อ.นิติศาสตร์มธ.ออกโรง!ชำแหละ10ข้อนศ.ขัดแย้งพระราชอำนาจ แฉเด็กนำข้อเสนอมาจากใคร?

0

จากที่กลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์รังสิตจัดเวทีปราศรัยฉายภาพโปรเจคเตอร์รูป “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” และ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์”2 ผู้ต้องหาลี้ภัย และมีข้อความสัญลักษณ์ที่ส่อดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งข้อเรียกร้อง10ข้อนั้น

ล่าสุดวันนี้(14ส.ค.63) เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่บทความถึงข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาชี้ถึงข้อเสนอของแนวร่วมธรรมศาสตร์ โดยระบุเนื้อหาทั้งหมดว่า

หมายเหตุ – บทความเรื่อง ‘ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมไม่ชอบด้วยหลักการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและขัดแย้งกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยซึ่งมีอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่รับรองไว้’

โดย ผศ.กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายมหาชนและศูนย์นิติศึกษาทางสังคม ประวัติศาสตร์และปรัชญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13 สิงหาคม 2563

ตามที่ปรากฏเหตุการณ์การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และประชาชน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมาโดยมีการแสดงออกที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยอย่างยิ่งและได้มีการอ่านประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1 ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ทำให้ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ผู้คนในสังคมทั่วไปอย่างมากนั้น

ภายหลังต่อมายังได้มีแถลงการณ์ของคณาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จำนวน 105 คน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2563 สนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุม ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้สาธารณชนจำนวนมากเกิดความสับสนและรู้สึกขัดแย้งในความคิดว่าข้อเรียกร้องนั้นกระทำได้จริงหรือไม่ ? และรู้สึกเสียใจกับการแสดงออกของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่กล้าทำเช่นนั้น บทความนี้จึงขอทำหน้าที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของข้อเสนอทั้ง 10 ข้อในมุมมองทางวิชาการ ที่เห็นว่าข้อเสนอเหล่านั้นมีความขัดแย้งกับหลักการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ในฐานะอาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่งก็รู้สึกเสียใจและไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อการแสดงออกดังกล่าวของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่กล่าวอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยและไม่ผิดกฎหมาย อีกทั้งอ้างว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้หาใช่ข้อเสนอเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไม่ แต่เป็นข้อเสนอโดยความปรารถนาดีเพื่อให้สถาบันกษัตริย์ได้อยู่เป็นมิ่งขวัญให้แก่ประชาราษฎร์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยต่อไป

ทั้งนี้ สถาบันกษัตริย์จะตั้งอยู่มั่นคงสถาพรในโลกยุคปัจจุบันได้นั้น จะต้องเป็นสถาบันกษัตริย์ที่ไม่มีอำนาจข้องเกี่ยวกับการเมือง ถูกควบคุมตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ และไม่เป็นภาระต่อราษฎร จึงจะนับได้ว่าเป็นสถาบันกษัตริย์ที่สง่างามตามระบอบประชาธิปไตยอย่างสากล

เพราะในความเป็นจริงนั้น การใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และเป็นเสรีภาพที่มีข้อจำกัดตามมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติว่า  “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ”

ขณะเดียวกันตามที่ได้มีการแถลงการณ์สนับสนุนออกมาจากองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจำนวน 105 คน โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวในการชุมนุมทำได้โดยถูกต้องตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในข้อที่ 19 นั้น ในความเป็นจริงก็เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามบทบัญญัติของกติกา เพราะข้อ 19 ของ International Covenant on Civil and Political Rights  ได้รับรองถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้เสรีภาพไว้ด้วยว่า

(1) ทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกทางความคิดเห็นได้อย่างเสรี และ (2) ทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกอย่างมีเสรีภาพ  ซึ่งสิทธินี้รวมไปถึงเสรีภาพในการค้นหา  รับและแจ้งข้อมูลและความคิดเห็นทุกประเภท  โดยไม่ขึ้นอยู่กับขอบเขตที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นทางวาจา  ทางการเขียน หรือพิมพ์ในรูปแบบของศิลปะหรือผ่านสื่ออื่น ๆ  (3) การใช้สิทธิดังที่ให้ไว้ในย่อหน้าที่ 2 ของบทบัญญัตินี้ มาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับข้อจำกัดบางประการ แต่ควรที่จะใช้เป็นเพียง

