ย้อนฟังชัด ๆ คำพูด “ทอน-บุตร” รีบโหนม็อบอาชีวะ ชมเป็นคนเก่ง สู้เคียงบ่าเคียงไหล่ปชช. แต่ไม่วายชวนเป็นพวกตัวเอง

0

จากกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมจัดรายการ ก้าวหน้า Talk กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โดยมีผู้ชมถามถึงเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาอาชีวะ

โดยนายธนาธรกล่าวว่า ตลอดชีวิตการทำธุรกิจ 20 ปี ตนทำงานกับคนอาชีวะมาโดยตลอด เพราะพนักงานส่วนใหญ่ในโรงงานเป็นคนที่จบอาชีวะ และตนเองชื่นชมความสามารถของคนสายช่างว่ามีส่วนอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

คนที่จบอาชีวะในโรงงานตนเอง สามารถเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ที่มีความสลับซับซ้อนสูงได้ พิสูจน์ว่าพวกเขามีศักยภาพสูง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นอย่าให้ใครอ้างชื่อก่อม็อบชนม็อบเปิดทางรัฐประหาร

นอกจากนี้ นายธนาธรยังกล่าวด้วยว่า คนอาชีวะเป็นกำลังหลักในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในยุค 14 ตุลา 2516 กลุ่มคนที่นอนขวางรถถัง ก็เป็นเด็กอาชีวะ กลุ่มคนที่เข้าไปถอดสลัก รื้อฟันเฟืองรถถังจนวิ่งไม่ได้ ก็อาชีวะ เพราะเด็กมหาวิทยาลัยสายสามัญทำไม่เป็น

“จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ กลุ่มอาชีวะได้เคลื่อนไหวเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับนักเรียน นักศึกษา เรียกร้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาอ้างชื่ออาชีวะไปจัดตั้ง ก่อม็อบชนม็อบ

ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ฝ่ายที่ครองอำนาจอยู่ต้องการ เพื่อจะมีเงื่อนไขก่อรัฐประหาร ผมขอฝากไปถึงชาวอาชีวะทุกคน ส่งเสียงของคุณเองออกมาดัง ๆ ว่าในภาวะชี้เป็นชี้ตาย ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ เรายืนอยู่ที่ไหน เราอยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร อย่าให้ใครมาแอบอ้างชื่อของพวกคุณ ลุกขึ้นมาส่งเสียงของพวกคุณด้วยตัวเอง”

ส่วนนายปิยบุตรก็เตือนว่า ที่ผ่านมาพอรัฐเห็นว่ากลุ่มอาชีวะรวมตัวกันเข้มแข็ง เป็นกำลังหลักให้กับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชน ก็เข้ามายุยงให้แตกแยก เช่นกรณี 14 ตุลา ที่เด็กอาชีวะมีบทบาทสูง ฝ่ายความมั่นคงจึงเข้ามายุยงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเด็กอาชีวะ จนในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อาชีวะบางส่วนถูกจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมืองขวาจัด ถูกทหารใช้ในการก่อความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ในขณะที่อีกจำนวนมากยังคงยืนหยัดร่วมกับผู้ชุมนุมฝ่ายประชาธิปไตย จึงขอให้กลุ่มอาชีวะ ปวช. ปวส. ในปัจจุบันรวมตัวกันให้เข้มแข็ง อย่าให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอดีต ตกเป็นเครื่องมือฝ่ายขวา นำมาใช้ทิ่มแทงประชาชนด้วยกัน


ทั้งนี้นายธนาธรยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญในกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งนายปิยบุตรนั่งเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย โดยยืนยันว่าการที่ ส.ว.เริ่มยอมรับการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเพราะกระแสกดดันจากการชุมนุม และการเรียกร้องของนักศึกษาประชาชนทั่วประเทศ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดเดือน ต้องยกเครดิตให้กับประชาชน ที่ทำให้ฝ่าย ส.ว.ตอบรับ จากเดิมที่แข็งขืนต่อต้านมาตลอดปลุกกดดันแก้รธน.

ส่วนขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญ นายปิยบุตรกล่าวว่า เป็นไปได้ว่าทำทันในสมัยประชุมนี้ เริ่มจากยกเลิกมาตรา 279 ที่ให้ความคุ้มครองรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบรรดาประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งหมด ต่อด้วยการยกเลิก 4 มาตรา คือ 269-272 ที่ว่าด้วยเรื่อง ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล หากยกเลิก ส.ว. 250 คนไป ก็หมายความว่า ส.ว.ทั้งหมดนี้จะพ้นจากตำแหน่ง และกลับไปใช้วุฒิสภาตามระบบปกติของรัฐธรรมนูญที่มาจากสรรหาตามกลุ่มอาชีพ และอำนาจของ ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลก็จะหมดไปด้วย นอกจากนี้ กรณีที่ให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงร่วมออกแบบกฎหมายปฏิรูปต่างๆ อำนาจเหล่านี้จะสิ้นสุดลงทันที

การแก้สองเรื่องแรกนี้ทำได้เลย เพราะไม่ต้องประชามติก่อน ส่วนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ จะใช้เวลาเป็นปี โดยต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อปรับวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ง่ายขึ้น คือใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา พร้อมกันนั้นก็เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้วให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตรเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันกดดันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต่อไป เพราะกระบวนการยังอีกยาวไกล แม้วันนี้ ส.ว.จะเริ่มเห็นด้วยและมีทิศทางตอบรับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่หากประชาชนหยุดเรียกร้อง หยุดกดดัน ก็เป็นไปได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก