นักยุทธศาสตร์ คุมบังเหียน “ม็อบรับจ้างปลดแอก” มุ่งหวังการปะทะของมวลชน

0

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบานออกไปทั่วประเทศ นักศึกษาเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก ประชาชาชนตื่นตัวในประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แทรกแซงนักศึกษา จัดตั้ง ซึมลึกเข้าสู่ขบวนการ

ในที่สุดฝ่ายขวางที่ต้องการอำนาจทางการเมืองก็ได้สร้างสถานการณ์ขึ้น โดยกล่าวหาว่า นักศึกษาละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยให้หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ตัดต่อพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ในขณะนั้น)

และแล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นกลางเมือง มีคนบาดเจ็บล้มตาย ถูกจับกุม นักศึกษาส่วนหนึ่งหนีเข้าป่า จับปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประเทศชาติเสียหาย เต็มไปด้วยบาดแผล ในที่สุดนักศึกษาที่หนีเข้าป่าก็กลับสู่เมืองเริ่มต้นกันใหม่

สิ่งดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย… เป็นความเจ็บปวดของคนไทยทั้งประเทศ ที่อยู่ในช่วงประวัติศาสตร์นั้น นอกเหนือจาก การบาดเจ็บล้มตาย ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 แล้ว สถานการณ์ยังส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดการเข่นฆ่ากัน ระหว่างคนไทยด้วยกัน เมื่อนักศึกษาหนีเข้าป่าเติมกำลังให้กับพรรคคอมมิวนิสต์

อำนาจรัฐก็จัดก็จัดตั้งฝ่ายประชาชนขึ้นมาต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง ในที่สุดนักศึกษาออกจากป่า ประเทศไทยเราได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง 40 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเคลื่อนไหวของสังคม ที่อยู่บนการประคับประคองและต่อสู้กันภายใต้กรอบกติกา นั่นก็คือ การไม่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่การเกิดขึ้นของคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “ม็อบปลดแอก” ส่วนหนึ่งก็คือ นักศึกษา ที่รับจ้างเคลื่อนไหว อีกส่วนหนึ่ง ก็คือผู้ที่บงการอยู่ข้างหลัง ซึ่งก็ชัดเจน กลุ่มคนที่บงการนั้น จะทำการปลุกเร้า จัดตั้ง ยกย่อง เชิดชูโดย ผู้ที่ถูกบงการ ไม่รู้ตัว คิดว่านี่คือ ความโดดเด่น เก่งกล้า สามารถ อาจหาญ ในการทำเพื่อประเทศชาติโดยเจตนาอันบริสุทธิ์ หารู้ไม่ ข้อมูลที่ได้รับมานั้น ขุ่นมัวและชั่วร้าย

ดังนั้น จะขอแยกแยะระหว่างคนบงการและนักศึกษาที่เคลื่อนไหวให้เห็นชัดเจนว่า คนที่บงการนั้น ส่วนหนึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์ รู้ว่าการเคลื่อนไหวที่แตะต้องสถาบันฯนั้น 1. ผิดกฎหมาย 2. ทำร้ายจิตใจคนไทยส่วนใหญ่ทั่วทั้งประเทศ

นักยุทธศาสตร์ ที่ต้องการก่อสงครามปฏิวัติที่มีคุณธรรม ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะสังคมนั้นถูกกดขี่ ถูกขูดรีดอย่างแท้จริง…จะไม่นำยุทธวิธีนี้มาใช้ เพราะการทำเช่นนี้ จะเป็นการจุดไฟแห่งสงคราม คนที่จะใช้ยุทธวิธีนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหนล้วนแต่เป็นผู้ที่ต้องการความรุนแรง ไม่ใช่ไร้เดียงสา แต่เป็นผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต

แน่นอนว่า จากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา จะต้องมีการถูกดำเนินคดี และเหล่าบรรดาผู้บงการ ก็จะคอยปลุกเร้าประชาชน เพื่อจะหวังให้เป็นเช่นประวัติศาสตร์ เช่น 14 ตุลาฯ หรือ พฤษภาทมิฬ