ก.การให้ความเคารพต่อสิทธิ  หรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น  ข.ป้องกันความปลอดภัยของประเทศหรือของรัฐ  หรือจริยธรรมและคุณธรรม

ดังนั้นการอ้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลโดยละเลยข้อจำกัดของการใช้เสรีภาพที่มีอยู่ตามกติกาสากล และการสนับสนุนให้ใช้เสรีภาพโดยไม่เคารพข้อจำกัด จึงเป็นอันตรายร้ายแรงในฐานะความเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้นักศึกษา เพราะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้เสรีภาพในทางที่ผิดกฎหมาย เป็นการทำร้ายลูกศิษย์ของตนให้เผชิญกับการดำเนินคดีตามกฎหมายโดยลำพังอย่างเดียวดาย

อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาในประกาศและข้อเสนอต่างๆ จะพบว่าข้อเสนอหลายเรื่องขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในเรื่องการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มีอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย ซึ่งสอดคล้องตามหลักสากลเช่นเดียวกับประเทศที่ปกครองโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)  อยู่แล้วโดยปรากฏรับรองไว้อย่างมั่นคงต่อเนื่องนับแต่รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถกระทำการแก้ไขได้ เพราะจะขัดต่อหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจตีความได้ว่าข้อเสนอในการแก้ไขมาตรา 6 ของกลุ่มนักศึกษา เป็นการแก้ไขที่ไปทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่สัมพันธ์กับข้อห้ามตามมาตรา 255  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

นอกจากนี้การแสดงออกของกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องในความเป็นมาของการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในการกำหนดบทบัญญัติในเรื่องการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ผ่านการตกลงเห็นพ้องตรงกันระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และคณะราษฎรผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ก็เห็นด้วยในการกำหนดรับรองบทบัญญัติในการจัดวางสถานะ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันการเมืองอื่นและพระราชอำนาจตลอดจนการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นต้นแบบแก่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ กลุ่มนักศึกษาผู้อ้างว่าต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สง่างามตามระบอบประชาธิปไตยอย่างสากล กลับไม่เข้าใจถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่มีความผูกพันกับสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และปัญญาชนคนสำคัญของสังคมไทยที่เคยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว BBC ของอังกฤษไว้ว่า “ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์ร่วมใจของชาติไทย”

ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้จะได้ทำหน้าที่ของอาจารย์นอกห้องเรียนที่ห่วงใยลูกศิษย์ที่อาจารย์ที่ดีจะต้องคอยเตือน “สติ” และให้ “ปัญญา” แก่นักศึกษาที่เคลื่อนไหวและผู้สนับสนุนได้คิดพิจารณาว่าการกระทำของตน ถูกต้องเหมาะสมอย่างที่คิดเชื่อถือจริงหรือไม่ด้วยตนเอง มิใช่รับเอาความคิดของบุคคลอื่นมาโดยไม่ตรวจสอบด้วยเหตุผล และเต็มไปด้วยอคติในจิตใจด้วยโทสาคติและโมหาคติมากเช่นนี้ ทั้งนี้เหตุผลที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้ง 10 ข้อของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในความเป็นจริงคือข้อเสนอที่รับเอาความคิดที่เสนอโดยอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มาขยายความต่อนั้น มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 ข้อเสนอของกลุ่มนักศึกษาที่ให้ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่า ผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร ถือเป็นข้อเสนอที่ล้มล้างหลักการพื้นฐานสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รับรองไว้อย่างครบถ้วนและยึดถือเป็นหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สำคัญตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ที่เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก ที่ได้ผ่านการยกร่างถกเถียงกันระหว่างคณะราษฎรและในหลวงรัชกาลที่ 7 ถึงบทบัญญัติที่ถูกต้องเหมาะสมเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทย

ทั้งนี้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (ชั่วคราว) พ.ศ. 2475  วันที่ 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎรที่กลุ่มนักศึกษาเรียกร้องให้นำบทบัญญัติมาตรา 6 มาใช้นั้น ก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เพราะเป็นการร่างขึ้นมาของคณะราษฎรโดยหลวงประดิษฐ์มนูญธรรมเพียงฝ่ายเดียว มิได้เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างฝ่ายต่างๆในประเทศเพื่อจัดโครงสร้างของประเทศสยามขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็ยอมรับถึงความบกพร่องดังกล่าวจึงนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ขึ้นใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร ฉบับแรก

