ดร.เวทิน เปิดความหมาย จงรักภักดี คืออะไร ควรเข้าใจอย่างถ่องแท้

0

ดร.เวทิน ผอ.สถาบันทิศทางไทย ได้เปิดเผยความหมายที่แท้จริงลึกถึงแก่นแท้ ของคำว่า “จงรักภักดี” เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เข้าใจ เจตนาของคำนี้อย่างถ่องแท้

หลังจากที่มีใครหลายๆคนหยิบยกคำว่า “จงรักภักดี” ออกมาใช้ในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะโจมคี หรือปกป้อง ก็ตาม แต่จะมีใครบ้างที่จะทราบความหมายที่แท้จริงแบบถึงแก่นแท้ของคำนี้

ในวันที่ 15 ส.ค.63 ทางด้านของ ดร.เวทิน​ ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย ก็ได้โพสต์เรื่องของ ความ​ “จงรักภักดี” คืออะไร? ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว Wathin Chatkoon โดยได้มีรายละเอียดไว้ดังต่อไปนี้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ความ​ "จงรักภักดี" คืออะไร?/ เวทิน​ ชาติกุล/////ปี​ ๒๔๘๙…

Posted by Wathin Chatkoon on Saturday, August 15, 2020

ความ​ “จงรักภักดี” คืออะไร?/ เวทิน​ ชาติกุล

/////

ปี​ ๒๔๘๙ เป็นช่วงที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในจุดที่มีอำนาจน้อยที่สุด​ เพราะเหตุโศกสลดของคนทั้งชาติ​ คือ​ การลอบปลงพระชมน์ในหลวงรัชกาลที่​ ๘

คนที่อยู่ทันเหตุการณ์ตอนนั้น​ ปัจจุบันคงเหลืออยู่ไม่กี่คนแล้ว​ พวกเราที่ยังอยู่ส่วนใหญ่ก็นึกไม่ออกว่า​ความรู้สึกในช่วงเหตุการณ์ครั้งนั้นมันเป็นอย่างไร​จริงๆ

ถ้าจำวันที่ในหลวงรัชกาลที่​ ๙ เสด็จสวรรคต​ได้ และจินตนาการว่าความเศร้าโศก​ ความตกใจ​ หวาดหวั่นพรั่นพรึง​ จะมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า​ ก็คงจะพอนึกภาพได้ว่า​ “วันที่แผ่นดินสิ้นในหลวงอานันท์​ฯ” นั้น​คนไทยรู้สึกอย่างไร

เพราะไม่ใช่แค่​พระมหากษัตริย์​ถูก​ละเมิดด้วย​ คำพูด​ การแสดงออก​ เท่านั้น แต่ถูกละเมิด​ ด้วยการลอบเอาชีวิต

เราส่วนใหญ่อยู่ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่​ ๙ ความนับถือ​ เคารพศรัทธา​ที่เรามีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่แค่การเคารพแบบยกมือไหว้พระแบบพระอิฐพระปูน​ หรือเคารพเชิงพิธีกรรมแบบราชการ​

แต่เพราะ​ “การเสียสละและความรักอย่างไร้ขีดจำกัดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชต่อปวงประชา” ที่ปรากฎเป็นที่ประจักษ์​มาตลอดรัชกาล

ในรัชสมัยของในหลวงภูมิพล คน​ ​ ตั้งแต่​​GEN X​ ขึ้นไป​รู้สึกพระดำรัสของสุลต่านบรูไนฯข้างต้นได้​ แต่ย้อนกลับไป​ในรัชสมัยของในหลวงอานันท์คนไทย​ GEN​ ก่อนหน้า​นั้นไม่ได้มีโอกาสผูกพันกับในหลวง​ แบบนั้น

ในหลวงอานันท์​ขึ้นครองราชย์ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ตอนนั้นทรงพำนักที่ต่างประเทศ​ ได้​เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรก ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ และ​ ครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘

คิดง่ายๆก็คือ​ ถ้าไม่นับการเสด็จนิวัติพระนครครั้งแรก​ ก็ต้องถือว่า​เป็นเวลา​ ๑๐​ ปีที่เมืองไทยไม่ได้มีพระมหากษัตริย์อยู่ในแผ่นดิน

และอำนาจเต็มขณะนั้นอยู่ในมือฝ่าย​ “ก่อการ” เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเป็น​”ประชาธิปไตย” ทั้งสิ้น​

คนไทยในเจนเนอเรชั่นในหลวงอานันท์​มีโอกาสได้​ “ใกล้ชิด” กับในหลวง​เพียง​ ๗ เดือน​ ต่างจากที่พวกเรามีต่อในหลวงภูมิพล​ตลอด ๗๐ ปี​ หลังจากนั้นเพียง​ ๔ วันก่อนจะเสด็จกลับ​ มหาโศกโสกันย์ก็บังเกิด​

