ทำไม”อองซานซูจี” ซึ่งเคยคลั่งตะวันตกถึงเปลี่ยนมายื่นข้างพม่า แม้จะถูกยึดรางวัลโนเบล

0

ทำไม”อองซานซูจี” ซึ่งเคยคลั่งตะวันตกถึงเปลี่ยนมายื่นข้างพม่า แม้จะถูกยึดรางวัลโนเบล

โลกออนไลน์ได้มีการแชร์บทวิเคราะห์ อองซานซูจี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหญิงชาวพม่า โดย ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า…นางอองซานซูจี:

ผมเคยคุยกับไมเคิล แอริส สามีนางอองซานซูจีผ่านๆ เมื่อปฐมนิเทศเข้าเรียนปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยเพราะเขาเป็นอาจารย์สอนทิเบตศึกษาที่นั่น วิทยาลัยเขากับวิทยาลัยผมก็อยู่ติดๆ กันด้วยซ้ำ ที่จริงควรจะพบเห็นกันบ่อย แต่หลังจากพบกันวันปฐมนิเทศ เขาก็ค่อยๆ ห่างไปเพราะเป็นโรคมะเร็งและเสียชีวิตในที่สุด

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

นางอองซานซูจีซึ่งเป็นภรรยาเขาและอ่านแต่ตำราฝรั่งก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในอังกฤษหลายครั้งว่าเธอเกลียดเผด็จการในเมียนมาร์มากเพราะไม่เคารพสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลของสหประชาชาติ

เห็นนางมีทรรศนคติเช่นนี้ ประเทศนักล่าอาณานิคมจึงสามัคคีกันผลักดันนางให้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ด้วยหวังว่านางจะเปลี่ยนแปลงเมียนมาร์ให้เป็นแบบทุนนิยมตะวันตก ขับไล่อิทธิพลจีนไปจากเมียนมาร์เสีย

แต่พอเธอกลับมาอยู่เมียนมาร์แล้ว เธอได้เรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกว่าเมียนมาร์กำลังเป็นเป้าที่ชาติตะวันตกจะก่อความวุ่นวายให้แตกแยกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยเพื่อตะวันตกจะเข้าไปรุกราน ตะวันตกส่งทั้ง NGOs สื่อมวลชน จ้างนักการเมืองท้องถิ่นรับจ้าง เพื่อไล่รัฐบาลทหารหลายครั้ง เมียนมาร์จึงถูกสื่อในสังกัด CIA โจมตีว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวโรฮีนจาจนท่วมสื่อโซเชียลมิเดีย ส่วนใหญ่ข่าวละเมิดสิทธิ์โรฮีนจาเป็นข่าวกุขึ้นมาทั้งนั้นครับ

นางได้เข้าใจภาพรวมว่าความเป็นเผด็จการของทหารในเมียนมาร์แท้จริงแล้วเกิดขึ้นมาจากการที่มีชาติตะวันตกทุ่มเทเงินทองส่งภาคีเครือข่ายไปพยายามทำสงครามพันทาง ล้มรัฐบาลหลายครั้งเพื่อยึดครองเมียนมาร์ให้เป็นเมืองขึ้นอีกรอบนั่นเอง

จุดอ่อนของเมียนมาร์คือมีชนหลายเผ่าพันธุ์รวมกันอยู่ภายในประเทศ ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้คนก็มีความเห็นแตกต่างกันมาก พร้อมกันนั้น ประชาชนก็เริ่มแตกแยกจากการถูกล้างสมองของกระแสสื่อชาติตะวันตกไปอีกด้วย

ภายใต้สภาพสังคมเช่นนี้ รัฐบาลที่จะเอาอยู่ ต้องเป็นรัฐบาลที่ค่อนข้างรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางแบบทหารเท่านั้น พอเห็นว่าเมียนมาร์กำลังเป็นเป้าตะวันตกเข้ายึดครองด้วยสงครามพันทางต่างๆ นานา นางไม่อยากให้เมียนมาร์เป็นเหมือนซีเรีย อิรักและลิเบีย นางเปลี่ยนจุดยืนมาอยู่ข้างทหารในเมียนมาร์ทันที

นางไม่สนใจเลยว่าชาวตะวันตกพยายามจะริบโนเบลเพื่อสันติภาพไป เพราะเอกราชของชาติหรือความมั่นคงของชาติสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด อังกฤษเคยปกครองเมียนมาร์มาอย่างไร ชาวเมียนมาร์รู้จักรสชาติความขมขื่นเป็นอย่างดีแล้ว

ไม่เพียงแต่นางจะเห็นด้วยกับนโยบายรวบอำนาจของทหารเพื่อคงไว้ซึ่งเอกราชของประเทศเพราะเป็นแนวทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกสมัยใหม่

นางยังพาคณะรัฐมนตรีไปช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้อย่างน่าชื่นชม เหมาะสมแก่สถานการณ์และสมแก่ที่เป็นพุทธมามิกา

@ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓

นางอองซานซูจี:ผมเคยคุยกับไมเคิล แอริส สามีนางอองซานซูจีผ่านๆ…

Posted by ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ on Tuesday, July 28, 2020