เจาะสูตร! วิเคราะห์ ปรับ ครม. รัฐนาวา”บิ๊กตู่” ดูดี มีความเป็นไปได้

0

หลังจากที่ 4 กุมาร นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี คือ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง , นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน , นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้ง 4 ท่าน ให้เหตุผลไว้ว่า ต้องการเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แทน

 

ส่วนจะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือไม่นั้น…กับคำตอบที่ว่า ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องการเมือง ทั้งการตั้งพรรคการเมือง หรือ ลงเลือกตั้ง แต่ก็มีความพร้อมที่จะคิดเพื่อบ้านเมือง พร้อมมีส่วนร่วมทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่ตอนนี้ขอพักบทบาททางการเมืองก่อน … ซึ่งคำตอบดังกล่าว ก็ไม่ได้มีการปฏิเสธเด็ดขาดว่า จะไม่เล่นการเมือง…โดยส่วนใหญ่แล้ว ใครก็ตามที่โดดลงมาเล่นการเมือง อยู่กับอำนาจ วาสนา มักถอนตัวอยาก ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันต่อไป…

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

ย้อนไป วันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้ไปเจรจากับ นายอุตตม ขอให้ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อที่จะเข้ามาช่วยจัดการพรรคให้มีเอกภาพและทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลเข้มแข็ง และหากวันนั้น นายอุตตม ยอมลาออก  วันนี้…คงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอย่างแน่นอน

 

ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น  หลังจากที่ นายอุตตม รับปากจะลาออก แต่กลับปรากฎมีข่าวปล่อยออกมาว่า พล.อ.ประวิตร บีบ นายอุตตม ให้ออกจากหัวหน้าพรรค และ นายสนธิรัตน์ ออกจากเลขาธิการพรรค เพื่อจะปรับ ครม. และจะนำคนของตัวเองเข้าไปใน ครม. แทนในตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ รมว.คลัง และมีชื่อ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เข้ามาด้วย ทำให้ประชาชน ร้องยี้! ขึ้นมาทันทีกับกระแสข่าวดังกล่าว จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ถึงกับต้องเบรกหัวทิ่มทันที แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาบอกว่า เป็นอำนาจของนายกฯ แต่เพียงผู้เดียวจะสามารถปรับ ครม.

และข่าวดังกล่าวนั้น ก็ทำให้เกิดรอยร้าว ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ , พล.อ.ประวิตร และบรรดาผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ค่อย ๆ แยกตัวห่างออกจากกัน  และนั่น…หมายความถึงแรงกระทบที่มีไปยัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ด้วยเวลา 4 ปี ในสมัยรัฐบาล คสช. และอีกเกือบ 5 ปี  ที่ทีมนายสมคิด ร่วมบริหารด้านเศรษฐกิจ กับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ 1 ปีหลัง บริหารเศรษฐกิจในรัฐบาลผสม นายสมคิด จึงได้บริหารเศรษฐกิจเฉพาะ ก.คลัง พลังงาน และ อุตสาหกรรม  / ก.คมนาคมและการท่องเที่ยว เป็นของพรรคภูมิใจไทย / ก.เกษตรและพาณิชย์ เป็นของพรรึคประชาธิปัตย์

ต้องจับตาดูว่า รัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อจากนี้จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้หรือไม่…ซึ่งแน่นอน ต่อจากนี้ต้องมีการ ปรับ ครม. ซึ่งปัจจุบัน มี รัฐมนตรี 36 คน รวม นายกรัฐมนตรี จาก 6 พรรค ประกอบไปด้วย

พรรคภูมิใจไทย 7 คน , พรรคประชาธิปัตย์ 7 คน  , พรรคชาติไทยพัฒนา 2 คน  , พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 คน  , พรรคชาติพัฒนา 1 คน จาก ส.ส. 4 เสียง  ส่วน พรรคพลังประชารัฐ 18 คน จาก ส.ส. 118 เสียง  หาก รัฐมนตรี ที่ไม่รวมนายกฯ จะเหลือ 17 เสียง ที่เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ  นี่คือสูตร 7:1 ที่ใช้คำนวณในตอนนั้น

