“ทอน” ผู้บ้าคลั่ง หลอนตัวเอง”นักปฏิวัติปลดแอก” เสี้ยมเด็กจาบจ้วงเบื้องสูง

0

“หงา คาราวาน” ถือว่า เป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมต่อสู้ปลดแอกสังคมไทย  แต่ “แอก” ในแต่ละห้วงเวลาชีวิตอาจจะแตกต่างกันไป หากได้ศึกษาเพลงของคาราวาน ซึ่งก็มีตั้งแต่เพลงปฏิวัติ หรือเพลงที่ดื่มด่ำกับเนื้อหาของชีวิต เป็นการปลุกเร้าให้ต่อสู้

 

เพลงของ หงา คาราวาน เช่น เพลงบ้านนาสะเทือน  ที่ว่า…..รีบตื่นขึ้นมา มองฟ้ามองดิน เก็บยอดกระถิน หากินผักผลา ทำไร่ไถนา อยู่ป่าอยู่ดง …. ถั่งโถมโหมแรงไฟ เสียง ปืนดังแต่ไกล ปลุกทาสให้เป็นไทย ชีพใหม่จะได้มา….

 

นี่ก็คือส่วนหนึ่งในหลาย ๆ เพลงของ น้า หงา คาราวาน ที่แต่งขึ้นมาในแต่ละห้วงเวลาและอารมณ์  และล่าสุด บทกลอนของ น้าหงา…. “จะปลดแอกเพื่อใคร ที่ไหนหนอ … ผู้เฒ่ารอ ร้อรอ จนหัวขาว … ที่ผ่านมา … รบกัน  ก็นานยาว… เห็นแต่ศพ ทบท่าว ธุลีดิน”  

กับบทเรียนของชีวิตนักสู้คนหนึ่ง …ที่อยากจะบอกกล่าวกับเยาวชนว่า คนที่คิดปลดแอกคนอื่นในยุคสมัยก่อนนั้น จะต้องศึกษาว่า แอกที่ว่านั้น…คือใคร ?… ใคร…คือคนที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน ใคร… คือคนที่กดขี่ย่ำยีประชาชน และผู้คนเหล่านั้นได้สร้างขบวนการกดขี่เอารัดเอาเปรียบเชื่อมโยงกันอย่างไร….

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า .. ยุคสมัยนั้น ก็มีแอกครอบคอ โดยเราก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน ภายใต้ความห้าวหาญ ภาคภูมิใจในการเป็นนักสู้เพื่อประชาชน ขณะที่ สถานการณ์ในขณะนั้น ที่อีกฝากฝั่งหนึ่งของความคิด ก็มีปฏิบัติการที่เลวร้าย …. ไม่เหมือนปัจจุบัน…. ทหาร ยุคนั้น สอบสวน แล้วฆ่า!.. ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันอันเป็นคอมมิวนิสต์

 

ปัจจุบันนี้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ยังอนุญาตให้ชุมนุมได้ แต่..การชุมนุมนั้นก็ยังผิดกฎหมาย …. ต้องไปขออนุญาตก่อน ….และวันนี้ การที่กลุ่มเยาวชน ประกาศจะ“ปลดแอก”… จึงมีคำถามตามมา … เหมือนดัง น้าหงา เขียนกลอนขึ้นมา ว่า “แอกที่ว่านั้น คืออะไร ปลดแอกใคร! … การต่อสู้ที่ผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก กระดูกเถ้าถ่าน กลายเป็นผงธุลี ….. ควรเป็นบทเรียนที่นำไปศึกษา และทบทวน หรือไม่ ? ……

 

วันนี้ มีนักการเมือง หรือ คนที่บ้าคลั่งทางการเมือง ที่ชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” สร้างตัวเองให้เหมือนนักปฏิวัติ นักต่อสู้เพื่อสังคม …. ซึ่งไม่แปลกมีสิทธิ์ที่จะทำได้ หากได้ศึกษาและทำความเข้าใจ แต่…ต้องเป็นคนเดินแถวหน้า นำการปฏิวัติ !!

