ดร.นิวชำแหละม็อบปลดแอก เบื้องหลังเต็มไปด้วยความขัดแย้งแอบแฝงการล้มล้างการปกครอง แนะ วิธีสันติ แค่50,000 รายชื่อ หรือพวกคุณมีไม่ถึง?

0

ดร.นิวชำแหละม็อบปลดแอก เบื้องหลังเต็มไปด้วยความขัดแย้งแอบแฝงการล้มล้างการปกครอง แนะ วิธีสันติ แค่50,000 รายชื่อ หรือพวกคุณมีไม่ถึง?

มีความเคลื่อนไหวจากทางเฟสบุ๊ค Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา

ถึงสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึันภายหลังจากเมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ก.ค. 63  กลุ่มสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือสนท.และเยาวชนในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free Youth รวมตัวจัดกิจกรรมชุมนุม ตั้งแต่เวลา 16.00 น. บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตทางการเมือง โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือ ยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญ โดย ดร.นิวระบุว่า…#เยาวชนปลดแอกไม่ใช่ม็อบมุ้งมิ้ง

พลังนักศึกษาเป็นพลังที่บริสุทธิ์ แต่สำหรับ #เยาวชนปลดแอก กลับถูกนักการเมืองทำให้แปดเปื้อน เพราะขนาดแค่ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลยังสามารถดูออกได้อย่างง่ายดายเลยว่าไม่ใช่ข้อเรียกร้องของประชาชน หากแต่เป็นข้อเรียกร้องของนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจและอยากกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ข้อเรียกร้องหยุดคุกคามประชาชนก็เป็นเรื่องการเมืองที่ไม่ควรถูกนำมาเหมารวมแล้วยัดเยียดให้เป็นปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะไม่เห็นว่ารัฐบาลจะไปคุกคามใครหรือประชาชนทั่วไป แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายกับนักเคลื่อนไหวที่เป็นลิ่วล้อนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพจนเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดจนกลายเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ในส่วนข้อเรียกร้องให้ยุบสภากับแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ นี่ยิ่งชัดเจนเลยว่านักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังและมุ่งหวังต่ออำนาจทางการเมืองจะได้รับประโยชน์เต็มๆในแทบจะทันที ประโยชน์ส่วนใหญ่ของข้อเรียกร้องเหล่านี้จึงเป็นของนักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้ง ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชน

ในแง่ของปรากฏการณ์ก็ปฏิเสธได้ยากว่าไม่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง มี ส.ส.พรรคก้าวไกลบางคนลงพื้นที่สนับสนุนอย่างชัดเจน มีอดีตคนสำคัญในพรรคอนาคตใหม่หลายคนเกี่ยวข้อง บ้างก็ลงพื้นที่เอง บ้างก็ใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดมสนับสนุนในนามของคณะก้าวหน้า รวมทั้ง ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเองหลายคนก็ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุน นอกจากนี้เหล่าแกนนำเยาวชนปลดแอกส่วนมากก็เป็นคนหน้าตาเดิมๆที่เคลื่อนไหวอยู่เป็นประจำร่วมกับเครือข่ายของพรรคอนาคตใหม่มาแต่เดิมหรือก่อนหน้านั้น และที่แย่ที่สุดคือมีเครือข่ายล้มล้างการปกครองแฝงตัวอยู่ด้วย ทั้งขบวนการคอมมิวนิสต์หลงยุคที่สามารถเห็นได้จากคำว่า “ปลดแอก” ซึ่งเป็นคำโบราณของขบวนการคอมมิวนิสต์ในอดีตที่ส่อไปในทางที่รุนแรง และขบวนการสาธารณรัฐที่เข้ามาผสมโรงถือป้ายหมิ่นสถาบันอยู่ในม็อบกันอย่างโจ๋งครึ่ม

สิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าม็อบเยาวชนปลดแอกเป็นการยืมมือนักศึกษาที่เป็นพลังบริสุทธิ์มารับใช้นักการเมืองและขบวนการล้มล้างการปกครองหัวรุนแรง มันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ขบวนการทำแนวร่วมที่มีนักปลุกปั่น (Demagogue) และนักใช้กฎหมู่ (Ochlocrat) พยามใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยอาศัยการปั่นกระแสในโลกโซเชียล เพราะถ้าถูกดำเนินคดีหรือเกิดความรุนแรงตามที่ผู้อยู่เบื้องหลังต้องการ ผู้ที่เสียหายก็คงหนีไม่พ้นนักศึกษาที่ถูกทำแนวร่วม และความบริสุทธิ์ของนักศึกษาก็มักตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้เสมอมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ผู้ที่หลอกใช้อยู่เบื้องหลังไม่เคยต้องเป็นอะไร หรือรับผลของการกระทำใดๆ

การชักใยอยู่เบื้องหลังในแนวทางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแอบแฝงการล้มล้างการปกครองที่รุนแรง มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและกฎหมาย จึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวตามแนวทางประชาธิปไตยที่สันติ หากแต่เป็นขบวนการหลอกใช้เยาวชนและนักศึกษาเป็นเครื่องมือแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในรูปแบบของเผด็จการโดยใช้กฎหมู่ (Ochlocracy) ที่เป็นการบีบบังคับคนส่วนใหญ่ด้วยการก่อม็อบ (Mob Rule) นำไปสู่ความรุนแรงอย่างที่ผู้อยู่เบื้องหลังต้องการ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้ง อีกทั้งยังแฝงเร้นไปด้วยขบวนการสาธารณรัฐที่หวังใช้ความรุนแรงทำให้สถานการณ์บานปลายไปสู่การล้มล้างการปกครองอีกด้วย

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่เยาวชนปลดแอกซึ่งเป็นพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาที่หวังดีต่อบ้านเมืองและรักในประชาธิปไตยกลับถูกนักการเมืองและแกนนำที่เป็นลิ่วล้อนักการเมืองทำให้แปดเปื้อนจนกลายเป็นเผด็จการกฎหมู่ที่เสียสติมากพอที่คนจำนวนเพียงไม่กี่พันออกมาโวกเวกโวยวาย มีการใช้คำหยาบคาย ลุแก่ความคึกคะนองและความหลงผิดในสิทธิเสรีภาพของตนจนลืมตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ เอาความต้องการของตนมาบีบบังคับตัดสินชะตาของคนทั้งประเทศ แอบอ้างเสียงของคนกว่า 60 ล้านคนเพื่อทำอะไรตามอำเภอใจ

มาจนป่านนี้ก็ยังไม่เคยเห็นกลุ่มคนที่แอบอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจะเคยรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน มายื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 ซึ่งเป็นวิธีการทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องและชอบธรรมที่สุดภายใต้กฎหมายและเป็นสันติวิธีเลยแม้แต่ครั้งเดียว สุดท้ายคนพวกนี้ก็แค่นักปลุกปั่นทางการเมือง เป็นลัทธิประชาธิปไตยแต่ปาก แต่การกระทำไร้สาระยิ่งกว่าเด็กอมมือที่เอาแต่คอยระดมปลุกปั่นโดยใช้โลกโซเชียลหวังหลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

พอกันทีสำหรับวิธีการแบบโบราณๆที่ออกมากล่าวหาผู้อื่นว่าเขาเป็นเผด็จการ แต่แล้วตัวเองกลับใช้วิธีการเผด็จการโดยใช้กฎหมู่ในการต่อต้านเผด็จการ เพราะความเป็นกฎหมู่แบบนี้มันยังไม่มีความชอบธรรมมากพอที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากลงประชามติ นี่น่ะหรือคือประชาธิปไตย? เรื่องง่ายๆแค่นี้ยังไม่เข้าใจแล้วแบบนี้จะสามารถสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร?

เรามาใช้วิธีการทางประชาธิปไตยของผู้ที่เจริญแล้วอย่างสันติ ไม่เสี่ยงต่อความรุนแรงใดๆ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ด้วยมาตรา 256 กันดีกว่า แค่ 50,000 รายชื่อเองนะ จะกลัวอะไร? หรือพวกคุณมีกันไม่ถึง 50,000 คน?

#เยาวชนปลดแอกไม่ใช่ม็อบมุ้งมิ้งพลังนักศึกษาเป็นพลังที่บริสุทธิ์ แต่สำหรับ #เยาวชนปลดแอก…

Posted by Suphanat Aphinyan on Tuesday, July 21, 2020