แฉอีก “บอส อยู่วิทยา” ใช้เล่ห์กลทางกฎหมาย ขอความเป็นธรรมกว่า 10 ครั้ง ถ่วงคดีจนตัดสินล่าช้า เรียก 1 ในทีมอัยการชี้แจงด่วน

0

จากกรณีที่รายงานความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ นายจารุชาติ มาดทอง พยานสำคัญในคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนช่วงกลางดึก เวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา จนได้มีการผ่าพิสูจน์ร่างอีกรอบ

โดยพล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า คดีนี้ทางตำรวจภูธรภาค 5 ได้ส่งชุดสืบสวนภาค 5 และสืบสวนกองบังคับการฯเชียงใหม่เข้าไปร่วมทำการสืบสวนสอบสวนรวมกับทาง สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ตั้งแต่ต้น ซึ่งจากการสอบสวนสืบสวนแล้วทางตำรวจได้แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ส่วน

เบื้องต้น เป็นที่ชัดเจนว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กันมาก่อนแต่อย่างใด รู้จักกันในวันเกิดเหตุตามกล้องวงจรปิดที่เห็นกันอยู่ และรู้ตัวคนนำมือถือของนายจารุชาติไปแล้ว

เมื่อถามถึงการสอบสวน นายชูชัย เลิศพงศ์อดิสร หรือ ส.ว.ก๊อง สอบในฐานะอะไร และโทรศัพท์ของนายจารุชาติ ตอนนี้พบหรือยัง พล.ต.ท.ประจวบ ตอบว่า การสอบ สว.ก๊อง ในฐานะที่เขาเป็นนายจ้างของนายจารุชาติ ส่วนเรื่องโทรศัพท์มือถือของนายจารุชาติ ตอนนี้ทางตำรวจทราบว่าแล้วว่าใครที่เอาไป เป็นคนที่ทำงานด้วยกัน เป็นลูกน้องของอดีต ส.ว.ก๊อง โดยทางตำรวจนำตัวมาสอบแล้วเขาอ้างว่าได้เคยถ่ายรูปกับผู้เสียชีวิตหลายครั้ง

รู้จักกันมานาน หลังจากที่ ส.ว.ก๊องไปบวชเขาได้สนิทสนมกับผู้ตายมากยิ่งขึ้น มีรูปภาพเขาอยู่ในมือถือผู้ตาย และตัวเขาเองก็จะลงสมัครนายกเทศมนตรีตำบลสุเทพ พอทราบว่าผู้ตายเป็นพยายปากสำคัญในคดีบอส อยู่วิทยา กลัวว่าจะมีผลกระทบกับการที่เขาจะลงสมัครเลือกตั้ง เขาจึงขอมือถือจากทางญาติไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้ตัวแล้ว ใครขโมยซิม ทำลายมือถือ “จารุชาติ” พยานปากเอกคดี “บอส” รีบสารภาพผิด ต้องทำเพราะกลัวผลกระทบทางการเมือง

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่สำนักงานกฤษฎีกา ถนนพระอาทิตย์ มีการประชุมคณะทำงานตรวจสอบอัยการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงส่วนของอัยการกรณีสั่งไม่ฟ้องในคดีวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา โดยมีนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เข้าร่วมฟังการชี้แจงด้วย

ซึ่งที่ประชุมได้เชิญนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด เข้าชี้แจง แต่นายอรรถพลและนายเนตรไม่ได้เข้าชี้แจง มีเพียงนายประยุทธ และคณะอัยการที่ทำคดีดังกล่าวเข้าชี้แจงเท่านั้น โดยการประชุมดังกล่าวใช้เวลา 5 ชั่วโมง

โดยทางด้านนายประยุทธ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงว่า มาชี้แจงในฐานะที่เป็น 1 ในคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในการสั่งสำนวน ส่วนรายละเอียดตนไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยตนมาให้ถ้อยคำว่า เราตรวจสอบอะไรอย่างไรบ้าง และผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร และได้นำเสนอเรียนอัยการสูงสุดประเด็นไหนอย่างไร ส่วนกรณีนายเนตร ที่ไม่ได้เข้าชี้แจงนั้น ตนไม่ขอแสดงความเห็น

ส่วนทางด้านนายบวรศักดิ์ ไปสัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้เชิญอัยการมาร่วมชี้แจง คือ นายประยุทธ์ นายสมใจ โตศุกลวรรณ์ เนื่องจากในเวลานั้นที่สำนวนมาถึงนายสมใจ เป็นรองอธิบดีอาญากรุงเทพใต้ น.ส.นิภาพร รุจนรงค์ รองอัยการสูงสุด สมัย ร.ต.ต.พงษ์วิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อดีตอัยการสูงสุด เป็นคนเสนอความเห็นว่า ให้ยุติการขอความเป็นธรรม และนายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ

นายนิติ สุขเจริญ ซึ่งเป็นอัยการ ดำรงตำแหน่งรองเลขานุการอัยการสูงสุด และเป็นผู้ช่วย ร.ต.ต.พงษ์วิวัฒน์ ซึ่งทั้ง 2 คนนี้มีความเห็นว่า ควรยุติเรื่อง ซึ่งจากการชี้แจงเราได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ส่วนรายละเอียดเรื่องข้อมูลที่ได้ต้องถามนายวิชาเอง เพราะคณะกรรมการชุดใหญ่ จะมีประชุมในวันที่ 11 ส.ค.นี้ โดยจะเชิญ ผบ.ตร.และร.ต.ต.พงษ์วิวัฒน์ มาชี้แจง ทั้งนี้การชี้แจงครั้งนี้ทางอัยการให้ความร่วมมือดี ทำให้ที่ประชุมได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก โดยจะต้องเอาข้อมูลที่ได้มา นอกจากนี้จะเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาให้ข้อมูล

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในวันนี้จะยังไม่พูดถึง แต่จะยกตัวอย่าง เช่น การร้องขอความเป็นธรรมที่มีถึง 7 ครั้ง แต่ข้อเท็จจริงมีการร้องขอความเป็นธรรมกว่า 10 ครั้ง ซึ่งส่งผลให้คดีเกิดความล่าช้า ทั้งนี้ การร้องขอความเป็นธรรมทั้ง 10 ครั้ง มาจากหลายฝ่าย แต่ส่วนใหญ่มาจากผู้ต้องหา และมีคำสั่งให้ยุติเรื่องทั้งหมด แต่ก็มีการร้องขอมาเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เห็นว่า การที่นายคณิต ณ นคร ออกระเบียบร้องขอความเป็นธรรมเพื่ออำนวยความยุติธรรม

แต่วันนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือถ่วงคดี ซึ่งเห็นว่าต้องมีการแก้ไข โดยอาจจะเป็นข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ที่น่าจะต้องเขียนเป็นกฎหมายให้ชัดเจน เช่น ผู้ร้องขอความเป็นธรรมจะต้องมาร้องด้วยตัวเอง จะให้มีการร้องขอความเป็นธรรมได้กี่ครั้ง จะสามารถเอาพยานหลักฐานเดิมมาร้องได้หรือไม่

เมื่อถามว่า มีแนวทางสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนายวรยุทธให้พ้นผิดอย่างไรบ้าง นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า เพราะกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ตนพูดเสมอว่า ความไม่เป็นธรรมในคดี หากประชาชนเกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นว่า ไม่เป็นธรรม จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองมากที่สุด ฉะนั้นทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน ดูแลความยุติธรรมของบ้านเมือง ให้เกิดการอำนวยความยุติธรรมที่แท้จริง