“นิรโทษกรรม” ปรองดองทุกสีเสื้อ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่จะต้องคิดอย่างจริงจัง

0

จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. อภิปราย ระหว่างการประชุม ส.ว. เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม การทำผิดของคนที่มาชุมนุมการเมือง หรือ ทำผิดทางอาญาที่มีเหตุเกี่ยวเนื่องชุมนุมทางการเมืองนั้น

นายคำนูณ ได้ยกหลักการเบื้องต้น อาทิ นิรโทษกรรมแก่ผู้ทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมการเมืองโดยตรง ,  นิรโทษกรรมเบื้องต้นเฉพาะผู้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว , ใครยังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือหนีคดีไปนั้น ถ้ากลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเมื่อผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณา ที่จะออกแบบตั้งขึ้นมา ย่อมได้สิทธิ์นี้ , อาจจะต้องตีความนิยามการชุมนุมทางการเมืองผ่านการออกแบบจากคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมา

และประเด็นวันนี้ ที่จะพูดถึง ก็คือ การนิรโทษกรรม  จากการเสนอของ นายคำนูณ ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นนั้น ที่ว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาคิดเรื่องนิรโทษกรรมอย่างจริงจัง

 

สำหรับประเทศไทย นั้น มีการนิรโทษกรรมมาแล้ว 25 ฉบับ (รวมของปี 2549 และ 2557)  โดย 19 ฉบับ ให้กับผู้ที่ทำรัฐประหาร  ซึ่งมี 4 ครั้ง การนิรโทษกรรม แบบมีนัยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น

ย้อนไปวันที่ 14 ตุลาฯ ที่เกิดเหตุการณ์ นักศึกษา ประชาชน ไม่พอใจรัฐบาลเผด็จการ เป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งแรกของฝ่ายประชาชน ที่เรียกร้องประชาธิปไตย… หลังเกิดเหตุการณ์นี้ ผู้ที่ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์  และนอกจากนั้น ยังมีการนิรโทษกรรมให้อีก 3 คน คือ

นายอุทัย พิมพ์ใจชน , นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ และ นายบุญเกิด หิรัญคำ  ถามว่าทำไม … เพราะ ทั้ง 3 ท่าน ฟ้อง จอมพล ถนอม กิตติขจร ในข้อหากบฎ จากการทำ รัฐประหารตนเอง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 และถูกคำสั่งคณะปฏิวัติสั่งจำคุกในข้อหากบฏ

แต่…สถานการณ์ 6 ตุลาฯ นั้น มีการนิรโทษกรรม ที่มีประเด็นทางการเมืองเข้ามาคลี่คลายปัญหา… ซึ่งต้องยกความกล้าหาญให้กับ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์”  ออกโดย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อยกโทษให้ผู้ที่พยายามก่อรัฐประหารรัฐบาลของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ..แต่ไม่สำเร็จ

การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในตอนนั้น มีความทับซ้อนกันอยู่ คือ มีกลุ่มนักศึกษา ที่ต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ แต่ในนั้นก็แฝงไปด้วยนักศึกษา ที่ต้องการก่อสถานการณ์ มีกลุ่มคอมมิวนิสต์แทรก มีฝ่ายทหารที่เกี่ยวพันกับ ซ.ราชครู ซึ่งต้องการให้เกิดสถานการณ์ นำพาไปสู่การนองเลือด…

และมากันที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528  , พ.ศ. 2531 ออกโดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพื่อนิรโทษกรรมให้กลุ่ม “กบฏ 9 กันยา” ที่พยายามรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

ขณะนั้น นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ มีแนวคิดว่า หากกฎหมายอาญายังติดตัวอยู่ ( 20ปี ) เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฯลฯ จะไม่สามารถทำงานการเมืองได้เลย … การตัดสินใจในขณะนั้นของ พล.อ.ชาติชาย ทำให้ การเมือง กลับขั้วพลิกข้าง เพราะคนที่ไม่มีเคยมีบทบาททางการเมือง ก็เข้ามามีบทบาทการเมืองมากขึ้น…

 

สำหรับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้กระทำความผิด เนื่องในการชุมนุมกัน ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึง 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 …. ซึ่งออกโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เพื่อยกโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมพฤษภาทมิฬทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ทหารที่ปราบปรามประชาชน รวมทั้ง ผู้ชุมนุม  …..