ขอยืนยันว่า สถานการณ์ครั้งนี้ ไม่มีทางที่จะซ้ำรอย แน่นอน.. เพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้น ประชาชนผนึกกำลังแน่นเป็นฝั่งเดียว เพื่อต่อสู้กับ “เผด็จการทหาร” ภาพของนักศึกษา ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว ล้วนแต่ชูภาพบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่แถวหน้า จนแถวสุดท้าย

แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่เช่นนั้น พวกนักเคลื่อนไหว โจมตีสถาบันฯ ตั้งแต่ต้น แกนนำผู้อยู่เบื้องหลัง นักวิชาการ รู้ว่า..สถานการณ์แบบนี้จะได้รับการปฏิเสธจากประชาชนแน่นอน …. แต่หากย้อนกลับไปดู การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. 2556 และ 2557 การเคลื่อนไหวของ กปปส. ครั้งนั้น

ในวันที่ได้มีการประกาศระดมคน 27 พ.ย.2556 หรือ 9 ธ.ค.2556 การเคลื่อนขบวนของประชาชน เต็มบนท้องถนน ตั้งแต่ ถ.แจ้งวัฒนะ จนถึง สนามม้านางเลิ้ง จ่อหน้าทำเนียบรัฐบาล … ผู้คนจำนวนนับล้าน ๆ ซึ่งไม่ใช่คนที่ออกมาไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เท่านั้น ประชาชนคนไทยเหล่านั้น มีหัวใจที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดี.. ไม่ใช่คนที่ออกมาเพราะศรัทธาแกนนำ กปปส. …. แต่เขาออกมาด้วยความรู้สึกร่วมแห่งความจงรักภักดี ความรู้สึกร่วมที่ต้องการ … ขจัด ทรราช ”ระบอบทักษิณ”

คำถามที่ สังคมไทย ต้องตั้งคำถามกับกลุ่มคนที่ออกมาชุมนุม และกลุ่มผู้สนับสนุน ที่อยู่เบื้องหลังในขณะนี้ว่า เมื่อมีการปลุกระดมนักศึกษาเช่นนี้ … แล้วมีภาพออกมาไม่กี่ร้อยคน ม็อบดาวกระจายออกไปในต่างจังหวัดไม่กี่ร้อยคน แต่ใช้เทคโนโลยี และสื่อ นิว มีเดีย (NEW MEDIA) กระจายให้เห็นว่า มีผู้คนสนับสนุนเป็นล้าน ๆ คน ….. เรื่องที่ทำเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า อีกฝ่ายหนึ่งจะทำไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ ได้ใช้เทคโนโลยี สื่อ นิว มีเดีย เช่นเดียวกัน ช่วยกันกระจายความคิดและปลุกเร้าให้ผู้คนตื่นตัวเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่ลงถนน

ฉะนั้น…หากอีกฝ่ายดำเนินการ เช่นเดียวกับฝ่ายที่ประกาศตัวว่า จะเป็นฝ่าย”ปลดแอก” เคลื่อนไหว …. คำถาม?.. คือ .. อะไรจะเกิดขึ้น … จะเกิดม็อบชนม็อบ…หรือไม่? … จะมีม็อบฝ่ายไหนมากกว่ากัน จะมีพวกฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ เช่น ชายชุดดำยิง ฆ่าประชาชน แล้วโยนความผิดให้กับอำนาจรัฐ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และหากเหตุการณ์เช่นกันเกิดขึ้น … แล้วใครจะรับผิดชอบ? … ขณะที่ ปัจจุบันโลกกำลังหมุนไป จะหาทางออกอย่างไร… คนตกงานทั่วโลก 7 พันล้านคน ธุรกรรมการเชื่อมโยงผู้คน ทั่วทั้งโลก หยุดชะงัก .. ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลก รวมทั้ง ประเทศไทย ….

แต่การแก้ไขปัญหาโควิด 19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ที่ทำให้สถานการณ์เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลกว่า … ทำได้ดีเยี่ยม โดยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็ยังมีคนมองว่า นำเอา พ.ร.ก.นี้ มากดหัวประชาชน ไม่ได้มองลึกลงไปว่า … จากที่เราได้รับผลกระทบจาก โควิด 19 น้อยกว่าประเทศอื่น ๆ โอกาสที่ฟื้นฟู หรือ สร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันนั้น… มีโอกาสยิ่งกว่าประเทศอื่นใดในโลก ….

