บทความพิเศษ: Revolution​ is​ Coming! ดร.เวทินผอ.ทิศทางไทย ถึงม็อบมุ้งมิ้ง กรุณามองอดีต จำไว้ว่ามีคนเป็นล้านออกมาก่อนพวกคุณ

0

บทความพิเศษ: Revolution​ is​ Coming! ดร.เวทิน ชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย

การรวมตัวประท้วง​ (ม็อบ)​ จะรวมตัวกับหลักร้อย​ หลักสิบ​ หลักพัน​ ก็สามารถทำได้แล้ว​ การชุมนุมประท้วงอาจไม่ได้ยุ่งยาก​(มาก)​ในแง่การบริหารจัดการ​ (เมื่อเทียบกับม็อบเรือนหมื่นเรือนแสน)​ ย้ำว่า​ ทุกการชุมนุมจะมีคนจัดการอยู่ข้างหลังเสมอ​ เพราะถ้าไม่มีคนจัดการใดๆเลย​ นั่นคือ​ การจราจล​ ไม่ใช่การชุมนุม​

การจัดการไม่ได้แปลว่า​ บงการ​ ชักนำ​ จูงจมูก​ หรือ​ หลอกเสมอไป​ แต่หมายถึง​ การกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมร่วม​ นัดหมาย​ วันเวลา​ สถานที่​ อาจรวมถึงข้าวปลาอาหาร​ ความปลอดภัย​ (แต่การมีคนจัดการไม่ได้แปลว่า​จะไม่สามารถถูกหลอกได้​ ถูกจูงจมูกได้​ มันเป็นคนละประเด็น​ เช่น​ คณะราษฎรหลอกให้ทหารบางกรมกองออกมาชุมนุม​ในวันรัฐประหาร​ 24​ มิถุนายน​ 2475)​

พลังบริสุทธิ์​(ที่​แปลว่าอุดมการณ์บริสุทธิ์​ผุดผ่อง)​ไม่มีจริง​ในทุกการชุมนุม​ เพราะคำนี้อาจมีความหมายได้แค่​ “ไม่มีใครจ้างมา” เท่านั้น​ แต่ความคิด​ อุดมการณ์​ ความเชื่อรวมหมู่​ นั้นเรียกว่าง้าง​ เลือกข้าง​ ตั้งแต่เดินออกมาจากบ้านแล้ว​ การจุดประกาย​ ให้คนลุกขึ้นมาประท้วง​ เป็นวงกว้าง ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย​ๆ​ แต่เมื่อทำได้แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จ​ โห่ร้อง​ ยินดี​ ฉลองชัยได้แล้ว ..นั่นแค่ก้าวแรก

ก้าวต่อมาคือขั้นตอนที่ยากที่สุด​ นั่นคือ​ ยกระดับ​ ทำให้การชุมนุมประท้วง​ กลายเป็น​ การแสดงพลังร่วมของสังคม พูดง่ายๆก็คือ​ ทำให้สังคม​ “เห็นด้วย” กับการชุมนุม​การประท้วงของม็อบ​ แปรเปลี่ยนประโยชน์ของการชุมนุมประท้วงให้เป็นประโยชน์ร่วมของสังคม​ บังเกิดเป็นพลังทางสังคมแบบฉันทามติ​ดุจคลื่นถาโถมไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

ม็อบเล็กๆ​รวมกัน​เป็น​ม็อบใหญ่​อาจทำได้ไม่ยาก​ แต่จะให้เป็น​พลังร่วมของสังคมได้หรือไม่นั้นนั่นเป็นอีกเรื่องที่บอกว่ายากมากก็เพราะ