การนิรโทษกรรมในครั้งนั้น … ต้องถือว่า เป็นการทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ เพราะพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้  นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ….

แต่กระนั้น ในปี 2544 นายทักษิณ ชินวัตร เริ่มเข้ามามีอำนาจ ก็เกิดกลไกการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อำนาจที่เคยอยู่ฝ่ายนักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง  ก็กลายเป็น ระบบการเมืองทุนนิยม อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย หลังจาก ทักษิณ เข้ามาเป็นรัฐบาล…. สุดท้ายก็จบลงด้วยการรัฐประหาร ….

ทั้งนี้ แต่เดิม การนั้นรัฐประหาร คือ การฉีกอำนาจกันเอง แต่รัฐประหาร 2 ครั้งหลังนี้ … จำเป็นต้องย้ำให้หนัก…. ต้นเหตุสำคัญนั้น มาจากการทุจริตโกงกินของฝ่ายการเมือง ทำให้ประชาชนต้องออกมาชุมนุมเข่นฆ่ากันเอง  ทหารจึงต้องออกมายึดอำนาจ (2549)  และต่อมา ในปี 2557 นั้น… ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก

ทั้งนี้ ขอย้อนกลับไปว่า เกิดมิติทางการเมืองที่เปลี่ยนใหม่  มีการเกิดขึ้นของ ทักษิณ ในทางการเมืองนั้น ที่เราเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” คือ ทักษิณ นั้นไปชักชวนบรรดานักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่คุมตลาดหลักทรัพย์ แล้วจัดสรรสัมปทานต่าง ๆ กระจายไป โดยเฉพาะตัวเอง จัดสรรตอบสนองตัวเอง ทำให้เกิดทุนนิยมเต็มคราบ ที่กัดกินประเทศไทย เป็นทุนนิยมที่มาอาศัยสัมปทาน แล้วเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการจะทำอย่างนี้ได้ ต้องใช้อำนาจรัฐในการหาช่องทาง …

 

ดังนั้น … กลุ่มพันธมิตร จึงเกิดขึ้น  เป็นชนวนที่มาของ กลุ่มพันธมิตร … กองไฟใหญ่ที่สุดก็คือ การขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับ กองทุนเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว (73,000 พันล้านบาท) ขนาดที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทักท้วง ขอให้เสียภาษีอย่างน้อยสัก หมื่นกว่าล้าน จะได้ไหม ? ….

เพราะเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของ กลุ่มพันธมิตร ออกมาต่อต้าน และกลายมาเป็นการต่อสู้ แบบยุคใหม่ ที่ประชาชนรวมตัวกัน  ซึ่ง สมัย 14 ตุลาฯ การรวมตัวของประชาชนนั้น ไม่ได้เข้มแข็งเช่นนี้ ยกเว้น เหตุการณ์ พฤษภา 35  เพราะเกิดเหตุยิงกัน ประชาชนจึงออกมารวมตัวกันมาก

และการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตร ที่มีประชาชนออกมาอย่างมากมาย  ซึ่งไม่ใช่ต่อสู้ กับ”เผด็จการทหาร” เช่นปี พฤษภา 35  แต่เป็นการต่อสู้กับ “เผด็จการทุนนิยม” …. ที่อาศัยระบบรัฐสภา หรือ ที่เรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา

ความยิ่งใหญ่ของทักษิณ แม้กองทัพจะรัฐประหารไปแล้ว ปรากฏว่า “ระบอบทักษิณ” ได้บทสรุปบทเรียน … และขณะนั้น กลุ่มพันธมิตร ก็พยายามจัดตั้งมวลชนตามจังหวัดต่าง ๆ เข้ามา แม้จะกระทบกันบ้าง (หน้า ก.ศึกษาฯ ) แต่ก็ไม่สำเร็จ ….