ประการที่ 2 ข้อเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคนนั้น ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 112 ที่เป็นบทบัญญัติในเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐ และการคุ้มครองประมุขของประเทศที่จะได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ ซึ่งหลักการนี้เป็นเช่นเดียวกับที่ปรากฏในต่างประเทศไม่ว่าจะปกครองในรูปแบบพระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดี แต่อาจมีความแตกต่างบ้างในรายละเอียดของบทบัญญัติที่คุ้มครองไว้และการกำหนดอัตราโทษซึ่งขึ้นอยู่กับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ

ปัจจุบันในความเป็นจริงประชาชนชาวไทยย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลเป็นเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองโดยไม่สมบูรณ์และมีข้อจำกัดได้ตามกฎหมายที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 25  และการนิรโทษกรรมสำหรับผู้ที่กระทำผิดดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านการเห็นพ้องตรงกันในสังคมไทยระดับหนึ่ง

ประการที่ 3 ในส่วนข้อเสนออื่นๆของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้แก่ ข้อ 3. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2562 และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน  ข้อ 4. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อ 5. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ให้ยกเลิกเสีย ข้อ 6 ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด ข้อ 7 ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ ข้อ 8. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด

ข้อ 9 . สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความข้องเกี่ยวใด ๆ กับสถาบันกษัตริย์ และข้อ 10 . ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก

บรรดาข้อเสนอต่างๆข้างต้นของกลุ่มนักศึกษา เป็นการเสนอโดยไม่ได้ศึกษาความเป็นมาของประวัติศาสตร์ของกฎหมายในหลายเรื่อง ทั้งในส่วนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และเหตุผลของการปรับเปลี่ยนหลักการในการบริหารจัดการในกฎหมายฉบับใหม่ และการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือการโอนหน่วยงานรัฐไปเป็นหน่วยงานในพระองค์นั้นย่อมเป็นอำนาจของฝ่ายรัฐสภาที่พิจารณาตามความเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งจะต้องเคารพการตัดสินใจของรัฐสภาที่ทำหน้าที่แทนประชาชน หากจะเรียกร้องให้แก้ไขก็ควรเป็นเรื่องที่ต้องนำเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

ในเรื่องการยกเลิกบริจาคและขอรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลนั้น ก็เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้คำนึงถึงว่า การบริจาคหรือการให้นั้น ถือเป็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงเจตนาโดยอิสระของแต่ละบุคคลที่ย่อมมีเสรีภาพที่จะเลือกให้หรือไม่ให้กับใครก็ได้ จะไปกำหนดห้ามเฉพาะเจาะจงได้อย่างไร ทั้งนี้การบริจาคให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการร่วมบริจาคทำบุญโดยเสด็จพระราชกุศล นั้น ถือเป็นความเชื่อของประชาชนชาวไทยจำนวนมากที่มีมายาวนานหลายสิบปี ที่เชื่อกันว่าการทำบุญกับในหลวงหรือร่วมบุญกับในหลวงตนเองจะได้บุญมากขึ้น ไม่ต่างจากการทำบุญกับพระ เพราะคติที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญเพียรในชาตินี้

การยกเลิกบริจาคหรือขอรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล จึงขัดต่อหลักเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยสากล เยาวชนคนรุ่นใหม่คงไม่เคยเห็นภาพข่าวที่คนไทยไม่ว่าอายุมากหรือน้อยในยามที่เฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ จะพร้อมใจทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินตามกำลังที่ตนมีให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี อันเป็นภาพที่ติดตาประทับใจและเกิดที่เดียวบนโลกใบนี้ที่ประเทศไทย

สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมดนั้น ก็เป็นข้อเสนอที่ตั้งบนสมมติฐานว่าประชาชนชาวไทยถูกล้างสมองในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จากสื่อมวลชนต่างๆ ที่เป็นความเชื่อตามทฤษฎีของนักวิชาการที่เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันโดยขาดหลักคิดตามหลัก “กาลามสูตร” ซึ่งนับว่าเป็นการไม่เคารพเสรีภาพพื้นฐานในความคิดความเชื่อส่วนบุคคลและการแสดงออกตามความคิดความเชื่อนั้นของบุคคล