 

ธนาธร” ถือว่า.. ช่างกล้า !  เอาตัวเองไปเปรียบกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่ง “ธนาธร” คิดเช่นนี้จริงหรือไม่ ? …  ดูได้จากหนังสือ “Portrait ธนาธร”  ที่ระบุว่า  “ตำแหน่งนายกฯ คือลิมิตสูงสุดมั้ย หรือมากกว่านั้น ?  …. ไม่ใช่ ไม่ใช่… ถ้าไม่ใช่ตำแหน่ง มันคืออะไร ?… ขอออฟเรกคอร์ดนะ… มีอำนาจพอที่จะไปต่อรอง……

นั่นคือ สิ่งที่ “ธนาธร” คิด !  ก็คือ การมีอำนาจที่มากพอจะไปต่อรองกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และย้ำต่ออีกว่า … “เราคิดว่า วิธีการของเราคือ ต้องมีอำนาจและต่อรอง”

การมีอำนาจของ “ธนาธร”  คืออะไร ? … ผ่านระบบ รัฐสภา ? เช่นนั้นเหรอ… หรือ อำนาจในการปลุกม็อบ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษา …. ถามว่า ทำไม ? ต้องเป็นนักศึกษา .. เพราะต้องการสร้างความชอบธรรม…ที่ว่า นี่ไง.. เด็กรุ่นใหม่ กำลังตื่นตัว ทนไม่ไหว…”ธนาธร” จึงสร้างกระแสเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง  ผ่านโลกโซเชียล นิว มีเดีย …..

 

การที่เด็กเยาวชน ต่างออกมาชุมนุมในแต่ละที่ ประมาณ 300-500 คน ซึ่งในแง่ทฤษฎี มองได้ว่า จะเป็นน้ำหยดเล็ก ๆ ที่จะหยดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ….. แต่…”ทฤษฎีปฏิวัติ” หาใช่ไม่…ผิดอย่างยิ่ง…สำหรับ “ทฤษฎีปฏิวัติ” จะไม่แสวงหาจุดร่วม จะไม่สงวนจุดต่างกับมวลชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ….

อยากให้จะย้อนไปดูภาพการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ออกมาร่วมเป็นล้าน ๆ ไหลออกมาราวกับสายน้ำ …กับการชุมนุมของอีกกลุ่มคนหนึ่ง ที่มีคนเพียบหยิบมือ  ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นว่า ม็อบกลุ่มนี้เป็นม็อบอ่อนหัด ที่ถูกครอบงำและบงการโดยไม่รู้ตัว แต่…หลังจากนั้น … เหมือนเขียนไว้ในสคริปต์  “ธนาธร” ออกมาพูดว่า การชุมนุมของนักศึกษาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า…

“ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากัน เพราะถึงจุดที่จะใกล้เกิดวิกฤตการเมืองแล้ว ซึ่งหากปล่อยให้วิกฤตการเมืองครั้งนี้เกิดขึ้น มันจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมามาก แต่ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ที่จะยับยั้งวิกฤตนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียของประชาชนขึ้นอีก อย่ารอให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายขึ้นมาก่อนแล้วค่อยหันหน้าพูดคุยกัน พร้อมย้ำว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางออกเดียวของสังคมไทย เพื่อหาข้อตกลงใหม่ ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน”

ขีดเส้นให้กับ ”สังคมไทย” ขีดเส้นให้กับ “พล.อ.ประยุทธ์” ขีดเส้นให้กับ “กองทัพ” ขีดเส้นให้กับ “ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

