ผู้ว่าฯนิวยอร์ก ไม่แคร์ งัดข้อ “โดนัลด์ ทรัมป์” สวนเดือดทันที หลังมีคำสั่งจี้เปิดโรงเรียน แถมยังขู่จะตัดงบส่วนเกิน

0

จากกรณีที่มีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ส่งเรื่องถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) และสภาคองเกรส ว่าสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการแล้ว โดยทางด้านของ “นายสเตฟาน ดูฌาร์ริค” โฆษกเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกมายืนยันแล้วว่า สหรัฐฯ ทำการถอนตัวจากสมาชิกองค์การอนามัยโลกแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.64 เป็นต้นไป

โดยทางด้าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้เปิดเผยถึงเหตุผลที่ สหรัฐฯ ออกจากสมาชิก WHO เนื่องจากว่า รัฐบาลต้องการปฏิรูป WHO ตามที่พวกเขาต้องการ แต่ WHO ไม่ยินยอม ทำให้เกิดการตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้ ซึ่งทางด้านของ นายสเตฟาน มองว่าการตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ เพราะจะทำให้ “ชาวอเมริกันล้มป่วย และอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จนท.ระดับสูงสหรัฐฯ แฉยับ ความจริง!?! เหตุสหรัฐฯประกาศถอนตัวจาก WHO พร้อมอยู่อย่างโดดเดี่ยว!?!

ล่าสุดทางด้านนายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นรัฐที่ยังมีอัตราการติดเชื้อโควิด-19 สูง ให้ความเห็นเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีท่าทีข่มขู่และ กดดันให้มีการเปิดโรงเรียนของรัฐ ภายในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยนายคูโอโมยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องการตัดสินใจของแต่ละมลรัฐ

สำหรับภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงเริ่มในราวเดือนก.ย. -เดือนธ.ค. และในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนการเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา (4 ก.ค.) สถิติการติดเชื้อใหม่ในรัฐนิวยอร์กนั้นยังอยู่ที่ระดับ 1.38% โดยมีผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 จำนวน 66,392 ราย มีผลเป็นบวก (ติดเชื้อ) 918 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 395,872 ราย และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเขตปกครองย่อยของนิวยอร์กถึง 42 มณฑล แม้สถานการณ์จะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังและควบคุมอย่างเข้มงวด

“การเปิดโรงเรียนเป็นการตัดสินใจภายในรัฐ นี่เป็นกฎหมาย และเป็นสิ่งที่เราจะดำเนินการโดยไม่ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีสหรัฐ ท่านประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการสั่งเปิดโรงเรียน เราจะเปิดโรงเรียนก็ต่อเมื่อมีความปลอดภัยที่จะเปิด และทุกคนต่างก็ต้องการที่จะเปิดโรงเรียนเช่นกัน” แรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้มีการเปิดเรียนภายในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วง นั้นเชื่อว่ามีนัยยะทางการเมืองอยู่ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงผลักดันให้หลายภาคส่วนกลับมาเปิดทำการ รวมทั้งโรงเรียน โดยก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนแปลงข้อยกเว้นเรื่องการเรียนผ่านทางออนไลน์ของนักศึกษาต่างชาติ บีบให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนแบบพบหน้ากัน

นายทรัมป์ ยังออกมาโจมตีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อการเปิดโรงเรียน ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (ซีดีซี) เสนอ โดยระบุว่า เข้มงวดและสิ้นเปลืองงบประมาณเกินไป รวมทั้งขู่จะตัดงบช่วยเหลือของโรงเรียนต่าง ๆ ที่ไม่เปิดการเรียนการสอนภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนนี้


อย่างไรก็ตามคำแนะนำของ ซีดีซี เสนอให้นักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนทุกคนสวมหน้ากากป้องกัน และอยู่ที่บ้านหากจำเป็น รวมทั้งแนะนำให้โรงเรียนออกตารางเรียนที่ไม่ซ้อนทับกัน , จัดโต๊ะเรียนแบบเว้นระยะห่าง และปิดพื้นที่ที่คนสามารถมารวมตัวกันได้ด้วย