“บิ๊กตู่” ตัดจบโผ ครม. 3 ป. มิตรแท้ 3 มิตรกินแห้ว

0

จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตอบคำถามสื่อ กรณีรายชื่อ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยบอกอย่างอารมณ์ดี ว่า ”เรียบร้อย ไม่มีอะไร” พร้อมทำท่าผายมือ ฉีกยิ้มให้ผู้สื่อข่าว

 

ความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งของ พี่น้อง 3 ป. เป็นสิ่งที่คนภายนอกยากที่จะเข้าใจ…ทำงานด้วยกัน นอนบ้านเดียวกัน เรียนที่เดียวกันมา แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การเสี่ยงชีวิต รัฐประหาร เมื่อเดือนกันยายน 2549 แต่การรัฐประหาร ปี 2557 ไม่ได้เสี่ยงเท่ากับ ปี 2549 เนื่องจาก “ทักษิณ” กุมอำนาจอย่างเต็มที่ ทั้งกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อร่วมรุ่นทักษิณ อยู่ใน 5 เสือ ทบ. คุมกองพลที่สำคัญ ๆ การตัดสินใจรัฐประหารในครั้งนั้น มีความเสี่ยงที่ล้มเหลวสูงมาก และผู้ที่เป็นหัวหอกในการรัฐประหาร คุมกำลัง วางแผนจู่โจมทั้งหมด ก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งในขณะนั้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 ยศ พล.ท. , พล.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น รองแม่ทัพภาค 1 คุมแผนปฏิบัติให้ กองพลทหารราบที่ 2 ซึ่งคุมทหารเสือราชินีทั้งหมด เข้าปฏิบัติการคุมพื้นที่  ส่วนกำลังของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ซึ่งโตมาจาก ศูนย์สงครามพิเศษ นำทหารจาก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ มาดูแล ศูนย์บัญชาการปฏิวัติคือ บก.ทบ.  ส่วนกำลังจาก กองทัพภาคที่ 3 ของ พล.อ.สพรั่ง นุสติ เคลื่อนกำลังจากภาคเหนือ ลงมายันกำลังทหารของเพื่อนทักษิณ ที่คุมอยู่ลพบุรี การรัฐประหารในวันนั้นจึงสำเร็จ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประสานเครือข่ายต่าง ๆ ให้การสนับสนุน เนื่องจากขณะนั้น พล.อ.ประวิตร ไม่สามารถเข้าร่วมได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก พล.อ.สนธิ และ พล.อ.ประวิตร นอกจากจะเป็นเตรียมทหารรุ่น 6 ด้วยกัน แต่ก็เดินคนละสาย จนมาถึงการรัฐประหาร ปี 2557 เป็นฝีมือของพี่น้อง 3 ป. ที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว …..และขณะนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีความอ่อนแออย่างที่สุด เนื่องจาก ประชาชน ออกมาร่วมชุมนุมกับม็อบ กปปส. เป็นล้านๆ คน

 

การเล่นการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่ได้ต้องการอำนาจ… มีแค่เพียงเหตุผลเดียวคือ ดูแลบ้านเมือง ประเทศชาติ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร , พล.อ.อนุพงษ์ ก็เช่นเดียวกัน เพื่อต้องการสืบทอดภารกิจที่เดินมาแล้วครึ่งทางนั่นเอง ….และแน่นอนว่า เมื่อโดดมาเล่นการเมือง ก็ต้องทำตามระบบ ทำตามรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยพรรคการเมืองเป็นรากฐาน เพราะรัฐบาลจะอยู่รอดปลอดภัยได้ในระบบรัฐสภา ก็ต้องมีเสียงข้างมาก …. 

และภารกิจหนึ่งที่จะทำให้พี่น้อง 3 ป. มั่นใจ คือ การเข้าดูแลพรรคพลังประชารัฐ อย่างเต็มตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งโดยภาพแล้ว เหมือนจะเป็นผู้ก่อตั้งพรรค เพราะ ณ นาทีนั้น “สมคิด” ออกตัวแรง และต้องการชื่อของ “อุตตม – สนธิรัตน์” เพื่อสร้างภาพพจน์ของตัวเองให้ดูดี  แต่ในความเป็นจริง ก็เป็นที่รู้กันในแวดวงข่าวสารทางการเมืองว่า เวลานั้น ทุกวันพฤหัสฯ จะมีการร่วมกันทานอาหารที่บ้านของนายสุริยะ อย่างสม่ำเสมอ …. พรรคพลังประชารัฐ จึงดูเหมือนก่อตั้งขึ้นจากภาพพจน์ภายนอกของทีม 4 กุมารและสมคิด … ต่อมาก็ดึง กลุ่ม 3 มิตร เข้าร่วม … ปรากฎการณ์เช่นนั้น ยิ่งทำให้ พี่น้อง 3 ป. ไม่สบายใจ…. และในครั้งที่เกิดเหตุการณ์เสนอชื่อนายกฯ ซึ่งเป็นมติเอกฉันท์จากพรรคพลังประชารัฐ ช่วงแรก มีชื่อ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  2.ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษณ์ 3.นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคฯ  …. แต่หลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ นายอุตตม ก็ออกมาแถลงว่า เพื่อให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พรรคฯ จึงเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ … และแน่นอนว่า ต้องมีนัยที่พี่น้อง 3 ป. ไม่ยอมวางจังหวะทางการเมืองของ”สมคิด”  …. ต่อมา ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อมีการตั้งรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายเป็นการภายในให้ไปเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ปรากฏว่า กลุ่ม 3 มิตร นายอุตตม นายสนธิรัตน์ พยายามที่จะเปลี่ยนโผ ก็ทำให้พี่น้อง 3 ป. ต้องเก็บไปคิด…..จนนำไปสู่การส่ง พล.อ.ประวิตร เข้าไปเป็นประธานยุทธศาสตร์ …. ซึ่งเกมที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา เพราะการพยายามเข้าไปสร้างพลังของ กลุ่ม 3 มิตร ทำให้กลุ่มอื่น ๆ ก็เริ่มจับตัวกันบ้าง พรรคพลังประชารัฐ จึงตกอยู่ในสภาพที่ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน… จึงเป็นที่มา พล.อ.ประวิตร นั่งตำแหน่ง หัวหน้าพรรคฯ … (วงแตกทันที) … 