อีกทั้งปิดหูปิดตาและปิดใจไม่รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจต่างๆที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทั้งนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทย ขณะเดียวกัน คงไม่ทราบจริงหรือแกล้งไม่รู้ว่า ตามหลักของสื่อสารมวลชนนั้นย่อมนำเสนอข่าวที่ประชาชนสนใจและอยากรับรู้เป็นปกติธรรมชาติ ซึ่งข่าวพระราชสำนัก คือข่าวที่คนไทยตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย อยากรับรู้รับทราบว่าท่านเป็นอย่างไร อยากได้เห็นภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชวงศ์และอยากได้ยินพระสุรเสียงเพราะพระองค์เปรียบเสมือนพ่อของแผ่นดินที่ชาวไทยผูกพันกับพระองค์มายาวนาน

สำหรับข้อ 9. การสืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความข้องเกี่ยวใด ๆ กับสถาบันกษัตริย์ ในฐานะอาจารย์ที่สอนหนังสือและทำวิจัยรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เป็นข้อเสนอมาจากกลุ่มนักศึกษาที่อ้างว่าตนเป็นคนรุ่นใหม่จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่กลับเชื่อข้อมูลข่าวลือ ข่าวลวงในโลกออนไลน์และทำการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยโดยไร้ความรับผิดชอบในพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และในข้อ 10 . ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก ก็เป็นความไม่เข้าใจในบทบาทพระราชสถานะในความเป็นกลางทางการเมือง

การที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกเกล้าแต่ไม่ได้ปกครอง และประเด็นสำคัญคือ การรัฐประหารเป็นการกระทำในทางความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตประเทศไทยมีการรัฐประหารหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งใดที่พระองค์ทรงรับรองการรัฐประหาร นับเป็นความเข้าใจผิดของกลุ่มนักศึกษาที่ร้ายแรง เพราะเป็นการนำพระองค์ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยในความเป็นจริงที่ภายหลังการทำรัฐประหารสำเร็จ คณะผู้ก่อการย่อมจะต้องเข้าเฝ้าพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรไทย การโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆให้คณะผู้ทำการรัฐประหาร ไม่ใช่การรับรองการรัฐประหารแต่เป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้นเข้าสวมบทบาทหน้าที่ในทางการเมืองที่ตนได้ยึดอำนาจเป็นรัฎฐาธิปัตย์แล้ว เท่านั้น  “การรัฐประหารเป็นการกระทำในทางความเป็นจริงทางการเมืองที่ไม่ต้องมีการรับรองใดๆ”

ท้ายที่สุดข้อเสนอข้อที่ 7 ที่ให้ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะนั้น นับเป็นข้อเสนอที่ขัดแย้งต่อหลักการสากลในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ เพราะพระราชดำรัสในทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกประเทศที่ปกครองโดยพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังที่นักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษผู้หนึ่งคือนาย วอลเตอร์ แบทช็อต (Walter Baqchot)

กล่าวสรุปถึงในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์อังกฤษว่า “ทรงมีพระราชอำนาจ 3 ประการ คือ ประการแรกทรงมีพระราชอำนาจที่จะทรงรับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล (the Right to be consulted) ประการที่สอง ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสนับสนุนรัฐบาล (the Right to encourage)” และประการสุดท้าย ทรงมีพระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือน ( the Right to warn)  ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยย่อมแสดงให้เห็นประจักษ์แจ้งว่า การที่ประเทศรอดพ้นวิกฤติการเมืองร้ายแรงมาได้นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาทมิฬ 2535 ก็เพราะพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9

ในฐานะอาจารย์ธรรมศาสตร์ อยากบอกนักศึกษาว่า คำขวัญของมหาวิทยาลัยที่พูดติดปากกันว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” ซึ่งเป็นคำกล่าวของท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตอธิการบดี นั้น ในความเป็นจริงท่านได้พูดและย้ำอยู่เสมอในหลายเหตุการณ์กับนักศึกษาว่าต้องเป็นการใช้เสรีภาพที่อยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดผู้อื่น

ดังนั้นเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงไม่อาจอ้างเสรีภาพไปละเมิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายนั้น คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีการรับรองไว้ซึ่งหลักการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในมาตรา 6 ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้  ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้

ที่มา : เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา (https://www.isranews.org/article/isranews-article/91156-democracy-2.html)