สื่อสหรัฐฯ ยกเรือดำน้ำ คือ สุดยอดปฏิบัติการ และพยายามปิดกั้น ไม่ให้ประเทศอื่นมี

0

เรือดำน้ำ คือหนึ่งใน ยุทโธปกรณ์ที่มีศักยภาพ และประเทศมหาอำนาจกำลังพยายามปิดกั้น การเข้าถึงเรือดำน้ำของประเทศอื่นอย่างสุดกำลัง

จากกรณีที่มีการพูดถึงการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ จนกลายเป็นคำถามที่กำลังมาแรงที่สุดในโลกออนไลน์ขณะนี้ โดยมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านการจัดซื้อในครั้งนี้ เพราะไม่เห็นถึงความจำเป็น และมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

แต่ทราบหรือไม่ว่า ในยุทธศาสตร์ทางทหารทั่วโลกถือให้ว่า “เรือดำน้ำ” คือหนึ่งใน ยุทโธปกรณ์ที่มีศักยภาพ และประเทศมหาอำนาจกำลังพยายามปิดกั้น การเข้าถึงเรือดำน้ำของประเทศอื่นอย่างสุดกำลัง

โดยทางด้านของผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ “LVanicha Liz” ได้ทำการวิเคราะห์ พร้อมกำแนบข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องของ “สงครามบั่นทอนกำลัง” ได้อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้

#AttritionWarfare #สงครามบั่นทอนกำลัง

#ความพยายามตัดเฉือนงบประมาณทางการทหาร

#ความพยายามสกัดกั้นไม่ให้ประเทศมีเรือดำน้ำ ฯลฯ

สถานการณ์ดูคล้ายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลกำลังรับใช้ประเทศผู้ล่าอาณานิคม … ทำ “สงครามบั่นทอนกำลัง” กับประเทศไทย

Attrition Warfare หรือสงครามบั่นทอนกำลัง เป็นรูปแบบการทำสงครามสำหรับพวกต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่างที่ต้องลักลอบดำเนินการ หรือกระทำโดยฝ่ายที่มีกำลังด้อยกว่าฝ่ายตรงข้าม

ตามคำจำกัดความของ International Encyclopedia of the First World War สงครามบั่นทอนกำลังคือกระบวนการกัดกร่อนทางวัตถุ โดยทำให้กำลังคน วัสดุ และยุทโธปกรณ์ของอีกฝ่ายร่อยหรอลงไป เป็นเหตุให้ฝ่ายดังกล่าวอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกระบวนการกัดกร่อนให้หมดพลังใจที่จะต่อสู้ เพื่อให้ปราชัยไปในที่สุด

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประชาชนไทยอาจมองเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง วิ่งตะลอนไปทั่วทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด ทั้งตามมหาวิทยาลัยและตามโรงเรียน เพื่อชี้ชวนให้ประชาชนเกลียดทหาร ใส่ความว่าทหารคุกคามประชาชนในสถานการณ์ต่างๆ และขออาสาเป็นตัวแทนไปออกกฎระเบียบให้ไม่ต้องมีการเกณฑ์ทหาร

ซึ่งถ้าไม่มีการเกณฑ์ทหาร กำลังคนที่เตรียมพร้อมไว้เพื่อใช้ในการรักษาความมั่นคงของชาติก็จะร่อยหรอลงไป

และเร็วๆนี้มีกลุ่มคนทั้งที่มีอำนาจหน้าที่ในสภาฯและไม่มีอำนาจหน้าที่ที่อยู่นอกสภาฯ พยายามกดดันให้มีการตัดลดงบประมาณทางการทหาร และสกัดกั้นไม่ให้ประเทศมีเรือดำน้ำ

ความสำคัญของเรือดำน้ำ ดูได้จากคำชี้แจงของทางการทหารอเมริกันต่อกรณีเพิ่มเรือดำน้ำ ภายใต้หัวข้อ “THE CASE FOR MORE SUBMARINES” เขาระบุว่าใน 5 กลุ่มปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด

ซึ่งประกอบด้วยบนบก ในอากาศ ในทะเล ใต้ทะเล และในอวกาศ ปฏิบัติการใต้ทะเลสามารถสังเกตเห็นได้ยากที่สุด ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็น “สุดยอดสำหรับปฏิบัติการลับ (การลักลอบ)” …

In the five domains where our military forces operate – on land, in the air, on the sea, beneath the sea, and in space – undersea operations are the least visible. For this reason, they offer the ultimate in stealth …

อ้างอิงจาก https://www.public.navy.mil/subfor/underseawarfaremagazine/Issues/Archives/issue_06/more_submarines.html