คำถามก็คือ​ แผ่นดินที่ว่างเว้นพระเจ้าแผ่นดินนับสิบปี​ อำนาจการเมืองอยู่ในมือฝ่ายที่สามารถกดข่มสถาบันฯเอาไว้ใต้อาณัติของตน​ได้โดยไม่ได้คิดยำเกรงแม้แต่น้อย​ สายสัมพันธ์ที่มีระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับพสกนิกรก็มีเพียงช่วงเวลาสั้นๆ​ แต่ทำไม​ ความอาลัย​รัก​ซึ่งก็พอนับเป็นหมุดหมายของความจงรักภักดีในรูปแบบหนึ่งได้นั้น​ จึงยังคงมีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยเสมอเหมือนกับพระเจ้าแผ่นดินที่เสียสละและรักพสกนิกรของพระองค์ตลอด​ ๗๐ ปี

ถ้าคิดว่า​ “จงรักภักดี” ของคนไทย​มีความหมายแค่เท่ากับ​ “loyal” ในภาษาอังกฤษ​ เป็นการสร้าง​ hegemony ครอบงำเชิงวัฒนธรรมทั้งแบบแข็งแบบอ่อนต่อชนชั้นใต้ปกครองของชนชั้นปกครอง​ ก็ไม่ต่างจากการเข้าใจความหมายของคำว่า​ “กตัญญู” ของคนไทยเท่ากับแค่​ “gratitude” ในภาษาฝรั่ง​ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อ้างอิงเพียงกรอบความเข้าใจแบบฝรั่งเป็นตัวตั้ง​ ไม่ได้เข้าใจลงลึกถึงรากของวิถีชีวิตที่นิยามความหมายของถ้อยคำนั้นตามความเป็นจริงทางสังคมวัฒนธรรม

เหมือนที่พระอาจารย์ชยสาโร พระฝรั่งท่านเคยบอกว่า​ “ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เหมาะสมสำหรับการพูดเรื่องธุรกิจ แต่ว่าบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเราใช้ไม่ได้ เช่นคำว่า “บุญคุณของพ่อแม่” จะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร แปลได้ไหม คำว่าบุญคุณของพ่อแม่

ถ้าจะอธิบายให้เพื่อนนักเรียนชาวอังกฤษฟังจะอธิบายอย่างไร คำว่าบุญคุณพ่อแม่ภาษาอังกฤษไม่มีแต่ภาษาไทยมี อาตมาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียนที่อังกฤษไม่เคยมีใครพูดถึง…ใครมีความกตัญญูก็มีโดยธรรมชาติ แต่ไม่มีใครสอน…”

“กตัญญู” “อุปถัมภ์” “จงรักภักดี” ฯลฯ​ เหล่านี้ไม่ต้องไปหาในตำราสังคมศาสตร์​ มนุษยศาสตร์ของฝรั่งมังค่าที่ไหน​ เพราะ​ฝรั่งที่เป็นปลานอกน้ำ​(อย่าง​ เบน​ แอนเดอร์สัน, ไมเคิล​ ไรท์)​ จะเก่งกาจเรื่องประวัติศาสตร์ไทยขนาดไหนก็ไม่มีวันจะเข้าใจอะไรพวกนี้ได้เหมือนคนไทย​

ส่วนฝรั่งที่กลายเป็นคนไทยไปแล้วอย่างท่านชยสาโรหรือ​บรู๊ส​ แกสตัน​ ก็จะรู้ดีว่าอะไรที่คนไทย​ “เป็น” และ​ “อยู่” ก็ไม่รู้จะมีนิยามให้อย่างไรถึงจะกินความหมายได้ถูกต้องครบถ้วนอย่างที่มันเป็น

นั่นไม่ต้องพูดถึงนักวิชาการไทย​ 357​ คนที่เก่งแต่เอาตำราและความคิดฝรั่งตั้งไว้เป็นสรณะ​ (ที่ตลกก็คือ​ ที่พูดมาทั้งหมดมีประเด็นอยู่แล้วในการอภิปรายทางปรัชญา​(ไม่ขอลงรายละเอียด)​ แต่มีอาจารย์ปรัชญาจำนวนหนึ่งดูเหมือนจะลืมหรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจ)​

ไม่ได้บอกว่า​คำที่ว่ามานั้นทั้งหมดมีคุณค่าเป็นบวกไม่ว่าจะในทางศีลธรรมหรือการเมืองทั้งหมด​ บางอย่างก็ดี​ บางอย่างก็อาจตั้งคำถามได้​ แต่มันก็เป็นอะไรที่เราถือและทำกันมาพอที่จะทำให้ชีวิตและสังคมเราเป็น​ “ปกติ” ในระดับหนึ่งได้

ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในรูปแบบใดๆต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ถ้า​ “อ่าน” ความหมายของ​ความจงรักภักดีตรงนี้แบบนี้ไม่ออก​ ไม่ว่าจะสู้อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ​ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องสู้กับอะไร?

หรือถ้าวันหนึ่งอ่านความหมายของความ “จงรักภักดี” ของคนไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ออกได้อย่างถ่องแท้​ ก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วตนกำลังสู้อยู่กับอะไร​ และก็จะตระหนักได้แก่ใจตนเองเหมือนกันในที่สุด

ว่า​ดึงดันสู้ต่อไปให้ตายอย่างไรก็ไม่มีวันชนะ