“บุตร” เพ้อ ขายฝัน”ปฏิวัติ”เยาวชน “เศร้า”แอบหลังเด็ก

0

“การปฏิวัติ จะเกิดขึ้นได้ในห้วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ประชาชนจำนวนมหาศาล เกิดความรู้สึกนึกคิดร่วมกันใน 2 มิติ ได้แก่ มิติแห่งความโกรธแค้น และมิติแห่งความหวัง ประชาชนคับแค้นใจกับสิ่งที่ดำรงอยู่ พร้อมมีความหวังร่วมกันในการไปก่อตั้งสิ่งใหม่ ทั้งสองความรู้สึกนึกคิดนี้ผสานหลอมรวมกันในความคิดจิตใจของประชาชน จนผลักดันให้ร่วมกันออกไปกระทำการ สิ่งนั้น คือ “ปฏิวัติ”…… นั่นคือคำกล่าวของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ได้โพสต์เฟสบุ๊กไว้ เมื่อ 22 ก.ค. 2563

 

การปฏิวัติที่ “ปิยบุตร” ได้โพสต์ไว้นั้น..บอกได้เลยว่า… เป็นการปฏิวัติแบบ”หยวก หยวก” ซึ่งก็คือ ทฤษฎีจอมปลอม เพ้อฝัน อ่อนหัด สร้างมาเพื่อหลอกเด็ก เยาวชน เปรียบดังหยวกอ่อน ที่หั่นให้หมูกิน…

 

หากลองศึกษา “ทฤษฎีปฏิวัติ” ที่เริ่มต้นจากปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี ว่า การปฏิวัตินั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดจากความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงจากภายใน ต้องเกิดความสุกงอมและต้องเกิดความสอดคล้องกับเงื่อนไขทางภาววิสัยทั้ง 2 ส่วน ผสมผสานกันอย่างลงตัว แต่จะไม่ผสมกันทีเดียวแล้วระเบิดขึ้น … จะเป็นการค่อย ๆ สะสมปริมาณไปจนถึงระดับคุณภาพ ๆ หนึ่ง … การปฏิวัติก็จะบังเกิดขึ้น… สำหรับ ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี นั้น…เป็นปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้

 

สิ่งที่ “ปิยบุตร” พยายามปลุกเร้าการปฏิวัติขึ้นมาในขณะนี้…สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือเป็นหยวก ๆ ปลอม ๆ กันแน่ ??? ….. “ปิยบุตร” …บอกว่า ต้องดูใน 2 มิติ  มิติแรก คือ มิติแห่งความโกรธแค้น … ซึ่งอยากจะถามว่า ใคร ? ..โกรธแค้นใคร … หากจะบอกว่า นักศึกษาจำนวนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ ก็พอจะใช้ได้ … แต่ไม่สามารถที่จะใช้ได้กับคำว่า”ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ”… อัตวิสัยของการเปลี่ยนแปลงนี้ จะต้องใช้ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ … นักศึกษา อาจจะเคียดแค้นชิงชัง ใครก็ตามที่ไปปลุกเร้า ให้ข้อมูลที่ผิด ๆ …. แต่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์ เรียนรู้ความเจ็บปวดในความแตกแยก กับเลือดที่หลั่งของคนไทยมาแล้ว จะเข้าใจความจริงอันนี้ได้ว่า ไม่มีใครอยากให้ประเทศ เดินไปถึงจุดนั้น …. ฉะนั้น.. เงื่อนไขทางอัตวิสัย ไม่น่าที่จะสอดคล้อง และความโกรธแค้นที่ “ปิยบุตร” ว่านั้น ก็เป็นความโกรธแค้นที่ถูกสร้างขึ้น จากสิ่งที่ไปปลุกเร้าเยาวชน…..

และสิ่งที่ “ปิยบุตร” ปลุกเร้า..นั้นคือ?? … ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ในการบิดเบือน….เริ่มตั้งแต่การลงมือทำ …บรรดาคณาจารย์ที่ตกค้างทางอารมณ์และความคิด ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ไปปลุกเร้า สอนเด็ก อ้างทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่บิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง… ยกตัวอย่าง “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นนักวิชาการ…แต่ก็วิเคราะห์ทฤษฎีปฏิวัติเข้าข้างตัวเอง … “ชาญวิทย์” นั้น  จะเป็นหัวขบวนของเหล่าคณาจารย์จำนวนหนึ่ง  ที่อยู่ในกลุ่มผู้ที่คัดค้านการแก้ไขกฎหมาย ม.112 และอีกส่วนหนึ่งก็ออกมาต่อต้านเคลื่อนไหวการยุบพรรคอนาคตใหม่…หลายคน ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่จำนวนหนึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่บ่มเพาะความคิดนี้ขึ้นในขบวนการนักศึกษา สำหรับ “ธนาธร” นั้น ก็ปรากฏ หนังสือ “ฟ้าเดียวกัน” พุ่งเป้าโจมตีสถาบันฯ เช่นกัน เป็นสิ่งที่พยายามทำต่อเนื่องกันมาหลายปีนั้น กับคำว่า สร้างสิ่งโกรธแค้นของสังคมไทย

 

ส่วน มิติแห่งความหวังที่ “ปิยบุตร” กล่าวนั้น ย้อนไปดูป้ายโปสเตอร์ที่เขียนคำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” นั่นหมายถึง การต่อสู้ให้แตกหัก ให้จบเสียตอนนี้ …. เด็ก ๆ นักเรียน นักศึกษา ก็เกิดความภาคภูมิใจหากการต่อสู้นั้น … มันจบที่รุ่นเรา ……  แต่ย้อนกลับไปดูที่เงื่อนไขทาง “อัตวิสัย” ว่า สังคมไทย พร้อมไหม?? และเงื่อนไขทาง “ภาววิสัย” ที่ว่านั่น คือการสุกงอมของสังคมที่ได้มีการกดขี่ ขูดรีด ถึงขนาดผู้คนอดยาก ลำบากยากแค้นเป็นจำนวนมากทั้งประเทศ ทนไม่ไหวแล้วจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติ โค่นล้มผู้ปกครองที่กดขี่ ข่มเหง ….สังคมไทย เป็นเช่นนั้นหรือ???