หลังจากนั้น เครือข่ายสื่อสารมวลชนที่อยู่ในมือของ 4 กุมาร เริ่มออกข่าวแทง พล.อ.ประวิตร ทันที บอกว่า …ที่เดินเกมการเมืองทั้งหมด เพราะต้องการส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งกระทรวงสำคัญ ๆ ด้วยการปรับ ครม.  ….บางครั้งก็ออกข่าวรุนแรงว่า พล.อ.ประวิตร คิดที่จะนั่งตำแหน่งนายกฯ ด้วย แต่ท้ายที่สุด เกมการเมืองพลิก จนทำให้ 4 กุมารและ ดร.สมคิด ต้องลาออกจากรัฐมนตรี จึงต้องมีการปรับ ครม. ในที่สุด….

 

สถานการณ์ก่อนหน้านั้นในพรรคพลังประชารัฐ ทุกคนจะเห็นบทบาทของกลุ่ม 3 มิตร อย่างชัดเจนว่า “สุริยะ-สมศักดิ์-อนุชา” เริ่มมีบทบาทมากขึ้น หลังจากประกาศรายชื่อ กรรมการบริหารพรรค หลายคนตระหนกว่า ครั้งนี้ต้องตกเป็นของกลุ่ม 3 มิตร แน่นอน แต่เมื่อถึงเวลาปรับ ครม. ความปั่นป่วนสถานการณ์การเมือง ก็เกิดขึ้นจากการปล่อยข่าวของแต่ละฝั่งฝ่ายอย่างเต็มที่ …. โดยเมื่อมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคฯ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ปรากฏว่า ได้มีการส่งชื่อ รัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ให้กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ไปเป็น รัฐมนตรีพลังงาน นายอนุชา นาคาศัย นั่งตำแหน่ง รัฐมนตรีอุตฯ แทน นายสุริยะ , นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล นั่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่ง รัฐมนตรีแรงงานฯ  แต่ก็ยังมีความปั่นป่วนอีกมากกว่านั้น  ซึ่งในวันที่ประชุมพรรค ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของ กลุ่ม 3 มิตร หรือ กลุ่มของผู้กองธรรมนัส พยายามที่จะปั่นให้ พล.อ.ประวิตร นั่ง รัฐมนตรีฯมหาดไทย และการสร้างความชอบธรรมในการประชุมเพื่อให้ พล.อ.ประวิตร ใจอ่อนนั่ง รัฐมนตรีฯมหาดไทย ก็คือการโจมตี พล.อ.อนุพงษ์ อย่างดุเดือดว่าไม่ได้ทำเพื่อพรรค….ซึ่งประเด็นนี้ อยากจะบอกว่า พี่น้อง 3 ป. เขาถึงกันหมด … และหากว่า โผ ครม. ออกมาอย่างที่เป็นข่าว… รับรองว่า รัฐบาลเละ!แน่นอน คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ พี่น้อง 3 ป. จะยอมเช่นนั้นหรือ???

 

ทั้งนี้…นายกฯ ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนแล้วว่า “ไม่ได้พูดว่าเป็นโควตาของใคร ผมจัดสรรให้เหมาะสมก็แล้วกัน ขอบคุณสมาชิกพรรคพลังประชารัฐทุกคนด้วย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูด แต่คนตัดสินใจคือผม…” ซึ่งตรงนี้เป็นที่น่าสนใจเป็นที่สุด….

หากโผ ปรับ ครม. ออกมาเป็นอย่างที่ว่า ก็เท่ากับว่า กลุ่ม 3 มิตร สามารถควบคุมพรรคพลังประชารัฐได้ หาก สุริยะ ลุกให้ อนุชา ไปนั่งแทน ซึ่ง เลขาฯพรรค แน่นอนต้องได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีฯ แต่ กลุ่ม 3 มิตรนั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นั่ง รัฐมนตรียุติธรรมไปแล้ว นายสุริยะ รัฐอุตสาหกรรม ก็ใช่จะว่าเล็ก แต่ทำไม…ต้องดิ้นรนไปคุม กระทรวงพลังงาน ???

 

และล่าสุดนี้ นายกฯ บอกว่า โผ ปรับ ครม. เรียบร้อยแล้ว และน่าจะเป็นไปได้ว่า นายปรีดี ดาวฉาย นั่ง รัฐมนตรีฯคลัง / นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีพลังงาน / ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ น่าจะมีการเจรจากับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เรียบร้อย แลกตำแหน่งรัฐมนตรี ย้ายจากแรงงาน ไป กระทรวงอุดมศึกษาฯ ซึ่งก็มีความเหมาะสมที่สุด และสามารถที่จะสร้างชื่อให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย แข็งแรง มีผลงาน / ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่ง รัฐมนตรีฯแรงงาน…. ซึ่งโผนี้ น่าจะใกล้เคียงกับคำที่ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” 

 

สุดท้ายนี้….ขอให้นักการเมือง จดจำคำนี้ให้ดี ก็คือคำประกาศของ พล.อ.ประวิตร ที่ว่า “ผม ประยุทธ์ อนุพงษ์ ไม่มีแตกกันหรอก”