1.​ ในสังคม​ ล้วนมีความแตกต่างหลากหลาย​ ทั้งแง่ปัจเจก​ หรือ​ กลุ่มก้อนต่างๆ​ ปรัชญามนุษย์นิยม​อาศัย​อัตวิสัยของปัจเจกเป็นฐานตั้ง​ เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีคุณค่าในตนเอง​ มีเหตุผล​ และต่างเป็นเอกเทศต่อกัน​ แปลง่ายๆก็คือ​ ทุกคนมีสิทธิ์​ “คิดต่าง” ซึ่ง​ ความคิด​ ความเชื่อ​ อุดมการณ์​ ที่แตกต่างนี้​ ทำให้ยากต่อการเกิดฉันทามติ​ แต่กระนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องให้คุณค่าและเคารพ​ การละเมิดต่อความคิดต่าง​ใดๆ​ ของฝ่ายใด​ ไม่ว่าจะอ้างอุดมการณ์ใดก็ตามถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจมีเหตุผลสนับสนุนได้ไม่ว่าจะด้วยทางใด ไม่นับถึง​ “อันตราย” ของการปะทะกันของความต่างของความคิดที่สุดขั้ว

2.​ การชุมนุมประท้วง​ มีแรงขับจาก​ อุดมการณ์ร่วม(ที่เป็นความเชื่อที่แข็งแรง​ (strong belief)​แบบหนึ่ง​ ที่ผูกโยงกันด้วย​อารมณ์(ร่วม)​ (collective emotions)​ ของผู้ชุมนุมในขณะนั้น​ ขณะที่การโน้มน้าว​ แสดงต่อสังคม​ ให้เห็นด้วย​อย่างมีฉันทามตินั้น​ จำต้องอาศัยพลังอำนาจของเหตุผลที่เด็ดขาด​ ปรัชญามนุษย์นิยมเชื่อในอำนาจเด็ดขาดของเหตุผล​ประหนึ่งเหตุผลมีอารมณ์โน้มนำ​ที่ทรงพลังยิ่งกว่าความเชื่อหรือศรัทธาใดๆ

ความยากก็คือ​จะอธิบาย​เราจะแสดงเหตุผล​ในภาวะที่ถูกครอบงำทางอารมณ์​ ได้แค่ไหน? อย่างไร? ไม่นับถึง​แนวโน้มที่ห้วงอารมณ์จะนำไปสู่​ “ความรุนแรง” ที่มิอาจควบคุมได้ พูดในทางปฏิบัติก็คือ​ แม้จะมี​ flash mob ดาวกระจายหลากหลายจุด​ แต่​นั่นสามารถกล่าวได้ว่า​ เป็นตัวแทนของ​ “เจตจำนงร่วม” (Collective​ Will)​ ของสังคมได้หรือไม่? แค่ไหน? คนในสังคม​ไทยอีก​ 29 ล้านคน​ เห็นด้วยหรือไม่กับการชุมนุม​ flash​ mob​ (ถ้ารวมๆกันทุกที่ประมาณ​ 1-2​ หมื่นคน ที่อาจอ้างได้ว่าเป็นตัวแทนของคน​ 6​ ล้านคน)​

และความยากก็คือ​ ผู้ชุมนุมต้องอาศัยการชุมนุมเป็นพื้นที่แสดงออก​ทางสังคม เพื่อให้ทั้งสังคมเห็นด้วยกับคุณ​ มิใช่การขีดเส้นแบ่งแล้วผลักไสคนที่เห็นต่างกันไปอยู่อีกฝั่ง ย้ำเสมอว่า​ การชุมนุมประท้วง​ คือ​ การแสดงออกทางสังคม​ การประท้วงย่อมต้องมีการแสดงออกต่อสังคม​เรื่องจุดยืน​ ความคิด​ สติปัญญา​ ที่ผู้คนในสังคมย่อมต้องประเมินได้ด้วยเช่นกัน​ (ไม่ได้แปลว่า​ เป็นนศ.=ถูก​หรือ​ อ้างต่อต้านอยุติธรรม=ถูก​ หรือ​ อ้างประชาธิปไตย=ถูกเสมอไป)​

ทุกการแสดงออก​ย่อมมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจับตาดูอยู่เสมอ​ (ไม่ใช่ทำให้พวกเดียวกันเองดู)​ การแสดงวุฒิภาวะ​ ปัญญา​ ข้อเท็จจริง​ ด้วยเหตุผล​ ย่อมโน้มนำไปสู่ซีกข้างที่เป็นเหตุผลของสังคมเช่นกัน​ เช่น​ แสดงข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เรื่องความเลวร้ายของฝ่ายอำนาจ​ สังคมก็จะเลือกยืนข้างคุณ

