เผยเบื้องลึกวัยใส “เยาวชนปลดแอก” แท้จริงแล้วแบกแอกไว้บนบ่าแต่ไม่ทันรู้ตัว

0

ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีมานับพันปี แต่หากนับตั้งแต่กรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน 770 ปี จากกรุงสุโขทัย มากรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระมหากษัตริย์ปกครอง รวม 53 พระองค์ 8 ราชวงศ์

รักษาความเป็นชาติไทยให้ยืนยงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน เรายืนหยัดด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยได้ เพราะความร่วมมือร่วมใจของคนไทย ที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น รู้สึกได้รวมกันได้เพราะเลือดแห่งความเป็นไทย

เมื่อ พ.ศ.2328 พม่ายกทัพ 9 ทัพ หมายพิชัยไทย เพื่อให้ล่มสลายให้ได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีบัญชาให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพไปปกป้องประเทศ ในศึกครั้งสุดท้ายที่จะต้องรบกัน ได้มีพระราชดำรัสหนึ่งที่คนไทยควรจะต้องจดจำ

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ประกาศแก่ทหารที่รวมพลอยู่เบื้องหน้าว่า “…พวกเจ้าเป็นไพร่ ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่า เราหวงแหนแผ่นดินไทย รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีกจนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้แก่ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป…” เป็นพระราชดำรัสที่แสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของความเป็นไทย และทำให้เรามีประเทศอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

พระราชดำรัสของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นพระราชดำรัสที่ทำให้ไทยเรายืนยงมาได้จนถึงปัจจุบัน ทำให้เรามีความเป็นเอกราช ทำให้เรามีประเทศชาติที่เราภาคภูมิใจ มีหนังสือเดินทางที่เป็นคนไทย เดินทางไปไหนก็รู้ว่านี่เป็นคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ที่มาจากประเทศไทย บางเชื้อชาติ ไม่มีประเทศชาติ ไม่มีสัญชาติ ไม่มีหนังสือเดินทาง ต้องอยู่ภายใต้สัญชาติของศัตรูที่ยึดครองผืนแผ่นดิน ยึดครองความเป็นเชื้อชาติ ความเป็นชาติ ของชาติเหล่านั้น

ซึ่งการชุมนุมวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยกลุ่มเยาวชนที่เรียกตัวเองว่า “ปลดแอก” ที่เชิญชวนกันไปชุมนุมที่บอกว่า “เราไม่ทนอีกต่อไป เวลาไหนกันที่เราจะออกมาเปลี่ยนแปลงบางอย่างก่อนที่จะสายเกินไป”

เราจะได้เห็นข่าวสารในการออกมาโจมตีสถาบันฯ อย่างรุนแรง ในการโจมตีที่กระทำการโดยไม่มีเกรงกลัวกฎหมาย ก็เป็นเพราะ มาจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระเมตตา ไม่ให้เอาผิดกับผู้ที่กระทำผิด มาตรา 112

พวกนี้ก็เหิมเกริมจัดชุมนุมขึ้น ป่าวประกาศว่าเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญใหม่.. สิ่งที่พวกเขามุ่งหวังคือการแก้ไขหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะคนที่ชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นต้นเหตุ โดยเริ่มตั้งแต่ทำหนังสือ “ฟ้าเดียวกัน” โจมตีสถาบันฯ มาอย่างต่อเนื่องแล้วก็มาตั้งพรรคการเมืองจากนั้น ออกหนังสืออีกเล่ม “portrait ธนาธร”

ในหนังสือเล่มดังกล่าวนั้น เมื่อผู้สัมภาษณ์ (มีการเตี้ยมไว้แล้ว) ถามว่าตำแหน่งนายกฯ คือลิมิตสูงสุดไหม หรือมากกว่านั้น ธนาธร ตอบว่าไม่ใช่ ๆ ผู้ถาม ถามต่อว่าถ้าไม่ใช่ตำแหน่งคืออะไร ธนาธร ตอบ ขอ off record มันมีอำนาจพอที่จะไปต่อรองกับ xxxx

ผู้ที่เขาคิดว่าจะมีอำนาจไปต่อรองxxxx นั่นก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นก็เพราะธนาธรบอกต่ออีกว่า “เราคิดว่า วิธีการของเราคือต้องมีอำนาจและต่อรอง (กับ)××××ซึ่งความหมายในที่นี่ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกธนาธรไปพบ

ธนาธรทำหนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่อย่างเปิดเผย และเนื้อหาในนั้นยังขยายชัดเจนอีกว่า นี่ต่างหากคือเป้าหมาย ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้หรอก จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จัดการเรื่องศาลไม่ได้หรอก จัดการเหี้ยห่าอะไรไม่ได้ กระบวนการ การสร้างความคิดอย่างนี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า การให้การศึกษาภายใต้การจัดตั้งอย่างเป็นเครือข่าย ทั้งการพบปะตัวบุคคล และใช้เครือข่าย นิว มีเดีย ในการขยายความคิดเรื่องนี้ ออกไป

ซึ่งแน่นอน นักศึกษาที่มาชุมนุม เรียกตัวเองว่า “กลุ่มเยาวชนปลดแอก” นั้น แท้จริงแล้ว กำลังถูก “แอกสวมคอ” โดยไม่รู้ตัว … เมื่อการรับข้อมูลด้านเดียว ดูจะเป็นตรรกะ ถูกต้อง ชอบธรรม เพราะไม่เคยศึกษามุมมองด้านอื่น…..

ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ (ก้าวไกล) เมื่อ ส.ส. ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนสูงถึง 80 คน ด้วยการเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เนื่องจาก ประชาชน เบื่อนักการเมืองหน้าเก่า (ยังไม่เคยสำนึก) ธนาธร ก็ย่ามใจ….ทำตามที่เขียนไว้ในหนังสือ… การโหวตสวน พ.ร.ก.โอนกำลังพล เพื่อถวายความปลอดภัยให้กับสถาบันฯ นั่นคือสิ่งที่คนกลุ่มนี้กระทำ ก็ยิ่งทำให้เกิดความคึกในหมู่คนที่ธนาธรไปอบรม โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ และท้ายที่สุด นำพามาสู่การชุมนุม…

ก่อนหน้า กลุ่มคนเหล่านี้ ไปที่ไหนก็เปิดประเด็นเช่นนี้ตลอด ก็คือ…ประเด็นการโจมตีสถาบันฯ
และครั้งนี้ก็เช่นกัน…กลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้เปิดตัวผู้ที่จะปราศรัย เช่น ไมค์ ภาณุพงษ์ จาดนอก, นนท์ ณัฐชนน ซึ่ง 2 คนนี้ เคยไปชูป้ายด่านายกฯอย่างหยาบคายที่ จ.ระยอง มาแล้ว และอีกคนที่เรียกได้ว่า มีบทบาทเป็นตัวนำมาตลอด คือ เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ เพนกวิน ซึ่งหากตามข่าว ก็จะคุ้นหน้าเขาตลอด

เพนกวิน อยู่ พรรคโดมปฏิวัติ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วก็ออกมาจัดตั้ง กลุ่มองค์กรสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้ผูกโยงกันเป็นเครือข่าย ….ดังนั้น เราจะเห็นบทบาทกลุ่มคนเหล่านี้ บ่อย ๆ หน้าเดิม ๆ ตลอดเวลา

ส่วน ไมค์ ภานุพงษ์ หลังจากไปประท้วงนายกฯที่ ระยอง มาแล้ว ต่อมาก็ได้เห็นภาพ ไมค์ คาราวะ ธนาธร ทำเหมือนกับว่า ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำราวกับว่า 2 คนนี้ เป็นผู้กล้าที่ไปชูป้ายด่า นายกฯ และแฝงการโจมตีสถาบันฯ

การชุมนุมครั้ง หากประเมินแล้ว ไม่มาก …. และไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ที่จะมีคนมาชุมนุมเยอะแยะมากมาย เพราะ การชุมนุมดังกล่าว ผิดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น….. ซึ่งคงไม่มีใคร จู่ ๆ มาประกาศโจมตีสถาบันฯ โดยเปิดเผยเช่นนี้ … แต่ทำไม กลุ่มคนเหล่านี้กระทำ ….. ก็เพราะมี “แอก” ครอบตัวเอง คิดว่า..ทำแล้ว โก้ เด่น ดัง ข้อมูลที่รับมาจากคนที่ให้ข้อมูล ถูกต้องแล้ว