คือ รัฐมนตรี 17 คน โควตาของพรรคพลังประชารัฐ นั้น 5 คนแรก เป็นโควตากลางที่ นายกฯ เลือกมาเอง ก็คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ , นายวิษณุ เครืองาม , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา , พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล และ นายดอน ปรมัตถ์วินัย

ดังนั้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ของพรรคนั้น 12 คน ประกอบด้วย

ทีม ดร.สมคิด – นายอุตตม สาวนายน ,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ , นายสุวิทย์ เมษินทรีย์

ทีม กปปส. – นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ

ทีม สามมิตร – นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ทีมผู้กอง – ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นายสันติ พร้อมพัฒน์

ส่วนอีก 3 คน นายอิทธิรัตน์ รัตนเศรษฐ สายตรง พล.อ.ประวิตร , นายอิทธิพล คุณปลื้ม  สายตรง นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์  และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หน.พรรคพลังประชารัฐ

 

ซึ่งจะทั้ง 17 คนนี้  มีออกไปแล้ว 4 คน ก็แน่นอน ต้องว่าง 4 ตำแหน่ง ก็ต้องมาดูต่อไปว่า นายกฯ จะจัดแค่ 4 ตำแหน่งนี้ หรือจะปรับใหญ่  ทั้งนี้คาดว่าโอกาสที่ปรับ ขยับพรรคการเมืองอื่นนั้น…ไม่มีแน่นอน…

ซึ่งการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เองก็กำลังร้อนระอุ หากปรับอาจเป็นปัญหาได้ ส่วน พรรคภูมิใจไทย นั้นยืนยันมาแล้ว ไม่..แน่นอน..  ด้าน พรรครวมพลังประชาชาติไทย หลังจากที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ลาออกจากพรรคไปแล้ว ต้องนำโควตาของพรรคเข้ามาแทน ซึ่งพรรคได้เสนอชื่อ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาเป็นรัฐมนตรีแทน

ทั้งนี้ มาดูว่าการปรับ ครม. นั้น จะอยู่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง กับ พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 ตำแหน่ง เป็น 5 ตำแหน่ง… พรรคพลังประชารัฐ จะจัดใครเข้ามาใน 4 ตำแหน่งนี้ หากตัด 1 เก้าอี้ไปให้กับพรรคเล็ก ก็จะเหลือ 3 ตำแหน่ง แล้วใคจะได้ไป…  ซึ่งแน่นอน … แคนดิเดตแรก คือตำแหน่ง รัฐมนตรีฯคลัง และน่าจะเป็นคนนอก ซึ่งมีข่าวออกว่า อาจจะเป็น นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผจก.ใหญ่ ธ.กสิกรไทย ผู้มากประสบการบริหารด้านเศรษฐกิจ

ส่วน นายอนุชา นาคาศัย เลขาพรรคฯ ซึ่งคราวที่แล้วนั้น พลาดหวังกับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคลังมาแล้ว  หลังจากนั้น นายอนุชา ได้เข้าไปซบ พล.อ.ประวิตร และทำให้กลุ่มสามมิตร คือ นายสมศักดิ์  นายสุริยะ และ พล.อ.ประวิตร มีความสนิทสนมกันมากขึ้น  และการที่ เลขาพรรคฯ จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ก็ใช่ที่ ..ฟันธง.. ต้องได้เป็นแน่นอน

เหลืออีก 1 ตำแหน่ง นายสุชาติ ชมกลิ่น หรือ เสี่ยเฮ้ง  “ใจถึง-ได้ทุกลูก-พวกเยอะ” เติบโตด้านการเมืองจากการสนับสนุนของ กำนันเป๊าะ เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์  ถือว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเมืองและธุรกิจ ก็จ่อคิวอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะมีส่วนช่วยในการประสาน ส.ส.ภาคกลาง ให้กับพรรคพลังประชารัฐ …ครั้งนี้ จะมีโอกาสหรือไม่ ก็ต้องติดตาม….

ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้ มีโอกาสสูงเป็นอย่างมาก แต่…ประเด็นอยู่ที่ว่า จะจัดอย่างไรที่จะสามารถทำให้ลงตัวได้ เนื่องจาก มี 1 กระทรวง ที่เกิดการช่วงชิงมาแต่ต้นในสมัยนั้นก็คือ “พลังงาน” ที่มีข่าวออกมาว่าเป็น นายณัฐพล กับ นายสุริยะ แต่ตำแหน่งนั้น นายกฯ ก็จัดให้ นายสนธิรัตน์ ไปในที่สุด

 

หากสูตรนี้จะจัดให้ นายปรีดี ดาวฉาย มานั่ง รมว.คลัง ควบ รองนายกฯ ให้ นายอนุชา นาคาศัย นั่ง รมว.พลังงาน ซึ่งตำแหน่งนี้เอง นายสุริยะ เองก็ปรารถนาตำแหน่งนี้เช่นกัน  หรือให้ นายสุริยะ นั่ง รมว.พลังงาน แล้วให้ นายอนุชา ไปนั่งตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม  ก็ใช่ที่ …  นายกฯ ก็คงไม่เอาด้วย เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเล่นเก้าอี้ดนตรี แล้วตัวท่านนายกฯ ก็เคยพิสูจน์มาเห็นแล้วว่าเป็นคนจริง

และยังมีอีก 1 แคนดิเดต  คือ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ดีกรีเหมาะกับ รมว.พลังงาน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อดีตกรรมการ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  แต่มีประเด็นอยู่ว่า …. คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะ นายไพรินทร์ นั้น มีคดีที่ ปปช. อยู่หลายคดี

ซึ่งโอกาสในการปรับ ครม. ที่น่าจะลงตัวที่สุดและมีความเป็นไปได้ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ นายกฯและองค์ประกอบ คือ นายปรีดี ดาวฉาย ตำแหน่ง รมว.คลัง และ รองนายกฯ /  นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ตำแหน่ง รมว.พลังงาน

นายสุชาติ ชมกลิ่น ตำแหน่ง รมว.แรงงาน  แม้ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ส่งสัญญาณออกมาว่า ก.แรงงาน ยังต้องเป็นของพรรครวมพลังประชาชาติไทย …. แต่หาก นายกฯ เจรจาแลกกระทรวง ให้ นายสุชาติ นั่ง รมว.แรงงาน เพราะเป็นนักธุรกิจ ก็ต้องเข้าใจปัญหาการทำงานแรงงาน ส่วน ดร.เอนก สลับให้ไปนั่ง รมว.ศึกษาฯ  เพราะจะว่าไปแล้ว ดร.เอนก นั้น เป็นนักการศึกษา นักวิชาการ ซึ่งอย่างนี้จะเหมาะสมและลงตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็อยู่ที่การเจรจาแลกกระทรวง

ส่วน นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรรค นั้น ก็ให้นั่งตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไปก่อน ช่วยรองรับงานมากมายหลายด้านจากท่านนายกฯ จะไปกระทรวงสำคัญ ๆ ก็ใช่ที่ เพราะกลุ่มสามมิตร ก็มีตำแหน่งกันไปหมดแล้ว..

การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ตำแหน่งรัฐมนตรีจะลงตัวในครั้งนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการขยับใหญ่ แต่กระนั้น ก็ไม่สามารถที่จะไปคร่อมพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะต้องปรับเฉพาะในพรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น

และการจัดแบบนี้ ค่อนข้างที่จะดูดีและมีความเป็นไปได้มากที่สุด ขยับไม่มาก แรงกระเพื่อมไม่เยอะ ที่เหลือนั้น ก็คือการทำงานหนัก ฝีมือของรัฐมนตรีแต่ละคนที่จะต้องช่วย นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ …. ส่วนจะบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่นั้น…ก็อยู่กับ หัวหน้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะต้องพิสูจน์ว่า สามารถนำพารัฐนาวาไปได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องหรือไม่…….