 

ท้ายที่สุด…. หลังจากที่ ก่อตัวยึดแบบรัฐประหาร เกิดกลุ่ม นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) ก็ไปชุมนุมอยู่ที่ สนามหลวง … ทักษิณ คิดแล้วว่า จำต้องมีมวลชนของตัวเอง จึงสร้างขบวนการมวลชน…. ขบวนการแนวร่วม นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) จึงเกิดขึ้นมา ….

สำหรับ การรัฐประหาร 19 กันยาฯ นั้น… เกิดจากอะไร …. ก็ที่ว่า พันธมิตร ประกาศ ว่า 20 กันยายน 2549 จะชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย สำแดงพลังให้เต็มแผ่นดิน … ฝ่ายทักษิณ ก็เตรียมกำลัง  ด้าน พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน (ผบ.ทบ) เกรงจะเกิดการนองเลือดที่สนามหลวง จึงทำการรัฐประหาร จนกระทั่ง …ได้มีการเลือกตั้ง ในปี 2550 อีกครั้ง จากนั้น ทักษิณ ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการสร้างขบวนการแนวร่วมเป็นของตัวเองนั่นเอง

การปรับเปลี่ยนขบวนการยุทธวิธีของทักษิณ ขณะนั้น สำเร็จได้ ก็เพราะ รัฐบาลที่มี พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง (นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ปี 2551 )  และ 3 เกลอ ( นายวีระ มุกสิกพงศ์ , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ) จัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ NBT  “ความจริงวันนี้” โดยมี  นายจักรภพ  เพ็ญแข  ซึ่งขณะนั้นเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ใช้สื่ออย่างเต็มที่ ปลุกเร้าขบวนการคนเสื้อแดง ก่อกำเนิดแดงทั้งแผ่นดิน , หมู่บ้านคนเสื้อแดง …. ฯลฯ

ขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ  ขณะนั้น นายเนวิช ชิดชอบ ก็เป็นที่โด่ดเด่นมาก ทำให้เป็นที่หมั่นไส้และรำคาญตาของ ทักษิณ จึงลดบทบาท เนวิน ทำให้ เนวิน แยกตัวออกมาตั้ง พรรคภูมิใจไทย และท้ายที่สุด ก็พลิกขั้ว ไปโหวต เลือก นายอภิสิทธิ์  เป็นนายกฯ (ที่ขณะนั้น ไล่บี้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ) …

หลังจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ยุบพรรค พรรคพลังประชาชน ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 และตัดสิทธิ์ทางการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี (รวม 37 คน) ทำให้ นายสมชาย ในฐานะ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปโดยปริยาย

ซึ่งตอนที่พลิกขั้วกันนั้น กลุ่มเสื้อแดง สำแดงเดช ชุมนุมตั้งปี 2552 – 2553 จนกระทั่ง ปี 2556 กลุ่มคนเสื้อแดง ก็เพลาลง เพราะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็น นายกฯ และเตรียมจะผ่านร่าง พรบ.นิรโทษกรรม สุดซอย ซึ่งเป็นความฝันของ ทักษิณ … แต่หากวันนั้น เลือกที่ใช้ ร่าง พ.ร.บ. ของ นายวรชัย เหมะ บ้านเมืองก็จะไม่เป็นเช่น กลุ่ม กปปส. ก็จะไม่เกิดขึ้น

(พ.ร.บ. ฉบับที่เสนอโดย “นายวรชัย เหมะ” ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและคณะ นั้น เป็นร่างที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แก้ไขเนื้อหาจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิมของ นายวรชัย ที่มีวัตถุประสงค์ ต้องการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังจากคดีเผาศาลากลางจังหวัด จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553)

