“ดูแตร์เต” ปธน.ฟิลิปปินส์ สั่งให้คนจนฆ่าเชื้อบนหน้ากากด้วยน้ำมันรถ แว่วข่าวดีวัคซีนต้านโควิด ล็อคตัวยาให้สิทธิทหารก่อนกลุ่มแรก

0

กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถามถึงความเหมาะสม ของภาวะผู้นำระดับประเทศ เมื่อ “ดูแตร์เต” ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ล้อเล่น

ตอนที่แนะนำให้ประชาชนใช้น้ำมันเติมรถยนต์ฆ่าเชื้อบนหน้ากาก แม้ก่อนหน้านี้ โฆษกประธานาธิบดีจะแก้ต่างว่าเป็นการเล่นมุกก็ตาม

โดยดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ แนะนำให้ฆ่าเชื้อบนหน้ากากด้วยการจุ่มหน้ากากลงไปในน้ำมันเติมรถยนต์ หากประชาชน โดยเฉพาะคนจน หาซื้อแอลกอฮอล์มาฉีดฆ่าเชื้อไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า เขาไม่ได้พูดล้อเล่น

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ดูแตร์เต แนะนำให้ใช้น้ำมันฆ่าเชื้อหน้ากาก แต่สัปดาห์ก่อนที่เขาพูดเช่นนี้ แฮร์รี โรก โฆษกประธานาธิบดีรีบออกมาแก้ต่างว่าเป็นมุกตลกเท่านั้น

ขณะที่ทางด้านมาเรีย โรซาริโอ เบอร์เกเร เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขกล่าวว่า หน้ากากผ้าควรนำไปซักและตากตามปกติ ส่วนหน้ากากอนามัยควรใช้แล้วทิ้ง

และไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่งชี้ว่า น้ำมันเติมรถยนต์จะสามารถฆ่าเชื้อบนหน้ากากได้ และถ้าสัมผัสกับน้ำมันนานเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งยังเสี่ยงเกิดไฟไหม้อีกด้วย

นอกจากนี้ ดูแตร์เตกล่าวว่า ฟิลิปปินส์จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในเดือน ธ.ค.นี้ ไม่ใช่การอยู่กับ “ความปกติใหม่” หรือ new normal โดยระบุว่า บริษัทยาในจีนกำลังจะพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งน่าจะนำมาใช้ได้ในเดือน ธ.ค. รัฐบาลฟิลิปปินส์จะซื้อวัคซีนมาให้ทหารเป็นผู้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนต่อไป เพราะทหารคือ กระดูกสันหลังของชาติ

อย่างไรก็ตามเมื่อเดือน ก.พ. ที่โควิด-19 ระบาดในฟิลิปปินส์ และมีผู้เสียชีวิตนอกจีนคนแรกในฟิลิปปินส์ ดูแตร์เตพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ร้ายแรง

โดยระบุว่า ไวรัสนี้จะตายไปเองตามธรรมชาติ และไม่มีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีผู้ติดเชื้อมากถึง 89,374 คน และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,000 รายแล้ว

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือน มี.ค. ดูแตร์เตประกาศให้ปิดเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของฟิลิปปินส์ และในสถานการณ์ฉุกเฉิน เขามีอำนาจพิเศษจากสภาคองเกรสในการโยกงบประมาณมารับมือกับโควิด-19 และนำทหารออกมาประจำการบนท้องถนน และเขาจำเป็นต้องออกมาแถลงให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ทุกสัปดาห์ แต่โซเชียลมีเดียต่างวิจารณ์ว่าเขามักพูดไปเรื่อยจนทำให้เกิดความสับสน

อ้างอิงข้อมูล :BBC