หารู้ไหม … ยิ่งจะทำให้บรรดาแนวร่วม ถอยห่างออกไป แต่เขาจะรู้ไหมว่า คนที่บงการ คนที่เสี้ยมให้เขาทำสิ่งนี้ ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น ต้องการให้เกิดการปะทะ เพื่อนำพวกเขาไปเป็นเหยื่อ … เมื่อมีเหตุปะทะ หรือ ถูกดำเนินคดี …

ล่าสุด ธนาธร ก็ออกมาพูดแล้วว่า “ขอเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันปกป้องกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกเรียกร้องประชาธิปไตยในวันนี้ เพราะสิ่งที่เขาทำนั้น ทำเพื่ออนาคตของประเทศ หากไม่ปกป้องก็จะไม่มีใครออกมาต่อสู้แทนประชาชนได้ เพราะถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความกล้าหาญ”

โดยข้อเท็จ ม็อบกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะจุดติดได้ เพราะสิ่งที่เราเห็นแล้ว ตื่นตกใจ ที่มีคนดูการ ไลฟ์สด เป็นล้าน ….นี่คือ กลยุทธ์ในการทำงานที่เรียกว่า…เหนือชั้น เพราะอะไร…หลังจากที่ชุมนุมกันไปแล้ว และมีการฉายซ้ำ ทำให้เราจับทางได้ว่า การรายงานของเพจ “ข่าวการเมืองล่าสุด” ซึ่งมีคนติดตามอยู่แค่ 1.3 หมื่นคน เมื่อรายงานข่าว ขณะ ไลฟ์สด มีคนดู 13900 คน ดูเหมือนว่า คนดูจะมาก แต่ความจริงแล้ว หากดูการแชร์ออกไปข้างนอก มีแค่ 11,000 เพจ เท่านั้น เฉลี่ย มีคนดูเพจละ 1 คน เท่านั้น

ซึ่งทำให้มองได้ว่า การทำงานอย่างเป็นระบบในโลกของ นิวส์มีเดีย ของทีมนี้ ที่ทำกันมาตลอด โดยจะสร้างเพจเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่เราเรียกันวา อวตาร ซึ่งก็คือ ไม่มีตัวตน พอทำเรื่องราว หรือ จัดอีเวนท์ใด ๆ ก็ตาม ก็จะทำการ ไลฟ์สด แล้วก็จะมีการแชร์ในเพจอวตารเหล่านี้ แชร์ดูให้เห็นว่า คนดูมาก คนสนับสนุนเยอะ และจะได้ผลอีกครั้งเมื่อ ไลฟ์สด เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีคนตามดูอีกเป็น 10 เท่า ซึ่งผู้ที่เข้ามาตามดูนั้น ก็มีเพียงแค่ 3 ,5 , 10วินาที เท่านั้น ซึ่งไม่มีใครดูตามเวลาที่จบจริง ส่วน ทวิตเตอร์นั้น จะเห็นว่า เขาใช้คำ “คนรีทวิตกันเป็นล้านๆคน ซึ่งการรีทวิตนั้น ก็เป็นทวิตอวตาร เช่นกัน

แล้วหากกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่พอใจผู้อื่น ก็จะให้เหล่าทีมอวตาร ตามไปโจมตี หรือที่เรียกกันว่า “ทัวร์ลง” …. และคนที่โดน ก็วิตกกังวล เกิดคำถาม ทำไมเราต้องถูกระทำเช่นนี้

กลุ่มคนเหล่านี้ ยืนยัน กระทำไม่สำเร็จแน่นอน คนที่เรียกตัวเองว่า เยาวชนปลดแอก ทั้ง ๆ ที่ “แอก” อยู่บนบ่าตัวเอง โดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัว เป็นเพียง เครื่องมือที่ถูกผลักดันให้เป็นกองหน้า ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ว่า กลุ่มคนเหล่านี้หากโดนทำร้าย เพราะคนที่จงรักภักดีอีกฝั่ง ทนไม่ได้

และแน่นอนต้องถูกดำเนินคดี แล้ว ธนาธร ก็ได้ปลุกใจ เอาไว้ว่า ให้ประชาชน ออกมาปกป้อง นั่นคือ วัตถุประสงค์และความต้องการ… หากเกิดสถานการณ์ขึ้นมา ก็เข้าทาง จะนำเอามาขยาย ให้พาไปสู่การลุกฮือ … ซึ่งจะขอบอกว่า เป็นความฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ เพราะความฝันนี้ …จะจบลงที่คุก และไม่มีแผ่นดินอยู่….อย่างแน่นอน