แต่มีข่าวว่า นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ (หัวเขียง) ไปพบ ทักษิณ บอก ไหน ๆ ก็จะแก้กันแล้ว ก็เอาให้มันสุดซอยไปเลย (พ.ร.บ.เหมาเข่ง) และก็มีคำสั่งจากแดนไกล มาทันที  …. สุดท้าย หายนะ ก็มาถึง….บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดการชุมนุมต่อต้านของ กลุ่ม กปปส. ตั้งแต่ 31 ตุลา 2556 ต่อเนื่องถึง 2557 ( 204 วัน )  จนเกิดการรัฐประหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทั้งนี้ ขอย้อนไปที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ไม่เคยมีใครคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ คือ การรวมตัวของ ขบวนการปฏิวัติหยวก ซึ่งเริ่มจุดประกายขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่มีวันชนะแน่นอน…  มีแต่จะทำให้สังคมเกิดความตึงเครียด เกิดการเผชิญหน้า และอาจจะถึงขั้นนองเลือดได้ เพราะ ขบวนการปฏิวัติหยวก มุ่งมั่นที่โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นหลัก

ฉะนั้น มาถึงวันนี้  นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์  ต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ … การเมือง กำลังเปลี่ยนขั้ว นับตั้งแต่การเลือกตั้ง เมื่อปี 2562 การกำเนิดขึ้นของ พรรคอนาคตใหม่ (ก้าวไกล)  การเกิดขึ้นของ ขบวนการปฏิวัติหยวก

ทำให้ปัญหา ซ้อนทับปัญหา ยิ่งละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น เพราะ..จะไม่สามารถแยกแยะได้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับแต่ ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน 10 ปี …. แต่หากนับ ปี 57 – ปัจจุบัน  ก็ 6 ปี …. การเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ และผู้คน บาดเจ็บ ล้มตายไปก็มาก ซึ่งคนรุ่นนั้น (กลุ่มคนเสื้อแดง,พันธมิตร,กปปส.) ไม่เคยสร้างเรื่องกระทบต่อสถาบันฯ ยกเว้น เสื้อแดงส่วนหนึ่ง แต่ก็น้อยมาก (มีหลายคนติดคุก) ก็คือ พวกกลุ่มคอมมิวนิสต์ตกค้าง สร้างทฤษฎีต่าง ๆ นานา แล้วแฝงตัวปะปนกับกลุ่มคนเสื้อแดง

ทั้งนี้ อยากจะฝากถึง นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์…. จริง ๆ แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงและเหลือง ต่างก็เป็นเพื่อน รู้จักกันมาก่อน เพียงแต่… แนวคิดที่ไม่ตรงกันเท่านั้น จึงแยกตัวออกไปอยู่คนละฝ่าย.. แต่ปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านี้ กำลังกลับมาคุยกันแล้ว  และควรให้คนรุ่นปัจจุบันนี้  ซึ่งต้องตกผลึกบทเรียน … ปลดล็อกให้กลุ่มคนเหล่านั้น ให้ได้มาพูดคุยเพื่อดูแลบ้านเมือง จะได้มาสั่งสอนเด็กรุ่นหลัง (เยาวชนปลดแอก) …ก็เพื่อที่จะให้ รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ได้ไตร่ตรองและเข้าใจว่า การเมืองนั้น ต้องค่อย ๆ ยกระดับคุณภาพ … ก็จะต้องเริ่มต้นที่ความสมัครสมานสามัคคี ซึ่งรัฐบาลเองก็พูดกันมาโดยตลอด

 

และวันนี้ หากมีการนิรโทษกรรม ก็ต้องเพื่อลดความเกลียดชัง ซึ่งประเทศไทย ก็ตกอยู่ภายใต้  บรรกาศเช่นนี้มายาวนานมาก  ซึ่งก็จะต้องมาดูถึงขอบเขตว่า แค่ไหน อย่างไร ความพอเหมาะพอดี ไม่ใช่ไปกันแบบสุดซอย  ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว แบบนั้นก็ไม่ได้ ….รากฐานการแก้ปัญหาการเมือง นั้น …. ต้องกลับไปดูที่ประชาชน

ซึ่งในที่นี้ ต้องขอชื่นชม นายคำนูญ สิทธิสมาน ส.ว. ที่หาญกล้า เสนอ … สิ่งที่ นายคำนูญ เสนอไปนั้น ถือว่า ชัดเจนที่สุดแล้ว