กลับกัน​ การแสดงความไร้วุฒิภาวะ​ ไม่ศึกษา​ ทำการบ้าน​ ไม่มีข้อเท็จจริง​ ทิ้งเหตุผล​ แสดงออกด้วยความเชื่อ​ อารมณ์​ (ที่ครอบงำการชุมนุมอยู่แล้ว)​ ก็จะโน้มนำสังคมไปสู่​ซีกข้างของการใช้อารมณ์ตอบโต้ระหว่างกันเช่นกัน นั่นมิต้องพูดถึงรอยแตกแยกที่มีใครขีดแบ่งเอาไว้ก่อนหน้าเพื่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกันอยู่แล้ว

ในโลกความเป็นจริง พูดในเชิงปริมาณ​ การชุมนุมของ​ กปปส​ มีคนออกมา​ ชุมนุมประท้วงมากที่สุดคือ​ 3​ ล้านคน​ ก็ยังสถาปนา​ “เจตจำนงร่วม” ของสังคม​ไทยไม่ได้​

พูดในเชิงคุณภาพ​ ขบวนการนักศึกษายุคก่อน 14​ ตุลาฯ​ที่ดำเนินการทางลับผ่านจัดตั้งของ​ พคท.​มีความเข้มแข็งทั้งเชิง​อุดมการณ์​ การศึกษา​ เอาจริงเอาจัง​ มีความรู้​ ความเข้าใจ​ ต่อการปฏิวัติสังคม​ สุดท้ายยัง​ ล่มสลาย​ เกิดวิกฤติศรัทธา​ จนล่มสลาย

เมื่อเลือกที่จะ​ “ก้าวออกมาแล้ว” พวกคุณพึงตระหนักว่า​ พวกคุณได้มายืนอยู่ในจุดที่ไม่ง่าย​ การชุมนุมประท้วงทางการเมือง​ มันไม่ใช่​แค่ กระแส​ แฟชั่น​ อินเทรนด์​ ถ่ายรูป​ ติด#​ อัพ​IG แต่คือการตกลงปลงใจที่จะแสดงออกถึงการยอมแบกรับความยากลำยากเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากของสังคม​ การโอบรับความทุกข์ยากของคนที่คุณไม่รู้จัก​​มาไว้ในใจ และยินดีจะตายเพื่อมันได้ถ้าจำเป็น​ ไม่ใช่การประชดประชัด​ สิ่งที่ไม่ถูกใจ​ ไม่ชอบใจตัวเอง​ หรือเพราะเสียของหรือคนที่รักชอบ

จำไว้ มีคนเป็นแสน​ เป็นล้าน​ ก้าวออกมาก่อนแล้วก่อนหน้าพวกคุณ​ ก่อนก้าวต่อไปข้างหน้า​ กรุณาหันกลับไปมองข้างหลังสักนิด​คงไม่เสียเวลา

14​ ตุลา​ มีคนออกมา​ 500,000, 6​ ตุลา​ มี​ นศ.​ 4,000​ คน, พฤษภา​35​ มีคนออกมา​ 100,000, พธม.​ มีคนออกมา(เฉลี่ย) 100,000, นปช.​ มีคนออกมา​ 190,000​ และ​ กปปส​ มีคนออกมา​3,000,000​ ยัง​ ยาก​ ที่จะบอกว่า​ปลายทางของสังคมไทยจะที่ไหน​​

สังคมไทยจะก้าวเดินไปอย่างไร​ต่อ ก้าวที่คุณเลือกแล้วที่จะออกมา​ จะเพื่อยืนข้างความเป็นธรรม​ เพื่อประชาชน​ หรือเพื่อปกป้องอุดมการณ์​สุดขั้ว​ ความเปลี่ยนแปลงซึ่งคุณก็ยังไม่ได้ถ่องแท้ว่ามันจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง

ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้บันทึก​ และ​ กาลเวลาจะเป็นผู้ตัดสิน