การสร้างสถานการณ์ด้วย ม็อบ”ปลดแอก” โดยคนที่บงการอยู่ข้างหลัง…ลองคิดดูว่า … เป็นความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ..เช่นนั้นหรือ?? … สถานการณ์เช่นนี้ คนที่ออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมือง แล้วประกาศว่า รักประชาชน รักประเทศชาติ จะต้องวิเคราะห์ และต้องเข้าใจสถานการณ์อย่างนี้ได้จริง ๆ ว่า สิ่งที่กำลังกระทำนั้น จะยิ่งทำให้เกิดความหายนะ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในประเทศ แทนที่จะคิดช่วยกัน แต่กลับมาซ้ำเติมปัญหา เพื่อตอบสนองต่อความสะใจและความเชื่อของตัวเอง

หากจะตั้งสมมติฐานขึ้นมาสักอย่างว่า หากเกิดการปะทะกันของมวลชน 2 ฝ่าย อะไรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย…โศกนาฏกรรมการเมือง แบบเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือ นำไปสู่การรัฐประหารของกองทัพ เพราะต้องการหยุดสถานการณ์ ฝ่ายหนึ่งต้องการความรุนแรง เชื่อโยงกับต่างชาติ ถือโอกาสนำต่างชาติเข้ามาแทรกแซง เพราะเกิดการรัฐประหาร ไม่เป็นประชาธิปไตย… แต่อย่าลืมว่า สถานการณ์อย่านี้…ที่พวกคุณคาดหวัง ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะจะมีมวลชนอีกจำนวนมหาศาล ที่จงรักภักดี และเชื่อมั่นว่า “กองทัพ” ..คือเสาหลักที่ค้ำยันสถาบันพระมหากษัตริย์ จะออกมาสนับสนุนกองทัพ เหมือนการรัฐประหาร 2 ครั้ง ที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่า จะเป็น พ.ศ.2549 หรือ 2557 ….

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ออกมาปลุกเร้าประชาชน บอกว่า ให้ปกป้องนักศึกษา ให้ปกป้องกลุ่มเยาวชนปลดแอกนี้ เพราะจะถูกจับกุม …นั่น ชัดเจนได้ว่า ต้องการจุดชนวน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ กระทำผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดี หากรัฐไม่ดำเนินคดี ก็จะกลายเป็น รัฐที่ล้มเหลว ทั้งรัฐบาลและอำนาจรัฐทั้งหลาย ไม่มีความหมาย และจะทำให้สถานการณ์อื่น ๆ เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้น โดยหน้าที่ของรัฐและผู้ที่บริหารราชการแผ่นดิน คือ รัฐบาล อย่างไรเสีย ก็ต้องดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวกระทำความผิด

ฉะนั้น…การออกมาปลุกเร้าของ “ธนาธร” ให้ปกป้องคนที่ทำผิดกฎหมาย นั้นคือ ผู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้น เพราะคนอีกฝั่ง ก็มีการเตรียมเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน…..เราจะยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศ หรือ ?…. เราผ่านความเจ็บปวดมาหลายครั้ง โดยเฉพาะ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว… เป็นประวัติศาสตร์ที่เราควรจะต้องทบทวน และนำมาเป็นบทเรียน ….ยุคเรา..เคยผ่านเหตุการณ์นั้นมา ….แต่เด็กยุคใหม่ ที่รับข้อมูลมาด้านเดียวนั้น กลับเอาเหตุการณ์นั้น มาปลุกเร้าอารมณ์จนกลายมาเป็นสถานกาณ์เช่นปัจจุบัน และ “ธนาธร” พร้อมกับพรรคพวก… คือ ตัวการสำคัญ ในการปลุกระดมเรื่องนี้ขึ้นมา …ดังนั้น เราควรไปคิดไตร่ตรอง ควรจะช่วยบ้านเมืองกันอย่างไร….