ดร.เวทิน สถาบันทิศทางไทย วิจารณ์ม็อบธรรมศาสตร์ฯ จาบจ้วงเบื้องสูง ทำได้แค่ยั่วยุคนแก่ ให้เดือดแค้น หวังจะปฏิรูปแต่คงต้องละเมอเอาเอง

0

จากกรณีที่ทางด้านของ กลุ่มนักศึกษาหนุ่มสาวชาวธรรมศาสตร์รังสิต ได้จัดกิจกรรมทางการเมือง โดยบนเวทีการปราศัยได้มีการฉายภาพโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ เป็นรูป “นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” และ “นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ซึ่งเป็น 2 ผู้ต้องหาที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ

นอกจากเป็นภาพของทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีข้อความและสัญลักษณ์ที่ส่อเสียดในทางดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวได้ถูกแชร์ออกไป จนกลายเป็นประเด็นถึงความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และแน่นอนว่าคนไทยรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยในเวลาต่อมา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ถึงกรณีม็อบธรรมศาสตร์ ระบุว่า “YOUNG OLD และ YOUNG BLOOD การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คือเจตนาต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเอาข้อเรียกร้องประชาธิปไตยมาบังหน้า ที่เลวร้ายคือการเชิญเจ้าหน้าที่ทูตต่างประเทศ เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย (แผนชักศึกเข้าบ้าน)

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

ผลของวันนี้ เกิดจากยุทธศาสตร์ “คนรุ่นใหม่หรือ young blood” ที่มีคนเขียนบท ให้เขามีความหึกเหิม มั่นใจว่ารุ่นนี้เท่านั้นที่ต้องกำหนดชะตาประเทศ โดยมีอวตารบูลลี่ คนรุ่นพ่อแม่ลุงป้าน้าอา ให้กลัวจนหัวหด ขาดความมั่นใจ ไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หงอ ไม่มีสิทธิ์เงยหน้าขึ้นมา ได้แค่นั่งดู ด้วยวาทกรรมแก่ ไดโนเสาร์ ไล่ให้ไปตาย

ล่าสุดมีรายงานจากวารสารต่างประเทศ ได้ยกคนรุ่น “young old หรือ yold” สอดคล้องกับ บทความสื่อในประเทศ ใช้คำว่า “silver age” เป็นกลุ่มบุคคลที่อายุระหว่าง 50-75 ปี ถือว่าเป็นกลุ่มที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่คนรุ่นใหม่อย่างที่เข้าใจ คนรุ่น yold จะมีพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง(disruption)ของโลกยุค 2020 ด้วยเหตุผล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เก่งนักสร้างวาทะกรรมครอบงำเด็ก!!! “หมอวรงค์” อัดเดือดม็อบธรรมศาสตร์ฯ เอาปชต.บังหน้า เจตนาเบื้องหลังสุดชั่ว ปลุกคนรุ่นเก่า ถึงเวลาต้องลุกขึ้นปกป้องชาติ

ล่าสุดดร. เวทิน ชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊ก Wathin Chatkoon ระบุว่า “การละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เลวร้ายที่สุด ดร.เวทิน​ ชาติกุล​ สถาบันทิศทางไทย คนรุ่นก่อนผมหลายคนบอกว่า​ นี่คือล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์​ ที่รุนแรงที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิต

ไม่ใช่หรอก​ เปรียบเทียบก็เหมือน​หลวงตาที่ยืนอยู่เฉยๆ​ ตกใจ​ ช็อค​ เมื่อจู่ ๆ เด็กวัดเดินมาตบหัวแล้วด่า​ “ไอ้เย็ดแม่ง” ไม่คิดว่าเด็กวัดจะกล้าทำ​…แค่นั้นแหละ

การละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ​ การลอบปลงพระชมน์ในหลวงรัชกาลที่​ ๘

ในครั้งนั้น​ “น้ำตาท่วมนองแผ่นดิน” พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งถูกลอบฆ่า​ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน​ และคนที่ใช้เรื่องนี้​ “เล่นการเมือง” กันจะฝ่ายไหนก็ตามก็ล้วนมีอันเป็นไปต่างกรรมต่างวาระ ที่นักศึกษา​ มธ.2563​ พูดบนเวที​ ปี​ 2519​-ปี​ 2523 ในพรรคคอมมิวนีสต์พูดกันแรงกว่านี้​ ยิ่งกว่านี้​ เพียงไม่มีเวที​ แสง​ สี​ ออแกไนซ์​ ไฟกระพริบ​ เหมือนเมื่อคืนวันที่​ 10​ สิงหาคม​ 2563​ ที่ผ่านมานี่เอง

ยุคนั้น​ พรรคคอมมิวนิสต์​ นำ​ มวลชน​ “ปฏิวัติ” นศ.เข้าร่วม​ไม่ใช่แค่หลัก​ 10,000​-20,000​ แต่เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ​เป็นแสน​ เกินครึ่งของนักศึกษาทั้งหมดที่มีในตอนนั้น​ จัดตั้งกันมาดีกว่าไม่รู้กี่พันเท่า​ ความรู้​ ความเข้าใจดีกว่า​​ ฉลาดกว่า​ พร้อมรบแลกชีวิตด้วยชีวิต​ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้แก่รัฐไทยโดษดุษฎี

2475, 14​ ตุลา , 6​ ตุลา, สงครามประชาชน, พฤษภา​ 35,​ จลาจล ​53​ โครงสร้างอะไรก็ยังเป็นอยู่อย่างที่มันเป็น

พิจารณาตามตรรกะความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล​และความเป็นจริงแล้ว​ ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง​ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” ที่แสดงออกมา​คิดหรือว่าแกนนำที่อยู่เบื้องหลัง​จะไม่รู้หรือว่า​ “ไม่มีทางเป็นไปได้” เหมือนม็อบฮ่องกงต้องการแยกประเทศก็ฉันใด​ ม็อบนศ.ที่ธรรมศาสตร์ก็ฉันนั้น​ ก็ทำได้แค่ตีรวม​ ยั่วยุ​ ให้​ “คนแก่” เป็นเดือดเป็นแค้นก็เท่านั้น

อะไรจะเกิดขึ้น​ต่อจากนี้ worst case​ ฆ่ากันเองกลางกรุง​อีกรอบ รัฐประหารอีกครั้ง หรือลากคอ​ จับติดคุก​ ติดตารางเรียงตัว (เหมือนที่ฮ่องกง) มันก็จะเท่านั้น จะไม่มีผลใด ๆ พอที่จะเปลี่ยนโครงสร้าง​ หรือ​ ปฎิวัติ​ อะไรอย่างที่ละเมอกันเอาไว้​ทั้งสิ้น”

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : Wathin Chatkoon