย่างไร?

ซึ่งได้รับคำตอบที่สมใจอยากกลายเป็นประเด็นที่มีการเคลื่อนไหวขยายผลสร้างการรับรู้ในสื่อสังคมออนไลน์

ปรากฏการณ์หลายๆ ครั้งนับเป็นความพยายามของ PerMAS ที่อ้างว่าทำงานการเมือง แต่มักเกาะกระแสนักการเมืองส่วนกลาง ด้วยการเชื่อมสัมพันธ์ต่อสายแบ่งปันผลประโยชน์ทางการเมือง ทำการขับเคลื่อนเพื่อเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงแอบหวังขั้วอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ ขวากหนามในการเดินหน้ากรุยทางไปสู่ “เอกราชปาตานี”จะได้ง่ายดายขึ้น

กับวาทกรรมของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ “ปัญหา PATANI ต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารต้องออกไป ประชาชนคือผู้ตัดสิน” เราไม่ควรใช้แว่น (กรอบคิด) ความมั่นคงหรือการทหารนำการเมือง ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพราะแว่นความมั่นคงคือ “การใช้กระบอกปืนในการกดหัวประชาชนให้ยอมศิโรราบ” ซึ่งวิธีการเช่นนั้นนั่นมันไม่ได้แก้ปัญหา แต่กลับไปสร้างปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา นั่นก็คือ “อุตสาหกรรมความมั่นคง” และสิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ “ให้ทหารกลับเข้ากรมกอง”เอาทหารออกจากพื้นที่ ให้มีพื้นที่ในการถกเถียงแสดงออกทางการเมืองได้ นั่นหมายความว่าอย่างไร?

ก่อนหน้านี้ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม PerMAS ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการ Live สด การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน ภายใต้หัวข้อ “4 ปี คสช.กับสันติภาพปาตานี” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมี นายฮาฟิส ยะโกะ ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) และนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยส่วนกลางร่วมพูดคุย ในครั้งนั้นนายฮาฟิส ยะโกะ  ได้กล่าวถึงคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่ 1 ซึ่งหากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้บรรยากาศต่างๆ เอื้อต่อการพูดคุยมากขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่สันติภาพอย่างแท้จริงต่อการกำหนดชะตากรรมของปาตานี นั่นคือ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด”

สอดรับกับท่าทีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อาจได้ใจปีกการเมืองขบวนการเต็มๆ ซึ่งเป็นไปได้ที่กลุ่มคนเหล่านี้ทุ่มคะแนนเสียงให้กับ นายธนาธร เพื่อหวังผลประโยชน์ที่มีการแลกเปลี่ยนกัน แต่การเดินเกมของ นายธนาธร ได้ใจบรรดาปีกการเมืองขบวนการก็จริง แต่พลาดอย่างยิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของภาษี นายธนาธร ไม่รู้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แท้จริงต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าที่มีความสลับซับซ้อน

อีกทั้งเชื่อมโยงไปยังธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ ในพื้นที่ คอยเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มขบวนการใช้ก่อเหตุแบ่งแยกดินแดน ขณะเดียวกันยังสนับสนุนปีกการเมืองขบวนการทำการปลุกระดมประชาชน  ให้เดินหน้ากำหนดชะตากรรมตนเอง  ลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย

(อ่านฉบับเต็ม ได้ที่ http://pulony.blogspot.com/2018/07/blog-post_16.html)

นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนของฝ่ายการเมืองที่ผ่านมาในการลงพื้นที่ด้วย อย่างเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 62  ทาง 7 พรรคฝ่ายค้านจัดงานเสวนาพลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ลานหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี โดยช่วงหนึ่ง ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ นักวิชาการคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจกับองค์กรอิสระมากกว่าองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งลดอำนาจองค์ที่มาจากการเลือกตั้งในหลายลักษณะ

“จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต้องมีการพูดคุยให้เกิดอำนาจอธิปไตยให้โอบรับความยืดหยุ่นของสังคมได้ และมีพื้นที่ให้ถกเถียงการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม และอาจจะเปิดพื้นที่ให้เสรีพอในการถกเถียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 1”

ต่อมา วันที่ 3 ต.ค. พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับมอบอำนาจจากแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ให้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 12 คน และหนึ่งนั้นก็คือ นางชลิตา บัณทุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดยทางเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า การจัดเวทีเสวนาดังกล่าว ได้มีการพูดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเวทีเสวนา โดยมีประชาชนร่วมรับฟังประมาณ 150 คน มีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ Facebook พรรคประชาชาติ และมีการอัพโหลดการจัดเสวนาดังกล่าวลงในช่อง Youtube เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้กับประชาชนทั่วไปรับรู้รับทราบ รับชม รับฟัง ลักษณะการจัดเวทีเสวนาดังกล่าว โดยมีการพูดนำเสนอข้อมูลในลักษณะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่อง ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบภายในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

นั่นคือข้อมูลความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น หลังการปรากฏตัวของเยาวชนปาตานี PerMAS บนเวทีประชาชนปลดแอกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าการขึ้นพูดบนเวทีดังกล่าวนั้น มีเป้าหมายคือต้องการแบ่งแยกดินแดนใช่หรือไม่??? ทั้งในปีกของการเมืองก็ดูเคลื่อนไหวสอดรับกันมาก่อน นี่ยังไม่นับว่า การชุมนุมของกลุ่มไม่ว่าจะเรียกเยาวชนปลดแอกหรือประชาชนปลดแอกมีคนการเมืองใดอยู่เบื้องหลัง ?!?! ใครที่เป็นอีแอบ เพราะงานนี้นอกจากต้องการเขี่ยรัฐบาลแล้วยังมีหมุดหมายไปที่แผ่นดินไทยอีกด้วย???