ไม่ทราบว่าอเมริกาจะเปิดฉากปฏิบัติการลับกับประเทศไหนเพื่ออะไรบ้าง แต่ถ้าประเทศใดถูกกระทำโดยไม่มียุทโธปกรณ์ใต้ทะเลไปสอดส่องสุดยอดปฏิบัติการลับให้รู้ตัวทัน ก็อาจจะต้องสุดแท้แต่โชคชะตา
ความพยายามสกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยมีเรือดำน้ำ จึงมีโอกาสจะเป็นไปเพื่อจัดให้ประเทศเราอยู่นิ่งๆ หากประเทศสุดยอดแห่งการลักลอบจะก้าวเข้ามาครอบครองนั่นเอง

ซึ่งถ้าไม่มีเรือดำน้ำ ศักยภาพด้านยุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในการรักษาความมั่นคงของชาติก็จะสู้ประเทศฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เวลาประเทศผู้ล่าอาณานิคมเข้าบุก ก็สงสัยว่าพวกสกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยมีเรือดำน้ำอาจจะร่วมกันมัดมือมัดเท้าส่งมอบประเทศไทยให้ไปเป็นอาณานิคมได้อย่างรวดเร็วว่องไว

ประเทศผู้ล่าอาณานิคมนั้น มีกินมีใช้อยู่บนทรัพยากรและแรงงานของประเทศอาณานิคมจนเคยชิน จึงขาดการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำให้เมื่อประเทศอาณานิคมแยกตัวไปเป็นอิสระ

ประเทศผู้ล่าฯก็ไม่อาจอยู่ให้รอดบนทรัพยากรและแรงงานเฉพาะของตนโดยไม่มีหนี้สินจำนวนมากได้ จึงเกิดยอด National Debt ต่อ GDP สูงเกินค่ามาตรฐานไปตามๆกัน

การก่อหนี้เกินศักยภาพการทำรายได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้เงินแพงขึ้น ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจทำให้อ่อนแอ หลังสถานการณ์โควิด 19 ประเทศที่เดิมกวาดตามองหาเหยื่ออย่างวางฟอร์ม ก็แทบจะต้องออกปล้นชิงวิ่งราวอย่างเปิดเผยกันแล้ว ถ้าไม่มีพวกทรยศชาติอาสามารับใช้ เป็นตัวแทนชักศึกเข้าบ้านอย่างเนียนๆให้

ส่วนความพยายามตัดลดงบประมาณทางการทหารนั้นจะทำให้ทั้งกำลังคน วัสดุ และยุทโธปกรณ์ ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศร่อยหรอลงไปทั้ง 3 ด้าน

จึงเสมือนเป็นอาวุธยิงตัดขั้วหัวใจของประเทศ ที่จะอำนวยให้สามารถส่งมอบประเทศไทยให้ไปเป็นอาณานิคมได้เร็วที่สุด

หลายฝ่ายพยายามอ้างว่างบประมาณทางการทหารของไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ และสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ บลา บลา บลา …

มันก็แน่อยู่แล้วว่า ประเทศที่มีทั้งหนอนบ่อนใส้ ทั้งพวกก่อสงครามบั่นทอนกำลัง ทั้งพวกประกาศล้มล้างสถาบันหลัก เตรียมก่อการกบฏ ฯลฯ เปิดหน้าออกมากันพรึ่บอย่างน่าตกใจ การทำงบประมาณรักษาความมั่นคงของประเทศถ้าไม่ปรับให้สูงขึ้นอย่างน่าตกใจตามไปด้วยให้ทันกัน ก็อาจต้องเรียกว่าขาดสติปัญญาแล้ว

ความพยายามตัดลดงบประมาณทางการทหารนั้น เมื่อวิเคราะห์แล้ว น่าจะมีเจตนาร้ายต่อชาติต่อแผ่นดินประเภทที่ถึงขั้นจะมัดมือมัดเท้าส่งมอบประเทศให้ไปเป็นอาณานิคมหรือไม่อย่างไร ดูได้จากการวิเคราะห์งบประมาณทางการทหารเปรียบเทียบระดับนานาชาติดังต่อไปนี้

ในโพสต์วันที่ 3 ธันวาคม 2562 ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลค่าใช้จ่ายทางการทหารคิดเป็น % ต่อ GDP ในปี 2018 พบว่าประเทศไทยมีการใช้งบประมาณทางการทหารต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายๆประเทศรอบด้าน ต่ำกว่าประเทศที่มีความสงบสุข ต่ำกว่าประเทศประชาธิปไตยแบบตะวันตก ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของโลก ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของเอเซียตะวันออกและแปซิฟิค ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของยุโรปและเอเชียกลาง ฯลฯ

ที่น่าหดหู่คือตัวเลขใกล้ไปทางกลุ่มประเทศยากจนที่ติดหนี้งอมแงม ทั้งๆที่ประเทศเราตัวเลขหนี้ต่อ GDP ดีกว่าประเทศมหาอำนาจ ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศประชาธิปไตยแบบตะวันตกหลายๆประเทศ

โพสต์ดังกล่าวสรุปช่วงท้ายว่า งบการทหารขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเสี่ยง หากมีต่างชาติพยายามเข้าแทรกแซงกิจการภายใน มีศัตรูภายในที่พยายามแบ่งแยกดินแดนล้มล้างการปกครอง สนับสนุนโจรฆ่าทำร้ายผู้คน สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ทำลายวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี ฯลฯ