ณ วันนี้ คนไทยทุกระดับชั้น ร่วมกันสู้ ช่วยกันแก้ไขปัญหา โควิด-19 มีความอยากลำบากเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ตอนนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ทุกคนต่างคิดว่า จะทำอย่างไรในการที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา …. แต่ “ปิยบุตร”  บอกว่า นี่คือ มิติแห่งความหวังที่มาจากการโกรธแค้นของประชาชน… จะดูได้จากป้ายโปสเตอร์ที่ทำขึ้นมาในขณะชุมนุมในหลาย ๆ จังหวัด หลาย ๆ มหาวิทยาลัย … แต่ดูจำนวนเยาวชนที่มาชุมนุม 300-500 คน กำลังเท่านี้… ที่ “ปิยบุตร” ได้สร้างความรู้สึกที่ว่า “สุกงอม” พร้อมจะปฏิวัติ

 

สำหรับคนที่สูงอายุ ที่ผ่านการเรียนรู้ความเจ็บปวดมาแล้วในชีวิต ….คิดว่า พวกเขา ? อยากให้บ้านเมืองแตกหัก  จากสิ่งที่กลุ่มคนบางส่วน สร้างและปั่นหัวนักศึกษาว่า สถาบันฯ เป็นคนสร้างปัญหาให้กับประเทศ ซึ่งนั่น … สวนทางกับความเป็นจริงที่ สถาบันพระมหากษัตริย์  เป็นรากและแกนกลาง ของสังคม  ที่รักษาชาติบ้านเมืองมานานนับพัน ๆ ปี

 

การชุมนุมที่ไปปลุกเร้าเด็ก ๆ บอกว่า มีความหวังนั้น…. หากเปรียบเทียบกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่เดินขบวนมาจากแจ้งวัฒนะ ชุมนุมอยู่โดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย…ซึ่งขอให้พิจารณาจำนวนคน … คิดว่า กลุ่มคนเหล่านี้ รัก ศรัทธา “สุเทพ เทือกสุบรรณ” หรือ ??? …. ไม่ใช่ !! … ประชาชนเหล่านี้ จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ … ออกมาด้วยจิตใจที่คิดแบบเดียวกับนักศึกษา … แต่คิดคนละทาง…สำหรับผู้ใหญ่ ที่เคยผ่านประสบการณ์ บทเรียน ตกผลึกมาแล้วว่า สังคมจริง ๆ เป็นแบบไหน ….

 

การปลุกเร้าของ “ปิยบุตร” คิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้ จะนิ่งเฉยเช่นนั้นหรือ?? …. ย้อนไปดู ครั้งล่าสุด.. ที่ดูเหมือนว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ก็คือ นักศึกษาอาชีวะจำนวนหนึ่ง เริ่มเคลื่อนไหวปกป้องสถาบัน …คิดว่า เด็กกลุ่มนี้ ซึ่งคิดไม่เหมือนกับอีกกลุ่ม มีสิทธิ์ที่จะออกมาเคลื่อนไหว หรือไม่…? หรือ เคลื่อนไหวปกป้องสถาบันฯแล้วไม่มีสิทธิ์ ?… ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องเป็นเด็กที่กลุ่มพวกคุณ ปลูกฝังความคิดให้เพ้อฝันเท่านั้น …. จึงจะออกมาเคลื่อนไหวได้ เช่นนั้นหรือ???

ดังนั้น คำถามง่าย ๆ การปฏิวัติ จะเกิดขึ้นได้ไหม? … หรือ แท้จริงแล้ว แค่ต้องการความรุนแรง หวังให้สถานการณ์ ช็อค !  แล้วประชาชนจะออกมา….ซึ่งเป็นไปไม่ได้ … หากประชาชนคนไทย ไม่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน…แล้วต่อสู้กับผู้ปกครอง นั่นแหละคือ เงื่อนไขทาง “อัตวิสัย” จึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะหากเงื่อนไข “ภาววิสัย” ที่ประชาชนถูกกดขี่ ขูดรีด ผู้คนอดยาก ลำบากยากแค้น ….ยกตัวอย่าง ประเทศจีน ที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคเดียว เอาจริงเอาจัง โทษประหารชีวิต ..แต่ประชาชน อยู่ดีกินดี มีความสุข … ประชาชน ก็ยอมรับผู้ปกครอง ภาคภูมิใจผู้ปกครอง ซึ่งเป็นเผด็จการ ….

 

การที่กลุ่มคนเหล่านี้ มาสร้างความคิดเพ้อฝันในการปฏิวัติ โดยพูดแต่เรื่องทฤษฎี ไม่กล้าออกมายืนอยู่ข้างหน้า … ให้เยาวชนออกหน้าแทน เพราะคาดหวังในทฤษฎีว่า… “เด็กคือ ความหมายของความบริสุทธิ์” และหากเกิดความรุนแรงขึ้นแล้วคนจะลุกฮือออกมาช่วยเหลือเด็ก …. ซึ่งไม่มีทาง…มีแต่จะทำให้คนไทยก่อความรุนแรงระหว่างกัน…. และที่น่าเศร้าที่สุดคือ.. กลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้ … แอบอยู่ข้างหลังเด็ก !! …