4กุมารทิ้งบอมบ์ถูกกดดันทางการเมือง? อ้างสถาบันศูนย์รวมใจ ไม่ผูกตัวเองเพื่ออำนาจ?

0

จากที่ 4 กุมารได้ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย อุตตม สนธิรัตน์ สุวิทย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าทั้ง4คือทีมงานของดร.สมคิด รองนายกฯด้านเศรษฐกิจนั่นเอง

ล่าสุดนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาบางช่วงที่น่าสนใจว่าวันนี้ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้สื่อสารกับทุกท่าน

ผมเริ่มต้นเข้ามาทำงานการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ด้วยความหวังอยากเห็นการเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก้าวพ้นความขัดแย้งและการเมืองรูปแบบเก่า โดยให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมตามแนวทางประชารัฐ คือ รัฐ เอกชน ประชาชน ร่วมกันพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาอย่างตรงจุด ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ปัจจุบัน ผมเห็นว่าภารกิจต่างๆ ที่ได้เริ่มต้นไว้นั้น สำเร็จลุล่วงด้วยดีตามความตั้งใจแรกเริ่ม และพรรคพลังประชารัฐได้ก้าวผ่านมาถึงการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ จึงถือว่าภารกิจของผมสิ้นสุดแล้ว

วันนี้ผมลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ได้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งการลาออกครั้งนี้ ไม่ได้มีความขัดแย้งแต่อย่างใด และผมก็ยังจะให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เพียงแต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ การทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากโรคระบาดโควิด-19 โดยตั้งเป้าหมายว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เป็นที่พอใจของประชาชนมากที่สุด โดยจะทำงานร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับฟังเสียงของทุกภาคส่วนได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ตอบสนองความต้องการของประชาชน

ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ก็ออกโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเช่นกันโดยมีบางส่วนว่า ผมสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้ช่วยกันกับหลายๆท่านในการก่อร่างสร้างพรรคฯอย่างไม่เป็นทางการมาระยะหนึ่งแล้ว

จนเมื่อเดือนมกราคม 2562 ผมพร้อมด้วยเพื่อนๆอีก 3 ท่านคือ อาจารย์อุตตม พี่สนธิรัตน์ และดร.กอบศักดิ์ ได้ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อไปปฏิบัติงานด้านการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง มีนาคม 2562 เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้สมัคร ส.สของพรรคอย่างเต็มตัวในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ถึงแม้ผมจะทำงานด้านการเมือง แต่ผมก็มักออกตัวอยู่เสมอว่าผมไม่ใช่”นักการเมือง” การทำงานของผมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการบริหารราชการฯ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี มากกว่าการบริหารการเมืองหรือบริหารพรรคการเมือง และขณะนี้พรรคพลังประชารัฐได้เดินทางมาถึงจุดหนึ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

ผมได้หารือกับเพื่อนๆทั้ง 3 ท่านเห็นพ้องกันว่าเพื่อให้การทำงานในฐานะรัฐมนตรีของเราเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมือง จึงขอ “ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ” และทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ และได้รับความไว้วางใจจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ตราบใดที่เรายังเป็นคนไทย เรามีพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจพระองค์เดียวกัน มีประเทศไทยอันเป็นที่รักอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมเชื่อว่ามีคนไทยอีกหลายล้านคนที่คิดและทำเหมือนผม โดยที่ไม่ได้ผูกโยงตัวเองเข้ากับการเมือง อำนาจ หรือตำแหน่งต่างๆ ขอเพียงเราทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด สุจริต โปร่งใสที่สุด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา ขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้เช่นกัน ช่วยกันสานต่อเจตนารมณ์นี้ด้วยกันต่อไปนะครับ

แด่ประเทศไทยอันเป็นที่รัก

ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเช่นกันว่า ผมจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ทุกท่านคงทราบข่าวเกี่ยวกับการลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ของผมแล้วหลังจากได้แถลงข่าวไปเมื่อเที่ยงวันนี้ ในการแถลงข่าวมีความชัดเจน ถึงสาเหตุที่ผมได้ตัดสินใจไปในครั้งนี้ และผมก็ขอยืนยันว่า ยังมีความผูกพันทางใจกับพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งเป็นคนหนึ่งที่ร่วมก่อร่างสร้างพรรคนี้ขึ้นมา แต่เมื่อวันนี้พรรคมีคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว ก็เห็นว่าควรที่จะให้ผู้รับผิดชอบชุดใหม่ ได้ทำงานอย่างเต็มที่

สำหรับตัวผมแล้ว ในแง่มุมของการทำงานเพื่อบ้านเมืองนั้น ไม่ว่าจะสวมหมวกใบไหน ก็สามารถทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ดังนั้นที่มีหลายคนถามว่า ผมมีความคิดจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่หรือไม่ ผมขอย้ำตรงนี้ว่าไม่มี ขอทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบให้เต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ ไม่เคยคิดเรื่องอื่น ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยประสบปัญหาจากการระบาดของโควิด-19 จนส่งผลต่อภาวะทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก เหตุนี้เราจึงไม่มีเวลาแม้แต่นาทีเดียว ที่จะหยุดคิดหยุดทำ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภัยเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

สุดท้ายผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ และให้โอกาสผมได้ทำงานรับใช้ ผมยังจำคำพูดที่เคยให้ไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งเลือกตั้ง ว่า ผมจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่เต็มความสามารถ ผมยังรักษาคำพูดนี้อยู่เสมอ