ในลักษณะนี้ประเทศต้องเพิ่มกำลังทหาร ไม่ใช่ลด แม้แต่คงไว้ที่ระดับเดิมก็ไม่ได้แล้ว เพราะตัวเลขแสดงชัด ว่ามันต่ำเกินไป #ความพยายามลดกำลังทหาร อาจถูกมองได้ว่า #เป็นการสร้างภัยคุกคามต่อประเทศ

ยังไม่ถึงปีผ่านไป สถานการณ์ชัดเจนขึ้นมากในเรื่องต่อไปนี้

1. ต่างชาติพยายามเข้าแทรกแซงกิจการภายใน
2. มีศัตรูภายในที่พยายามส่งเสริมการแบ่งแยกดินแดนล้มล้างการปกครอง
3. ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลบางกลุ่มมีความพยายามสนับสนุนโจรฆ่าทำร้ายผู้คน
4. มีการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน
5. มีการทำลายวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี

ย้อนกลับมาที่ความพยายามของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในการตัดลดงบประมาณทางการทหาร … ในโพสต์นี้ ผู้เขียนได้ตรวจสอบสถานะงบประมาณทางการทหารของไทยปี 2019 ว่าเปลี่ยนแปลงจากปี 2018 อย่างไรบ้าง พบว่ายอด % ต่อ GDP ที่แสดงเศษหลักเดียวของไทยยังคงเป็น 1.3% ขณะที่ยอดของทั่วโลกคือ 2.2%

อ้างอิงข้อมูลจาก Table 1 ของ SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute) Fact Sheet April 2020

https://www.sipri.org/sites/default/files/2020-04/fs_2020_04_milex_0_0.pdf

ใน Fact Sheet ยังระบุว่าเมื่อปี 2010 งบประมาณทางการทหารไทยในหน่วย % ต่อ GDP = 1.6 (ซึ่งปีต่อมา นส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ยอดก็อยู่ที่ 1.6 เหมือนกัน) หมายความว่าในยุคนายกฯประยุทธ์ ไทยมีงบประมาณทางการทหารในหน่วย % ต่อ GDP ต่ำกว่าในยุค นส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ

ถ้าดูกร๊าฟระยะยาวมากขึ้นไปอีก (1960-2020) ของ macrotrends.net (ข้อมูลจริงถึง 2018 ลิงค์อ้างอิงอยู่ในภาพ) จะเห็นว่า แม้ยอดเงินงบประมาณจะไต่ขึ้นตามเวลา แต่ตัวเลข % จาก GDP ของไทยได้ลดลงอย่างมากมายจนมาสู่ 1.3% และคงความสม่ำเสมออยู่ตลอดช่วงการบริหารของนายกฯประยุทธ์

การใช้ตัวเลข % จาก GDP เป็นตัววัดหลักของสากล มีเหตุผลเนื่องจากการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติหนึ่งๆก็ต้องแปรตามความสามารถในการทำรายได้ของชาตินั้นๆ

เมื่อดูกร๊าฟแนวโน้มของโลกในภาพสุดท้าย ที่แสดงยอดเงินงบประมาณทางการทหารตามช่วงเวลา (Figure 1 ของ SIPRI Fact Sheet April 2020) จะเห็นว่ายอดรวมของโลกปี 2019 สูงกว่าปี 2010 หมายความว่าเมื่อเทียบในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันประเทศต่างๆในโลกจับจ่ายใช้สอยทางด้านการทหารโดยรวมแล้วเพิ่มขึ้น

ความพยายามกดดันของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลให้ไทยต้องลดงบประมาณทางการทหารลงไปอีกและลงไปอีก ทั้งๆที่ทางการไทยก็ใช้งบประมาณทางการทหารน้อยลงมากอยู่แล้ว และน้อยกว่าประเทศอื่นส่วนใหญ่อยู่แล้ว

โดยฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพยายามแคะไค้จากกรมนั้นกองนี้ ขณะที่ทั่วโลกเขาเพิ่มงบประมาณกัน อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงเจตนาบั่นทอนความมั่นคงของชาติ เพื่อให้อ่อนแอในการต่อสู้กับประเทศที่ต้องการเข้ามาครอบครองหรือปล้นชิง มิใช่หรือ

ณ บัดนี้ประชาชนไทยจึงต้องมีความตระหนัก และร่วมมือกันปกป้องชาติจาก

#AttritionWarfare

#สงครามบั่นทอนกำลัง กันอย่างจริงจัง

ทร.แถลง เรือดำน้ำจำเป็นต่อชาติ เพราะ เรากำลังสูญเสียเส้นเลือดใหญ่

ทร.เดือดจัด จ่อฟ้องเอาผิด “เพื่อไทย” เหตุกล่าวหาจีทูจีเก๊ ลั่นแรง “ไม่เหมือนจำนำข้าว”