หลังจากนั้น ก็เดินเรื่องเข้าสู่สภาฯ ต้องการให้เกิดการอภิปราย แล้วขยายถ่ายทอดออกไปเพื่อปลุกกระแสเยาวชน นิสิต นักศึกษา ต้องการให้ นายกฯ มาเผชิญหน้ากับกลุ่มนิสิต นักศึกษาในสภาฯ… แล้วเปิดประเด็นปลุกเร้าต่อไป …

 

หลังจากนั้น รัฐบาล ก็เดินเกมโดยให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ เพื่อรับฟังเสียงนักศึกษา แต่ ฝ่ายค้าน… ไม่เห็นชอบ… ถามว่า เพราะอะไร?  … หากยอมรับการตั้งกรรมาธิการ ก็นั่นแสดงว่า นักศึกษาต้องมานั่งคุยแลกเปลี่ยนกับกรรมาธิการ ก็จะทำให้การชุมนุมบนท้องถนนขาดความชอบธรรมไปโดยปริยาย … และเสียงที่จะถามตามมา ก็คือ….รัฐบาล ได้เปิดเวทีให้แล้วไง ?…. ทำไม? …ไปชุมนุมบนท้องถนน …นั่นคือ เกมที่กลุ่มคนเหล่านี้ตั้งไว้แล้ว  ซึ่งไม่มีทางที่เขาอยากจะจบลงได้ง่าย ๆ …. ต้องการลากดึงมาที่สภาฯ ก็เป็นเพียงเกมหนึ่งเท่านั้น… แล้วก็จะนำเรื่องนี้ไปเดินเกมต่อลงถนน..ว่า  มาสภาฯแล้ว ไม่ได้ผล จะต้องต่อสู้ต่อไป ….

 

เห็นได้ว่า …. ม็อบปลดแอก หรือ ม็อบมุ้งมิ้ง ของกลุ่มเยาวชน ที่มาด้วยความบริสุทธิ์ แต่ศึกษาในกรอบจำกัดที่ถูกสร้างขึ้น…คิดว่า นั่นคือการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น….การที่เขาทำเอง ไม่มีใครบงการ….มันผิดทฤษฎี… ม็อบที่ออกมา แล้วโจมตีสถาบันฯ เป็นการตัดแนวร่วมทั้งหมดทั้งมวล …คงไม่มีใครเข้าร่วม … แต่สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ..”มือที่ 3” ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลแน่นอน เนื่องจากว่า รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่า กลุ่มคนที่บงการ หลอกล่อนักศึกษาออกมาประท้วงนั้น ต้องการความรุนแรงและคาดว่าจะต้องจุดติด … ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ …. เมื่อปี 2553 ก็มีความพยายามที่จะทำมาแล้ว…. แต่มีคนจำนวนมากในสังคมที่ยังจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงกระทำการไม่สำเร็จ

 

ย้อนไปดู ซูเปอร์โพล ที่ออกมาบอกว่า นักศึกษาออกมาเอง ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง นั้น … ก็แน่นอน … เหมือนเช่น นักศึกษา หลังสมัย 14 ตุลาฯ นั้น ใช้เงินตัวเอง ทำกันเอง เคลื่อนไหวกันเอง เป็นการชุมนุมที่ใช้เวลาสั้น ๆ แล้วจุดระเบิดขึ้นมา

ซึ่ง ณ เวลานี้ เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้โจมตีสถาบันฯ ตัดแนวร่วม จุดระเบิด เพื่อต้องการให้ประชาชนออกมานั้น … เป็นไปไม่ได้ และ 98% ของกลุ่มคนที่ออกความเห็น คือ ไม่ต้องการให้แตะต้องสถาบันฯ

 

ฉะนั้น กลุ่มเยาวชนทั้งหลาย จะตระหนัก จะสรุปบทเรียนได้หรือไม่ ?… แต่บอกได้ว่า คนที่บงการอยู่ข้างหลัง คนที่คิดแบบ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ต้องจำเอาไว้ให้ดีว่า ไม่มีแผ่นดินอยู่อย่างแน่นอน…..